วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2565

แอนฟิลด์สุดแกร่ง, ซาลาห์ ของแสลงแมนยู! เปิด 5 ข้อก่อนเกม "แดงเดือด"

 


เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เตรียมนำลูกทีมรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึก "แดงเดือด" ที่สนามแอนฟิลด์ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอังคารที่ 19 เมษายนี้ โดย "หงส์แดง" ต้องการ 3 แต้มอย่างมากเพื่อขึ้นไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราว ขณะที่ "ปีศาจแดง" พกความแค้นมาเต็มกระเป๋าหวังแก้เผ็ดคู่อริที่เคยทำเสียหน้าในเกมแรกที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่สำคัญหากคว่ำพวกเขาได้ จะยิ่งเป็นการขัดขวางไม่ให้ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้


1. แอนฟิลด์ดินแดนหลอนแมนยู

ลิเวอร์พูล มีสถิติที่สุดแข็งแกร่งในการเปิดรัง แอนฟิลด์ ต้อนรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ผ่านมา โดยพวกเขาไม่เคยพ่ายให้กับ "ปีศาจแดง" ในช่วง 5 เกมหลังสุดที่พบกัน แถมเจ้าบ้านยังฟอร์มเหนือกว่าทุกแมตช์ด้วย

เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0 ที่สนามแอนฟิลด์ซึ่งไม่มีแฟนบอลเข้ามาชมในแมตช์ดังกล่าว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด โดยเกมนั้นต้องบอกว่าเล่นกันได้สูสี และ "ผีแดง" เกือบเฮในช่วงทดเจ็บด้วย

ขณะที่ย้อนไปในฤดูกาล 2019/2020 ซึ่งเป็นซีซั่นที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีก พวกเขาจัดการทุบคู่อริตลอดกาล 2-0 นอกจากนี้ในซีซั่น 2018/2019 เจ้าบ้านก็จัดการสอยด้วยสกอร์ 3-1 ส่วนอีก 2 แมตช์เสมอกันแบบไร้สกอร์ ใน 2 ฤดูกาลก่อนหน้านั้น

นอกจากนี้สถิติที่ยืนยันชัดเจนว่า แอนฟิลด์ เป็นเมกกะลูกหนังที่สุดอันตรายสำหรับทีมเยือนในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็เพราะพวกเขาคว้าชัยในบ้านเกมลีกสูงสุด 10 แมตช์ติดต่อกันแถมยังไม่เคยแพ้ทีมไหนในบ้านซีซั่นนี้ด้วย (ชนะ 12, เสมอ 3)

ส่วนทีมของกุนซือราล์ฟ รังนิก ตั้งเป้าที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการออกไปแพ้เกมเยือนในลีก 3 แมตช์ติดต่อกันซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เมื่อเดือนิเมษายน 2019

2. โกนาเต้ กำลังพีคสุดขีด
ไม่มีใครรู้ว่า อิบราฮิม่า โกนาเต้ จะได้ลงเล่นตัวจริงในเกมรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่ แม้ว่าฟอร์มในช่วงที่ผ่านมาของเขาจะโดดเด่นเหลือเกิน แต่ที่แน่ๆ สถิติของเขากับ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมบ่งบอกว่าควรให้เขาลงสนาม

ช่วงที่ผ่านมา คล็อปป์ มักจะใช้งาน โฌแอล มาติป จับคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ในการคุมแนวรับให้กับ "เดอะ เร้ดส์" เวลาที่ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก แต่ด้วยผลงานของ โกนาเต้ ในตอนนี้ต้องบอกว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะมีการปรับแผน

ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ลงเล่นให้ "เดอะ เร้ดส์" ไปแล้ว 22 เกม และเขายังไม่เคยได้ลิ้มรสชาติความพ่ายแพ้เลย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตพ่อค้าแข้งที่สุดยอดกับ ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง

17 เกมที่ โกนาเต้ ลงสนามจบลงด้วยชัยชนะ ส่วนอีก 5 แมตช์เป็นผลเสมอ โดยล่าสุดก็คือเกมที่เสมอกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-2 ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังสำหรับเขาในแง่ของการลงเล่นตัวจริง

สำหรับฟอร์มในเวลานี้ต้องยอมรับว่า โกนาเต้ โดดเด่นมากๆ ล่าสุดก็ทำ 3 ประตูในสามเกมที่ได้ลงเล่นตัวจริง ฉะนั้นผลงานของเขามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่นักเตะเพิ่งจะลงเล่นในเกมเอฟเอ คัพ เมื่อวันเสาร์ คล็อปป์ อาจจะโรเตชั่นเพื่อเตรียมใช้งานเจ้าตัวในเกมกับเอฟเวอร์ตันก็ได้

3. ซาลาห์ของแสลงแมนยู
ตอนนี้สาวก "เดอะ ค็อป" ค่อนข้างเป็นห่วงเป็นใย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อย่างมาก เพราะดูเหมือนสภาพจิตใจของนักเตะยังไม่ฟื้นจากความผิดหวังที่พลาดแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ กับตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022

"บังโม" นำเป็นดาวยิงสูงสุดของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ ด้วยการทำไป 28 ประตูจากการลงเล่นในทุกรายการ แบ่งเป็น 20 ลูกในลีกกับ 8 ประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเขาทำประตูทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติรวมกันไม่ได้มา 8 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้ว จนโดนวิจารณ์ว่าฟอร์มตกอย่างแรง

สวนทางกับ ซาดิโอ มาเน่ ที่ตอนนี้ฟอร์มกำลังเข้าฝักโดยสอยไป 18 ประตูบวกกับสองแอสซิสต์จากการเล่น 41 แมตช์ในฤดูกาลนี้ ทำให้นักเตะได้รับข้อเสนอสัญญาฉบับใหม่เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับผลงานชั้นยอด

อย่างไรก็ตาม ซาลาห์ ยังคงเป็นนักเตะคีย์แมนของ "เดอะ เร้ดส์" เสมอโดยเฉพาะในเกม "แดงเดือด" เพราะเขามักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการปะทะกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

"คิง ออฟ อียิปต์" ซัดไป 7 ประตูจากการลงเล่น 5 เกมหลังสุดที่ปะทะกับ "เร้ด เดวิลส์" ในการแข่งขันทุกรายการ และแมตช์นี้เชื่อว่า ซาลาห์ น่าจะมีโอกาสดีที่จะได้เรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง



4. อาจดร็อป โรนัลโด้ หลังสูญเสียลูก
แฟนบอลทั่วโลกต่างรู้สึกเป็นห่วง และโศกเศร้าไปพร้อมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ออกมาประกาศข่าวที่แสนเจ็บปวดว่าลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลกเสียชีวิต โดยมีเพียงลูกสาวที่รอดชีวิตเท่านั้น

"ซีอาร์ เซเว่น" เพิ่งจะกดแฮตทริกในเกมเฉือนสมันน้อยบ๊วยในตารางลีกอย่าง นอริช ซิตี้ แม้ว่ามีหลายคนค่อนขอดว่าเก่งกับทีมเล็กๆ เท่านั้น แต่ผลงานในแมตช์นั้นทำให้เขาสร้างสถิติขั้นเทพด้วยการซัด 60 แฮตทริก !!



งานนี้ในเกม "แดงเดือด" เหล่าสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" คาดหวังว่า โรนัลโด้ จะระเบิดฟอร์มเทพในเกมบุกแก้แค้นคู่อริตลอดกาล หลังเคยโดน "หงส์แดง" บุกยำใหญ่ถล่มพวกเขาเละเทะในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 5-0 ฉะนั้นเกมนี้ "เฮียโด้" และ กลุ่มน้องๆ คงต้องการชำระแค้น และหากทำสำเร็จยังเป็นการขัดแข้งขัดขา "เดอะ เร้ดส์" ในการลุ้นแชมป์ลีกด้วย แบบนี้เรียกว่าสะใจ 2 เด้ง !!

อย่างไรก็ตามจากการสูญเสียหนึ่งในทายาทฝาแฝดครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ รังนิก อาจจะดร็อป โรนัลโด้ เพื่อให้เขามีเวลาอยู่เป็นกำลังใจให้กับ จอร์จิน่า โรดริเกซ แฟนสาวและลูกๆ ของพวกเขา ขณะที่นักเตะแมนฯ ยูฯ ต้องรวมพลังเพื่อหวังนำชัยชนะมามอบให้กับ "เฮียโด้"

5. สามคะแนนเพื่อบรรลุเป้าหมายของทั้ง 2 ทีม

"แดงเดือด" ไม่ใช่แค่สงครามลูกหนังของสองคู่อริร่วมชาติแล้ว ยังถือเป็นเกมสำคัญมากๆ ของพวกเขาในฤดูกาลนี้ สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาต้องตั้งเป้าห้ามทำแต้มหลุดมือในทุกเกมลีกที่เหลืออยู่หากอยากลุ้นแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องการสามคะแนนเพื่อต่อโอกาสในการคว้าอันดับท็อปโฟร์ ซึ่งเป็นโควตาสุดท้ายในการได้ตั๋วไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างเป็นรอง สเปอร์ส กับ อาร์เซน่อล (แข่งน้อยกว่า 1 เกม)

สำหรับ "เดอ เร้ดส์" ต้องบอกว่าชัยชนะไม่เพียงแค่การขึ้นไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราวเท่านั้น ยังเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนฯ ซิตี้ ที่จะต้องปะทะกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในวันพุธที่ 20 เม.ย.นี้

ชัยชนะเหนือ "ผีแดง" ยังทำให้โอกาสที่พวกเขาจะได้สร้างประวัติศาสตร์ 4 แชมป์ก็ยังมีต่อไป แต่อย่างที่บอกเอาไว้ แมนฯ ยูฯ คงไม่ยอมง่ายๆ เพราะการคว่ำ ลิเวอร์พูล นอกจากได้ 3 แต้มแล้วยังเป็นการทำลายฝันของเจ้าบ้านด้วย !!!




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น