วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

ลิเวอร์พูลกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบครั้งใหญ่




เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็เช่นกัน มันเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีหรืออาจจะนับตั้งแต่ที่เขาเข้ารับงานเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2015 เลยด้วยซ้ำ

หลายคนพูดถึงปีที่เจ็ดของเขา มันอาจจะเป็นอาถรรพ์ก็ได้เพราะปีที่เจ็ดของเขากับ ไมนซ์ และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ล้วนมีบทสรุปที่ไม่ดีเอาเสียเลย

ทำไมถึงต้องเป็นปีที่เจ็ดนั้นคงจะหาเหตุผลลงไปชัดๆ ไม่ได้หรอกครับ บางทีอาจเพราะมันเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงก็ได้กระมัง

- สื่อเผยเกม เชลซี-ลิเวอร์พูล วีกหน้าอาจเลื่อนอีก

- ต้องดีกว่านี้! ดิอาซ รับประตูที่ยิงได้ไร้ค่าถ้า ลิเวอร์พูล พ่าย

- หายนะเคาะหน้าประตู ! 5 ปัญหาที่ คล็อปป์ ต้องรีบแก้ให้เร็วที่สุด

ทีมที่อยู่ในมือของคุณเริ่มเข้าสู่การผลัดใบครั้งใหญ่ เมื่อนักเตะที่ลุยอุปสรรคและฝ่าฟันขวากหนามทั้งหลายร่วมกันมาต่างก็ก้าวผ่านจุดสูงสุดเข้าสู่วัยที่ร่วงโรย

หากมันก็คงไม่ใช่เหตุผลนั้นเสมอไปหรอก ลองดู เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ได้ ไม่ว่าจะนับปีที่เจ็ดของเขากับจุดเริ่มต้นตรงไหนคำตอบของมันก็คือแชมป์ ถ้าเริ่มนับจากวันเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 1986 ก็พบว่าปี 1993 เขาพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุติการรอคอยอันยาวนานด้วยตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุด

หรือถ้านับจากปี 1990 ที่เขาพาทีมได้แชมป์แรกคือเอฟเอ คัพ ก็จะยังพบว่าปี 1997 ทีมปีศาจแดงของเขาก็ยังเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือหากนับจากปี 1993 ที่ทีมได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ปี 2000 ก็เป็นช่วงที่เขากำลังสนุกกับการพาเด็กๆ กอบโกยความยิ่งใหญ่เป็นแชมป์ลีกสามฤดูกาลซ้อนๆ

เพราะฉะนั้นปีที่เจ็ดคงไม่เกี่ยวกับเหตุผลเรื่องทีมกำลังผลัดใบอะไร ถ้าคุณวางแผนการผลัดใบนั้นอย่างรอบคอบ

ถามว่ากับคล็อปป์แล้วเขาจัดการเรื่องนี้ได้อย่างรอบคอบไหม เราก็คงต้องดูนักเตะที่อยู่ในช่วงอายุยี่สิบกลางๆ ลงไปถึงยี่สิบต้นๆ ที่จะเข้ามารับภาระต่อจากรุ่นพี่หรือนักเตะรุ่นแรก

เราได้เห็น ดีโอโก้ โชต้า (25 ปี) หลุยส์ ดิอาซ (25 ปี) ดาร์วิน นูนเญซ (23 ปี) ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (19 ปี) เคอร์ติส โจนส์ (21 ปี) ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ (20 ปี) คอสตาส ซิมิกาส (26 ปี) อิบราฮิมา โกนาเต้ (23 ปี) ควีวิน เคลเลเฮอร์ (23 ปี) โจ โกเมซ (25 ปี) แนท ฟิลลิปส์ (25 ปี)

สเตฟาน บายเซติช (17 ปี) ทายเลอร์ มอร์ตัน (20 ปี) คัลวิน แรมซี่ย์ (19 ปี) ยังมองเห็นไม่ชัดนัก ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (23 ปี) อยู่ในเจเนอเรชั่นแรกแต่ลากยาวผ่านรุ่นสองได้ด้วยอายุที่ยังไม่มาก

กับคนอื่นๆ ที่ก้ำกึ่งอาจรวม แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (28 ปี) ฟาบินโญ่ (28 ปี) และ อลีสซง เบ็คเกอร์ (29 ปี) เข้าไปได้อีก สามคนนี้ยังสามารถเล่นได้อีกหนึ่งสัญญาเต็มๆ ไปหมดเอาในวัย 32-33 ปีได้เลย

นาบี เกอิต้า (27 ปี) ควรจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ด้วยอายุแล้วกองกลางชาวกินีอยู่ในแผนงานสร้างทีมชุดผลัดใบแน่นอน แต่แนวโน้มล่าสุดอาจไม่เป็นไปตามแผนด้วยปัญหาบาดเจ็บที่ตามเล่นงานตลอดเหมือนแกล้งรวมทั้งการตัดสินใจของเขาเอง

คล็อปป์ก็ไม่ได้ประมาทอะไรเลยนะครับ นักเตะกลุ่มนี้ที่ว่ามาล้วนมีคุณภาพในระดับที่พร้อมจะเติบโตไปข้างหน้าได้อีก เหลือแค่บางตำแหน่งเท่านั้นที่ยังต้องมองหาคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาเสริมทีมต่อไปอย่างคนที่จะมาเป็นทายาทสานต่อ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ หรือคนที่จะเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับได้ระดับโลกอย่างฟาบินโญ่

คนที่เป็นกำลังสำคัญในห้องแต่งตัวอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ได้รับการต่อสัญญาด้วยเหตุผลด้านอื่นด้วยนอกเหนือจากฝีเท้าในสนาม

แน่นอนนักเตะในชุดผลัดใบที่ไล่รายชื่อมาย่อมมีที่ถูกใจสำหรับบางคนและไม่สบอารมณ์สำหรับบางคน ชื่อที่น่าจะสอบผ่านแน่ๆ มี โชต้า ดิอาซ เอลเลียตต์ เคลเลเฮอร์ ซิมิกาส โกนาเต้ ขณะที่ คาร์วัลโญ่ กับ นูนเญซ มีคะแนนที่ดีในความรู้สึกของเดอะค็อป แต่ โจนส์ โกเมซ และ ฟิลลิปส์ ถูกหลายคนมองว่าไม่เข้าพวกและไม่ควรได้ไปต่อ

กระนั้นนักเตะคนไหนสอบผ่านหรือสอบตกก็เป็นแค่ความรู้สึกของแฟนบอลไม่ใช่ผู้จัดการทีม สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่คล็อปป์เห็นก็ได้ และคนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายย่อมเป็นเขากับทีมงานซึ่งเชื่อเถิดครับว่าถ้านักเตะคนไหนไม่ดีจริงเขาคงไม่วางตัวไว้อยู่ในแผนงานสร้างทีมแน่

ถ้านักเตะคนไหนไม่ได้อยู่ในแผนทำทีมแต่ยังอยู่ในทีมก็หมายความว่ามีเหตุผลบางประการที่ทำให้การแยกจากกันยังไม่เกิดขึ้น อาจจะติดขัดในบางขั้นตอนอยู่ก็ได้ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสโมสร ตัวนักเตะ หรือทีมที่แสดงความสนใจ

ช่วงเวลาของการผลัดใบนั้นสร้างความทรมานให้แฟนบอลได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงผลัดใบต่อเนื่องจากความสำเร็จที่เคยไล่คว้ามา

ไม่มีทีมไหนในโลกไม่เคยเจออุปสรรคใหญ่เรื่องนี้ บาเยิร์น มิวนิค ที่ในตอนนี้ได้แชมป์เยอรมันมา 10 ปีซ้อนก็จะต้องเจอมันเข้าสักวันหนึ่งเช่นกันเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาในอดีต เพียงแต่โดยธรรมชาติแล้วทีมเสือใต้มักจะฟื้นกลับมาในเวลาอันสั้นเสมอ

บางทีมกลับมาได้เร็ว บางทีมกลับมาได้ช้า บางทีมปรับแก้ได้ดีแล้วแต่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดกลับทำได้ดีกว่า การฟื้นคืนสู่ความสำเร็จจึงต้องยืดออกไปอีก

กับลิเวอร์พูลชุดนี้สิ่งที่เรามองเห็นคือพลังการเล่นในเกมบีบแดนบนและการตามเก็บตกจังหวะสองไม่ดุดันเหมือนเคย เกมรุกทางริมเส้นฝืดสนิท คู่ต่อสู้จึงปั่นป่วนหรืออยู่ในอาการโงหัวไม่ขึ้นน้อยลง มีโอกาสได้บอลมากขึ้น ทำให้สามารถหาจังหวะโจมตีแนวรับที่ยืนสูงของทีมหงส์แดงได้บ่อยขึ้น

เหมือนเครื่องยนต์ของลิเวอร์พูลสะดุดไปเฉยๆ ลูกสูบติดขัด หัวเทียนดับวูบลงดื้อๆ กระทั่งคล็อปป์เองก็ยังมืดแปดด้านยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมของเขาไม่รู้

ขณะที่เหตุผลต่างๆ นานาจากแฟนบอลและนักวิจารณ์ก็ปรากฏขึ้นมาอธิบายกันอย่างเอิกเกริก ซาลาห์สบายใจเกินไปหลังต่อสัญญาใหม่ ฟาน ไดค์ติดประมาท อลีสซงไม่เหนียวเหมือนเก่า หาคนมาแทนมาเน่ไม่ได้ ร็อบโบ้หมด เฮนโด้กับมิลเนอร์หมดกว่า หรือกระทั่งเทรนต์ติดแอ๊กคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว

หลากหลายความเห็นเกิดขึ้นให้ถกเถียงกัน มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าไม่รู้ หรือคล็อปป์จะเห็นอย่างเดียวกันไหมก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่านับตั้งแต่วันแรกที่เสมอฟูแล่ม ต่อด้วยการเสมอคริสตัล พาเลซ ที่แอนฟิลด์ คล็อปป์กับลูกทีมก็คงพยายามเต็มที่เพื่อปรับแก้ให้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางให้ได้อีกครั้ง

คงไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลยหรือไม่รู้สึกรู้สาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหรอกครับ เพียงแต่หลายครั้งที่การแก้ไขปัญหาไม่อาจทำได้ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน

มันก็แค่ทุกคนในทีมยังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้.. ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะแก้ไม่ได้

จากนี้ก็ได้แต่เฝ้ารอว่าพวกเขาจะนำการเล่นแบบที่เราคุ้นเคยกลับมาได้เมื่อไหร่ หรือหากไม่อยู่ในวิสัยที่จะกลับไปเล่นแบบเดิมได้อีกจริงๆ จะหาวิธีการเล่นที่เหมาะสมที่สุดแทนในช่วงเวลานี้ได้อย่างไร

ผมไม่คิดว่าคล็อปป์ประมาท ยังเชื่อในการทำงานที่เขาทำให้เห็นตั้งแต่วันแรกเสมอว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีขั้นตอนแบบแผน มีความอดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ไม่ว่อกแว่กลนลานจนทำอะไรที่ผิดไปจากแผนงานที่กำหนดกันเอาไว้แล้ว

เป็นแผนงานที่มั่นคงสำหรับทีมในระยะยาว แต่แน่นอนว่าไม่ทิ้งเป้าหมายระยะกลางและสั้นด้วย ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายทำงานอย่างจริงจัง ผ่านการสุมหัวพูดคุยหาทางเลือกที่ดีที่สุดของทีมอย่างเป็นมืออาชีพ

เพียงแต่บางทีสิ่งที่เราเตรียมพร้อมเอาไว้มันก็ไม่ได้ผลหรือว่าได้ผลไม่เต็มร้อยเมื่อการแข่งขันจริงเริ่มขึ้น อย่าว่าแต่ปัญหาเรื่องบาดเจ็บที่เข้ามารุมเร้าเลย

ลองมองดูนักเตะในกลุ่มผลัดใบอีกครั้ง เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้แย่ แต่แน่นอนในแผนการทำงานของคล็อปป์คงมีคำตอบอยู่บ้างแล้วว่าใครจะได้ไปต่อหรือใครที่คงต้องปล่อยออกไป

การทำงานของทีมงานหลังจากนี้ นักเตะเก่าที่ยังอยู่ในแผน นักเตะใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเสริม รวมทั้งระยะเวลาจะช่วยขัดเกลาให้ลิเวอร์พูลมีแนวโน้มที่จะตั้งหลักได้อีกครั้ง

การสะดุดรอยต่อเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอ มันอาจจะเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ก็ได้ หรือสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่กังวลก็ได้ ฤดูกาลที่แล้วก็ทีมชุดเดียวกันนี้แหละขาดแค่มาเน่ที่พาเราลุ้นแชมป์ 4 รายการจนถึงวันสุดท้าย

พวกเขาอาจจะกลับมาได้จริงๆ ก็ได้ เหมือนที่เคยทำให้เห็นมาครั้งแล้วครั้งเล่า..

ได้ก็ได้

ไม่ได้ก็ไม่ได้

มันก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอกครับ ฟุตบอลมันก็อย่างนี้แหละ วนเวียนไปเป็นวัฏจักร มีดี มีแย่ มีหัวเราะ มีร้องไห้.. เรื่องธรรมดาเหลือเกิน

แล้วก็อย่าลืมความจริงอีกเรื่อง ฤดูกาลเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้นเอง จุดพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ กี่ครั้งแล้วที่ความรู้สึกช่วงต้นฤดูกาลกับปลายฤดูกาลเป็นคนละเรื่องเหมือนมาจากคนละโลก

เวลานี้ลิเวอร์พูลยังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้.. แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะแก้ไม่ได้

งานจากนี้ไปจะหนักหนาสาหัสแน่นอนครับ เมื่อคล็อปป์จะต้องพาทุกคนกลับไปเป็นทีมที่เคยเป็นให้ได้อีกครั้ง

จากจุดที่ร่วงหล่นอยู่ในตอนนี้ มองไม่ออกเลยใช่ไหมว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรื่องหนึ่งที่เชื่อได้เลยก็คือเขาจะสู้ยิบตา ด้วยมันสมองของเขาและคนเก่งๆ รอบตัวที่จะคอยช่วยเหลือเป็นพลังให้กับเขา

กำลังใจจากแฟนบอลก็เช่นกัน

ยอมรับในอุปสรรคที่กำลังเจอ ทั้งปัญหาของตัวเองและความเก่งกาจของคู่แข่ง แต่อย่าหวังว่าจะยอมแพ้

ไม่เคยมีฟุตบอลลีก 38 นัดที่ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเกมผ่านไปแค่ 5-6 นัดหรอก

ยอมรับ.. แต่ไม่ยอมแพ้ ลิเวอร์พูลก็เป็นอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้วนี่นะ






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น