วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วัดกันชัดๆ! เทียบสถิติไรซ์-ก็องเต้ คุ้มไหมหากเชลซีทุ่ม100ล้าน


 เทียบสถิติให้เห็นกันชัดๆระหว่างสองสุดยอดมิดฟิลด์ตัวรับของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เวลานี้ ระหว่าง เคแคลน ไรซ์ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ หลังจาก เชลซี ตกเป็นข่าวต้องการกระชากตัวมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง

  
เดอะ ซัน สื่ออังกฤษได้เปรียบเทียบสถิติส่วนตัวระหว่าง เคแลคน ไรซ์ กองหลางทีมชาติอังกฤษ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส หลังจาก เชลซี ตกเป็นข่าวต้องการดึงตัวแข้งจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง แต่ก็อาจจำเป็นต้องปล่อยตัว ก็องเต้ ออกไป

ไรซ์ วัย 23 ปี ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ เวสต์แฮม ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นหนึ่งในแข้งเนื้อหอมมากที่สุด หลังตกเป็นเป้าหมายของหลายทีมชั้นนำโดยเฉพาะ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี ที่ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เดวิด มอยส์ กุนซือ "ขุนค้อน" ออกมายืนยันแล้วว่าหากใครอยากได้ตัวต้องทุ่มเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ วันนี้เราจึงนำสถิติส่วนตัวของ ไรซ์ มาเปรียบเทียบกับ ก็องเต้ มาให้ดูกันชัดๆว่าคุ้มไหมหาก เชลซี จะยอมทุ่มเงินมหาศาลดึงตัวมาเสริมแดนกลาง




เริ่มตั้งแต่ในส่วนของสถิติในการเล่นเกมรุก ซึ่งแน่นอนด้วยความที่เป็นมิดฟิลด์เชิงรับทำให้สถิติในด้านนี้จะไม่ได้มีความโดดเด่นอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่การทำประตูโดยทั้งคู่มีค่าเฉลี่ยที่เท่ากันที่ 0.06 ประตูต่อเกม แต่ในแง่ของการทำแอสซิสต์เป็น ก็องเต้ ที่ทำได้ดีกว่าเล็กน้อยที่ 0.12 ครั้งต่อเกม ส่วน ไรซ์ ทำได้ 0.09 ครั้ง

ส่วนในเรื่องของโอกาสส่องประตูต่อเกมนั้น ไรซ์ ทำได้ดีกว่าที่ 0.81 ต่อ 0.55 ครั้ง ซึ่งในฤดูกาลนี้จะเห็นได้ว่าบทบาทของ ไรซ์ นั้นเปลี่ยนไปโดยมีอิสระในการเติมเกมรุกมากขึ้น ด้านของการจ่ายบอลนั้นเป็น ก็องเต้ ที่ทำได้ดีกว่าเล็กน้อยที่จำนวน 63.4 ต่อ 50.9 ครั้งต่อเกม

ขณะที่ในเรื่้องของเกมรับเริ่มตั้งแต่เรื่องการแท็คเกิ้ลเป็น ก็องเต้ ที่ทำได้เหนือกว่าโดยมีอัตราการชนะอยู่ที่ 3.2 ต่อ 2.0 ครั้งต่อเกม เช่นเดียวกับการเข้าสกัดมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสทำได้เหนือกว่าที่ 2.1 ต่อ 1.8 ครั้งต่อเกม อย่างไรก็ตามการบล็อก ไรซ์ ทำได้ดีกว่าที่ 0.43 ต่อ 0.17 ครั้งต่อเกม

อย่างไรก็ตามนี่เป็นในเรื่องของตัวเลขมาเปรียบเทียบกันเท่านั้น แต่มันก็เป็นการบ่งบอกว่า ไรซ์ นั้นมีการพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับเบอร์ต้นๆของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้แล้ว




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น