วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เดอลิกต์ทำสถิติสุดเลวร้ายหลังโดนตะเพิด


 การที่ มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ ถูกไล่ออกในนัดล่าสุด ทำให้เขาถือเป็นนักเตะที่โดนตะเพิดด้วยอายุน้อยที่สุดในการเล่นรอบน็อกเอาต์ของศึก ยูโร โดยสถิติเดิมยืนยาวมาตั้งแต่ปี 2000

  
มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่โดนไล่ออกในรอบน็อกเอาต์ของรายการ ยูโร หลังจากได้รับใบแดงในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูโร 2020 นัดที่บ้านเกิดของเขาแพ้ สาธารณรัฐเช็ก 0-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน เดอ ลิกต์ มีอายุเพียง 21 ปีกับ 319 วันเท่านั้น ส่วนเจ้าของสถิติดังกล่าวก่อนหน้านี้คือ จานลูก้า ซามบร็อตต้า อดีตฟูลแบ็กชาวอิตาเลียนที่เคยโดนตะเพิดออกจากสนามในเกม ยูโร 2000 นัดที่ อิตาลี เอาชนะ ฮอลแลนด์ ในช่วงดวลจุดโทษ หลังจบ 120 นาทีเสมอกัน 0-0 โดยที่ตอนนั้น ซามบร็อตต้า มีอายุ 23 ปี

ทั้งนี้ ใบแดงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมายังถือเป็นใบที่ 4 ที่ ฮอลแลนด์ ได้รับในการเล่นศึก ยูโร รอบสุดท้ายด้วย ซึ่งทั้ง 4 ใบมันก็เกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาเจอกับ เช็ก ทั้งหมด โดยในจำนวนนั้นมี 2 ใบที่เกิดขึ้นในสมัยที่อีกฝ่ายใช้ชื่อ เช็กโกสโลวาเกีย ซึ่ง 2 ใบที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นในการแข่งปี 1976 ทั้งคู่ ขณะที่อีก 1 ใบนั้นเกิดขึ้นในศึก ยูโร 2004




เหมาะแทนคนเก่าไหม ? เทียบผลงาน กรีลิช กับ สเตอร์ลิง-มาห์เรซ

 


กระแสข่าวระหว่าง แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์คนเก่งของ แอสตัน วิลล่า กับทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากที่ กรีลิช ทำผลงานได้โดดเด่นกับ วิลล่า มาตั้งแต่ซีซั่นก่อนจนทำให้เขาเป็นเป้าหมายของหลายทีมตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ปีที่แล้ว

    
ทั้งนี้ ล่าสุด คอชต์ออฟไซด์ เว็บไซต์ข่าวสารวงการลูกหนังรายหนึ่งบอกว่า แมนฯ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ วิลล่า ในดีลของ กรีลิช ได้เป็นที่เรียบร้อย โดยตอนนี้เหลือเพียงรอให้จบศึก ยูโร 2020 ก่อน พวกเขาถึงจะค่อยทำการประกาศถึงดีลนี้อย่างเป็นทางการ แต่การเข้ามาของ กรีลิช มันก็อาจจะทำให้บางคนต้องเก็บข้าวของออกจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ไปด้วย

มีการคาดกันว่า ราฮีม สเตอร์ลิง หรือไม่ก็ ริยาด มาห์เรซ จะเป็นนักเตะที่ต้องถูกสังเวยกับการมาถึงของ กรีลิช ซึ่งวันนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบกันสักหน่อยว่าในการเล่น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ฟอร์มในเกมรุกของทั้ง 3 คนแตกต่างกันมากเพียงใด

- การผ่านบอล
ในบรรดา 3 คนนี้ กรีลิช ทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดด้วยจำนวนถึง 10 ครั้ง โดยที่ สเตอร์ลิง กับ มาห์เรซ ทำได้ 7 หนกับ 6 ครั้ง ตามลำดับ ซึ่งมันน่าประทับใจมากขึ้นไปอีกเมื่อพิจารณาถึงกรณีที่ว่า กรีลิช ได้ลงเล่นน้อยกว่าอีก 2 คน แถมขุมกำลังโดยรวมของ วิลล่า ก็สู้ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้อยู่แล้ว




ส่วนหนึ่งที่ทำให้ กรีลิช มีจำนวนแอสซิสต์สูงขนาดนั้นเป็นเพราะเขาผ่านบอลได้ดีจนมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญสูงถึง 3.1 ครั้งต่อเกม เอาชนะอีก 2 คนแบบขาดลอย โดยที่ มาห์รเซ ทำได้แค่ 1.6 หนต่อนัด ส่วน สเตอร์ลิง ทำไปเพียง 1.3 ครั้งต่อเกมเท่านั้น

นอกจากนี้ กรีลิช ยังวางบอลระยะไกลได้แม่นยำกว่าอีก 2 คนด้วย เพราะเขามีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลระยะยาวที่เข้าเป้า 1.2 หนต่อนัด ขณะที่ มาห์เรซ ทำไป 0.9 ครั้งต่อเกม ส่วน สเตอร์ลิง ทำได้ 0.3 ครั้งต่อนัด อย่างไรก็ตาม หากวัดที่การผ่านบอลทั้งหมด กรีลิช แพ้อีก 2 คน หลังจากทำได้ 83.3 เปอร์เซ็นต์ ตรงข้ามกับ มาห์เรซ ทำได้ 88.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วน สเตอร์ลิง ทำไป 86.2 เปอร์เซ็นต์

- การเลี้ยงบอล
กรีลิช ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะที่โดนทำฟาวล์บ่อยมากๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะเขาเลี้ยงบอลได้ดี โดยถึงแม้แรกเริ่มเดิมทีเขาจะไม่ใช่ตัวรุกตรงริมเส้นตามธรรมชาติ แต่เขาก็ยังเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึงเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อเกม และโดนคู่แข่งฉกบอลไปจากเท้าเพียง 1.5 ครั้งต่อนัด



แน่นอน มาห์เรซ โดนแย่งบอลไปจากเท้าน้อยกว่าเพราะมีตัวเลขด้านนั้น 1.1 ครั้งต่อเกม แต่เขาสามารถเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ 1.7 หนต่อนัด น้อยกว่า กรีลิช เยอะพอตัว ขณะที่ สเตอร์ลิง แม้ว่าจะเลี้ยงบอลผ่านคูาแข่งได้ 2.1 ครั้งต่อเกม หรือก็คือน้อยกว่า กรีลิช แค่นิดเดียว แต่ในทางกลับกันเขาก็ถูกคู่แข่งฉกบอลจากเท้าไปมากถึง 2.7 ครั้งต่อนัดเลยทีเดียว

- การยิง
สเตอร์ลิง สามารถทำประตูได้มากที่สุดในกลุ่ม 3 คนนี้ ด้วยจำนวน 10 ลูก โดยที่ มาห์เรซ ทำได้ 9 ประตู ส่วน กรีลิช ทำไป 6 หน ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะอดีตแข้ง ลิเวอร์พูล มีค่าเฉลี่ยการยิงตรงกรอบต่อ 1 เกมสูงถึง 41.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วน มาห์เรซ กับ กรีลิช ทำได้ 37.9 เปอร์เซ็นต์ กับ 34.7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ



อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง สเตอร์ลิง กลับเปลี่ยนจังหวะยิงตรงกรอบเหล่านั้นให้เป็นประตูได้น้อยมาก เพราะสุดท้ายแล้วเขามีผลต่างระหว่างจำนวนประตูที่ควรจะทำได้ กับประตูที่เกิดขึ้นจริงๆ อยู่ที่ -2.2 หรือก็คือยิงได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น -2.2 ประตูนั่นเอง ในทางกลับกัน มาห์เรซ มีตัวเลขในด้านนี้อยู่ที่ +3.4 ส่วนของ กรีลิช อยู่ที่ +1.7





ทวิตเตอร์ยูโรเผยคลิปโรนัลโด้บอกกูร์กตัวส์โชคดีไม่เสียประตู (มีคลิป)

 


ทวิตเตอร์ของ ยูโร โพสต์คลิปที่แสดงให้เห็นว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ บอกกับ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ว่ามีโชคช่วยอยู่บ้างที่ไม่เสียประตู แต่ก็ยังอวยพรให้อีกฝ่ายโชคดีหลังจากนี้เหมือนกัน


ทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของศึก ยูโร 2020 เปิดเผยคลิปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงกัปตันทีมชาติโปรตุเกสพูดกับ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยียมว่าโชคดีที่ไม่เสียประตู

โรนัลโด้ ถูกยกให้เป็นตัวความหวังของ โปรตุเกส สำหรับการลงเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ เบลเยียม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้ทั้งที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ในตอนนี้จนสุดท้าย เบลเยียม ก็ชนะไป 1-0

ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น โรนัลโด้ ก็ยังทักทายกับนักเตะ เบลเยียม หลายคนตามธรรมเนียมที่ดี แต่ตอนที่เจอกับ กูร์กตัวส์ เขาพูดว่า "โชคดีนะ ว่าไหม ? วันนี้บอลมันไม่อยากเข้าประตูเลย! ขอให้โชคดีหลังจากนี้นะ"

    ทันทีที่ ยูฟ่า โพสต์คลิปนี้ มันก็มีแฟนบอลบางส่วนที่พิมพ์ตอกกลับ โรนัลโด้ อย่างเช่น "เพนอลโด้ (เป็นการผสมระหว่าง โรนัลโด้ กับ เพนอลตี้ ที่แปลว่าลูกจุดโทษ) โอดครวญให้มากกว่านี้สิจ๊ะ", "ยิงไปตั้ง 23 หน แต่ตรงกรอบแค่ 4 หนเนี่ยนะ สถิติอันนี้มันบ่งบอกเลยว่ายิงได้ห่วยแค่ไหน" และ "ถ้าไม่มีลูกจุดโทษก็ไม่ได้เฮ" เป็นต้น




สวนกระแส! รูนีย์จัด11ตัวจริงอังกฤษดวลเยอรมัน-เปิดเหตุผลควรดร็อป1แข้ง

 


เวย์น รูนีย์ ออกมาจัด 11 ตัวจริงทีมชาติอังกฤษ ดวล เยอรมัน ในศึกยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย วันอังคารที่ 29 มิถุนายนนี้ พร้อมเผยเหตุผลในการเลือกนักเตะแต่ละตำแหน่ง

  
เวย์น รูนีย์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ ออกมาจัด 11 ตัวจริงของทัพ "สิงโตคำราม" ที่จะดวล เยอรมัน ในศึกยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจัดทัพสวนกระแสดร็อป แจ็ค กรีลิช แล้วส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงเล่นแทน

กรีลิช วัย 25 ปี เพิ่งได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมที่ อังกฤษ เอาชนะ สาธารณรัฐ เช็ก 1-0 ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี โดยเกมดังกล่าวเจ้าตัวทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยการทำแอสซิสต์ในเกมนี้ จนได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อและแฟนบอล


อย่างไรก็ตามล่าสุด อดีตหัวหอก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มองเช่นนั้นโดยเขียนผ่านคอลัมน์ใน "เดอะ ไทมส์" สื่อดังจากอังกฤษว่า "หลังจากที่ผมสนับสนุน แจ็ค กรีลิช ให้ลงสนามมาโดยตลอด แต่ผมมองว่าเขาไม่ควรได้ออกสตาร์ตตัวจริงในเกมเจอกับ เยอรมัน"

"แน่นอนเขาคือหนึ่งในแข้งที่โดดเด่นสุดๆในเกมกับ สาธารณรัฐ เช็ก และทัศนคติของผมที่มีต่อตัวเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย, เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้เลยคือรูปแบบการเล่นของ เยอรมัน พวกเขามีวิธีการเล่นที่ต่างออกไป

"เยอรมัน เล่นในระบบกองหลัง 3 คน และมีไลน์แนวรับที่สูงเพื่อบีบกดดันให้แนวรุกคู่แข่งเล่นได้ลำบาก เพราะฉะนั้นยิ่งคุณมีนักเตะที่ต้องการจะพาบอลขึ้นหน้ามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งกดได้มากเท่านั้น และคนที่เหมาะสมที่จะลงเล่นก่อนในเกมนี้คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่ใช่ กรีลิช ผมต้องการให้มีผู้เล่นความเร็วสูงมาคอยสนับสนุน แฮร์รี่ เคน"

"ผมคิดว่าการโจมตีในพื้นที่ข้างหลังวิงแบ็กเมื่อพวกเขาเติมเกมสูงจะมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อ มัตส์ ฮุมเมิลส์ มีปัญหาในการรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีความเร็วสูง"

นอกจากนี้ รูนีย์ ยังเลือกที่จะใช้กลางรับ 3 คน โดยเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่จะลงมาผนึกกำลังร่วมกับ เดแคลน ไรซ์ และ คาลวิน ฟิลลิปส์ โดยให้เหตุผลว่า "ผมคิดว่าอังกฤษต้องใช้มิดฟิลด์ถึง 3 คนในเกมนี้ และสิ่งสำคัญคือต้องไม่ให้บอลอยู่ตรงกลางสนามนานเกินไป เพราะพวกเขามีผู้เล่นแนวรุกที่ลงมาไล่บอลได้ดีทั้ง โธมัส มุลเลอร์, ไค ฮาแวร์ทซ์ และ โจชัว คิมมิช ที่สามารถสลับมายืนเป็นกองกลางได้"

"แน่นอนหาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ฟิตเต็มถังผมจะจับเขาลงเล่นร่วมกับ เดแคลน ไรซ์ และ คาลวิน ฟิลลิปส์"





มิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบ!เดส์ชองส์ออกโรงชูป็อกบาก่อนฝรั่งเศสบู๊สวิส


 ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส ยกย่อง ปอล ป็อกบา ว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ "สมบูรณ์แบ" ก่อนเกมที่ ทีมเลส์ เบลอส์ จะลงสนามพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ในศึกยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย


ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศส ออกโรงยกย่อง ปอล ป็อกบา ดาวเตะจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นกองกลางที่เพอร์เฟกต์ ก่อนพาทีมบู๊ สวิตเซอร์แลนด์ ในศึกยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในคืนวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน นี้

ทีมแชมป์ฟุตบอลโลก จบรอบแรกด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มเอฟ ก่อนทำศึกรอบน็อคเอาต์กับ สวิส ในบูคาเรสต์ในคืนนี้ และ ป็อกบา ก็เป็นนักเตะที่โดดเด่นของฝรั่งเศส ในช่วงสามเกมแรก หลังจากที่ผ่านบอลมีส่วนช่วยในการทำประตูให้ทีมในเกมพบกับ เยอรมนี และ โปรตุเกส

โดยก่อนเกมที่จะพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ เดส์ชองส์ กระตือรือร้นที่จะยกย่องถึงอิทธิพลของนักเตะหมายเลข 6 ของยูไนเต็ด ซึ่งกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด หลังจากเอาชนะอาการบาดเจ็บ และผลงานที่ไม่ดีในครึ่งแรกของฤดูกาลที่แล้ว

"ปอลเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบ" เดส์ชองส์อธิบาย "เขามีคุณสมบัติมากมาย เขาสามารถผ่านบอลในแนวดิ่ง, แนวทแยงขวางสนาม... ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเกมของเขา "

"และแน่นอน การหาตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม ซึ่งนอกเหนือจากการเล่นที่ดี ตำแหน่งในการผ่านบอลก็มีส่วนสำคัญด้วย"

"บทบาทของเขาค่อนข้างอิสระ เขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่แต่ในแนวรุก"


"หากมีความจำเป็น เขาก็สามารถลงไปเอาบอลจากแดนหลังได้ และในสนามบางครั้ง เราจะเห็นเขาสามารถสลับตำแหน่งทั้งสูงและต่ำได้"


"ตำแหน่งของเขายังสามารถโยกออกด้านข้าง ซ้ายและด้านขวาได้ โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้เล่นคนอื่นๆ"

แม้ว่าฝรั่งเศสจะเดินหน้าผ่าน "กลุ่มแห่งความตาย" ซึ่งมีทั้ง เยอรมนี โปรตุเกส และฮังการี แต่พวกเขาชนะเพียงหนึ่งเกมจากสามแมตช์ โดย คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ยังต้องควานหาสกอร์แรกในทัวนานาเมนต์ รวมถึง ลูกัส แอร์กน็องเดซ และ ลูกัส ดีญแบ็คซ้ายที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ โดยมีรายงานจากสื่อฝรั่งเศสว่า เดส์ชองส์ พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ 3-4-3 รายงานบอกว่าเป็นการตัดสินใจโดย ป็อกบา มีส่วนร่วม

"ผมพูดคุยกับผู้เล่นเพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา"

" แม้ว่าผมจะพูดคุยกับผู้เล่นทุกคนก็ตาม แต่จุดมุ่งหมายคือการทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเพื่อให้ทำผลงานได้ดี นอกจากนั้น ยังค่อยวิเคราะห์จากวิดีโอ การวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้าม และผมมักจะตัดสินใจที่จะบรรลุสิ่งเดียวกัน นั่นคือสร้าง
ปัญหาให้พวกเขา (ทีมตรงข้าม) "

หาก ฝรั่งเศส มีชัยเหนือสวิส พวกเขาจะพบกับผู้ชนะระหว่าง โครเอเชีย-สเปน ที่ เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในวันศุกร์ต่อไป




วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ตามจิกไม่เลิก!ชอว์เหน็บมูรินโญ่ยังลืมอดีตไม่ได้

 


เหน็บแนม โชเซ่ มูรินโญ่ ว่าจนถึงตอนนี้ยังทิ้งอดีตไม่ได้สักที จากการที่พูดถึงตนในแง่ลบอยู่บ่อยๆ พร้อมยอมรับว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม มูรินโญ่ ถึงยังพยายามตามจิกตนในทุกครั้งที่มีโอกาส

    
ลุค ชอว์ แบ็กซ้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ เหน็บ โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ อาแอส โรม่า ว่ายังทิ้งอดีตไม่ได้สักที จากการที่ยังเอาแต่พูดถึงตนอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ตนลืมอดีตได้ไปแล้ว

ชอว์ กับ มูรินโญ่ เคยร่วมงานกันตอนที่ฝ่ายหลังคุม แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ช่วงนั้นแบ็กซ้ายชาวอังกฤษไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงแบบถาวรของทีมได้ แถม มูรินโญ่ ยังมักจะตำหนิเรื่องสภาพความฟิตของอีกฝ่ายอยู่บ่อยๆ ด้วย จนทำให้ตอนนั้น ชอว์ ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการโดนโละออกจากทีมอยู่เรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เข้ามาคุม แมนฯ ยูไนเต็ด แทน มูรินโญ่ แล้วนั้น ชอว์ ก็เริ่มได้รับโอกาสลงเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจะทำผลงานได้สุดยอดจนยึดตำแหน่งตัวจริงในต้นสังกัดได้ รวมถึงกลับมาติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง ถึงกระนั้น ช่วงที่ผ่านมา มูรินโญ่ ก็ยังพูดถึง ชอว์ ในแง่ลบอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่เขาทำหน้าที่กูรูให้กับสื่อของอังกฤษ อย่างเช่นการบอกว่า ชอว์ เล่นลูกเซตพีซได้แย่มากๆ ในเกมที่ อังกฤษ ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่มของศึก ยูโร 2020

ชอว์ เผยว่า "พูดกันตามตรงนะ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงยังชอบพูดถึงผมเรื่อยๆ และอยากพุ่งเป้ามาที่ผมมากนัก ผมไม่คิดว่าตัวเองเล่นลูกเซตพีซได้แย่เหมือนที่เขาพูดเลย โอเคล่ะว่าผมอาจจะเล่นลูกเซตพีซได้แย่ไปหนหนึ่งในตอนที่เป็นคนเล่นลูกเตะมุมในช่วงครึ่งหลัง จากการที่ผมผ่านบอลได้ไม่ตรงกับคนที่ยืนรออยู่ในจุดแรก แต่นั่นเป็นการพลาดครั้งเดียวจากการเล่นลูกเซตพีซ 3 ครั้ง ส่วนอีก 2 หรือ 3 ครั้งน่ะผมไม่คิดว่ามันแย่เหมือนที่เขาพูดหรอก"

"ฟังนะ เขามีงานของเขาที่ต้องทำ เขามีสิทธิ์ที่จะคิดในแบบของเขาเอง ผมเคยชินกับการที่เขาพูดเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับผมแล้วล่ะ ดังนั้นผมก็เลยปล่อยผ่านมันไป ผมไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น ผมก็แค่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สตาฟฟ์โค้ชของทีมพูดกับผม, มุ่งมั่นกับสิ่งที่ แกเร็ธ (เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ) บอกกับผม ก็แค่นั้น"

"แน่นอนว่าคำพูดของเขาเป็นคำพูดที่หลายคนสนใจมากๆ เขาชอบพูดเกี่ยวกับผมบ่อยสุดๆ อย่างที่ทุกคนคงได้เห็นกันตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะพูดเรื่องต่างๆ นี่นะ เขาสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ ส่วนผมก็จะสนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น ตอนอยู่กับ ยูไนเต็ด ผมก็รับหน้าที่เล่นลูกเซตพีซอยู่แล้ว ดังนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าผมไม่พร้อมสำหรับการรับหน้าที่แบบนั้น"

"ต่อให้ไม่ต้องบอกพวกคุณก็คงรู้อยู่แล้วว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันเท่าไหร่นัก ผมคิดว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม แต่อดีตน่ะมันผ่านไปแล้ว มันถึงเวลาที่ต้องเดินไปข้างหน้า ผมน่ะพยายามที่จะลืมอดีตแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเขายังทำอย่างนั้นไม่ได้ เขายังพูดเกี่ยวกับผมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันแปลกพอตัว ขนาดเพื่อนร่วมทีมบางคนยังถามผมเลยว่า -เขามีปัญหาอะไรกับแกวะ ?- และ -ทำไมเขาถึงเอาแต่พูดถึงแกอยู่ได้ ?-"

"เขาก็แค่ต้องลืมอดีตให้ได้ ก็หวังว่าเขาจะหาจุดสงบของตัวเองเจอ, ลืมอดีตได้ในท้ายที่สุด และเลิกกังวลเกี่ยวกับตัวผมได้นะ เห็นได้ชัดว่าเรื่องของผมยังฝังอยู่ในหัวของเขา และเขาก็ยังคิดเกี่ยวกับผมอย่างมาก"




สื่อแฉซาอูลบอกแอต.มาดริดต้องการลาทีม

 


อาส สื่อของสเปน ตีข่าว ซาอูล ญีเกซ บอกกับ แอต. มาดริด แล้วว่าต้องการบอกลาทีม ส่วนค่าฉีกสัญญาของเขาก็ถือว่าสูงพอตัว

    
ซาอูล ญีเกซ กองกลาง แอตเลติโก มาดริด ยอดสโมสรแห่งเวที ลา ลีกา สเปน แจ้งกับต้นสังกัดแล้วว่าอยากย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานของ อาส สื่อชั้นนำของแดนกระทิงดุ

ดาวเตะวัย 26 ปี ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ซีซั่นล่าสุดเขามีบทบาทน้อยลงจนได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกแค่ 22 นัด จากการลงเล่นทั้งหมด 33 เกม ทั้งที่ซีซั่นก่อนๆ เขาแทบจะการันตีการเป็นตัวจริงของทีมได้อยู่ตลอด โดยที่ผ่านมาเขาก็มีข่าวกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ บาเยิร์น มิวนิค

สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า แอต. มาดริด พร้อมที่จะปล่อย ซาอูล เหมือนกัน หากได้ค่าตัวตามที่ต้องการ โดยตอนนี้ดาวเตะชาวสแปนิชยังเหลือสัญญากับทีมอีกราว 5 ปี ส่วนค่าฉีกสัญญาของเขาก็อยู่ที่ 150 ล้านยูโร (ประมาณ 5,700 ล้านบาท)




แฟนลิเวอร์พูลยิ้ม!ฟานไดค์ซ้อมหนักก่อนเตรียมร่วมปรี-ซีซั่น (มีคลิป)


เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ปราการหลัง ลิเวอร์พูล ซ้อมอย่างจริงจังสุดๆ ก่อนถึงช่วงปรี-ซีซั่น ซึ่งมันก็ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นตัวจากอาการเดี้ยงตรงหัวเข่าได้ดีมากๆ แล้วด้วย หลังจากยิงสุดสวยในการซ้อมได้

 

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนเก่งของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลงซ้อมอย่างขยันขันแข็งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมารายงานตัวซ้อมกับทีมในช่วงปรี-ซีซั่น

ฟาน ไดค์ ไม่ได้ลงเล่นอีกเลยนับตั้งแต่ที่มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกมลีกนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ปีก่อน โดยถึงแม้พักหลังเขาจะมีอาการดีขึ้นแต่เจ้าตัวก็ยังมีสภาพร่างกายไม่ดีพอที่จะช่วยทีมชาติฮอลแลนด์ในศึก ยูโร 2020 อยู่ดี ก่อนที่ล่าสุด "อัศวินสีส้ม" จะตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบัน ฟาน ไดค์ กำลังฟื้นฟูสภาพร่างกายอยู่แถวย่านอัลการ์วึ ประเทศโปรตุเกส โดยที่มี อันเดรียส คอร์นเมเยอร์ หัวหน้าฝ่ายฟื้นฟูสภาพความฟิตและสภาพร่างกายของ ลิเวอร์พูล มาช่วยดูแลการซ้อมด้วย ซึ่งนอกจากเขาแล้วนั้นมันก็ยังมี โจ โกเมซ กองหลังชาวอังกฤษกับ มาร์เซโล่ ปิตาลูก้า ผู้รักษาประตูดาวรุ่งของ "หงส์แดง" ที่มาซ้อมในแดนฝอยทองเช่นกัน

    

ทั้งนี้ ฟาน ไดค์ อัพเดตความคืบหน้าของตัวเองด้วย จากการโพสต์คลิปลงบน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ซึ่งในคลิปที่ว่าเขาก็ใช้หน้าอกพักบอลได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่จะยิงเข้าประตูไปอย่างสุดสวย จนทำให้ดูเหมือนกับว่าเขามีความคืบหน้าที่ดีในการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ก่อนที่ช่วงปรี-ซีซั่น จะเริ่มขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้





ยังไม่หันหลังให้ทีมชาติ!เบลลั่นเล่นให้เวลส์ต่อไป


 แกเร็ธ เบล ปีก เรอัล มาดริด ประกาศชัด จะยังไม่อำลาทีมชาติเวลส์ พร้อมเชื่อว่าทีมของตนมีดีพอที่จะเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึก ฟุตบอลโลก 2022 ได้

  
แกเร็ธ เบล ปีกคนดังของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน กล่าวว่าตนยังไม่คิดที่จะเลิกเล่นให้กับทีมชาติเวลส์แต่อย่างใด

อนาคตการค้าแข้งของ เบล เป็นประเด็นร้อนตั้งแต่ก่อนที่ศึก ยูโร 2020 จะเริ่มขึ้นแล้ว เพราะมันมีทั้งข่าวลือที่บอกว่าเจ้าตัวกำลังพิจารณาที่จะอำลาทีมชาติหลังจบรายการดังกล่าว รวมถึงรายงานที่ถึงขั้นบอกว่าเขาคิดที่จะแขวนสตั๊ดในเร็วๆ นี้ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งตอนที่เพิ่งจบเกม ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ เวลส์ แพ้ เดนมาร์ก 0-4 ใหม่ๆ นั้น แข้งวัย 31 ปีถึงขั้นเดินทิ้งนักข่าวหลังโดนถามเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะเล่นให้ทีมชาติต่อไปหรือไม่ด้วย แต่ล่าสุดเขาก็ให้คำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนั้นแล้ว

เบล เผยว่า "ผมอยากเล่นต่อไป หลายคนถามคำถามงี่เง่าอยู่ตลอดเวลา แต่เห็นได้ชัดว่าผมน่ะรักการเล่นให้ เวลส์ มากๆ ผมจะเล่นให้ เวลส์ จนกระทั่งถึงวันที่ผมเลิกเล่นฟุตบอลนั่นแหละ"

"เราเพิ่งเริ่มเล่นศึก ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกกันเอง และเราก็ต้องเอาประสบการณ์ในครั้งนี้ไปใช้กับการลงเล่นรายการนั้น (ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก) ให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเราเล่นกันได้ดีมากๆ ในตอนที่ท็อปฟอร์ม และเราก็จำเป็นต้องรักษาความมั่นใจที่ดีแบบนั้นให้ได้, ตั้งหน้าตั้งตาเล่นฟุตบอลต่อไป และผมคิดว่าเรามีดีพอที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึก ฟุตบอลโลก ครั้งต่อไปได้"




สเปอร์ส เดินเครื่องเจรจาจิก แข้งญี่ปุ่นร่วมทัพ

 


 Sky Sports สื่อของอังกฤษออกมารายงานว่า "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ยอดทีมในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเดินหน้าเจรจาคว้าแข้งกองหลังแดนอาทิตย์อุทัย อย่าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ กองหลังวัย 22ปี จากสโมสรโบโลญญ่า ในลีกอิตาลีไปร่วมทัพเพื่อจะทดแทนผู้เล่นที่จะย้ายออกจากทีม โดยอยู่ในขั้นตอนของการตกลงค่าตัวในการดึงสตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้มาร่วมทีม


Sky Sports รายงานว่าฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการฟุตบอลคนใหม่ของสเปอร์สได้ติดต่อไปยังสโมสรโบโลญญ่า เพื่อติดต่อขอซื้อตัว ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ กองหลังวัย 22ปี ชาวญี่ปุ่น โดยต้นสังกัดนักเตะตั้งค่าตัวที่ 17 ล้านปอนด์ ประมาณ 752.5 ล้านบาท ในการฉีกสัญญา ซึ่งถือว่ามีมูลค่าที่สูง นอกจากการพุ่งเป้าล่าตัว ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ แล้ว สเปอร์ส ยังมีเป้าหมายอีกหลายรายทั้ง โยอาคิม แอนเดอร์สัน กองหลังทีมชาติเดนมาร์ก และ ยานนิค เวสเตอร์การ์ด กองหลังทีมชาติเดนมาร์กด้วย

สำหรับ ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ กองหลังวัย 22ปี ทีมชาติญี่ปุ่นเริ่มต้นค้าแข้งกับ อวิสปา ฟุกุโอกะ ช่วงปี 2015 ก่อนที่จะโยกไปค้าแข้งยังยุโรปด้วยการเริ่มต้นในลีกเบลเยียม กับ แซงต์-ทรุยด็อง ปี 2018 หลังจากนั้นย้ายมาค้าแข้งให้กับ โบโลญญ่า ในอิตาลี ปี 2019



วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ห้ามพลาด! เบลเยียมฟัดโปรตุเกส "ลูกากู วัดคม โรนัลโด้" 16 ทีมสุดท้ายศึกยูโร




 เบลเยียม ผลงานกำลังร้อนแรงซิวชัย 4 นัดติดแถมไร้พ่ายมา 12 เกมรวดเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม บี ความพร้อมไร้ปัญหา โรเมลู ลูกากู นำทัพ ส่วนทาง โปรตุเกส ฟอร์มยังแกว่งไม่ชนะมา 2 เกมแล้วโดยเข้ารอบมาในโควตา 1 ใน 4 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่ม เอฟ แนวรุกไว้ใจ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เช่นเคย ในศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนนี้

ปรีวิวฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2564 
เบลเยียม - โปรตุเกส 
เวลา : 02.00 น. ถ่ายทอดสด : NBT 2HD, ทรูสปอร์ต 3 เอชดี


สนาม : ลา การ์ตูฆา, เซบีย่า (สเปน)

โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ เทรนเนอร์ทีมชาติเบลเยียม พาทีมชนะฟินแลนด์ 2-0 ในเกมส่งท้ายรอบแรก เป็นการคว้าชัย 4 นัดติด พร้อมเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม บี

ความพร้อมเกมนี้ "มาร์ตี้" ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่การจัดทัพคาดว่าจะมีการปรับจากเกมล่าสุดพอสมควรรวมไปถึงแท็คติก โดยเฉพาะเกมรุกที่คาดว่าจะเดินหน้าเต็มสูบ ด้วยการดันเควิน เดอ บรอยน์ ขึ้นไปประสานงานร่วมกับโรเมลู ลูกากู และ เอแด็น อาซาร์ กัปตันทีม

ส่วนพวกตัวหลักที่ได้พักเพื่อเก็บสดไว้สำหรับเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นโทบี อัลเดอร์แวเรลด์, ยาน แฟร์ต็องเกน, ยูริ ตีเลมันส์ และ ธอร์กาน อาซาร์ ก็พร้อมคัมแบ็กตามปกติ

เบลเยียมจะลงสนามในระบบ 3-4-2-1 นายทวารได้แก่ติโบต์ กูร์กตัวส์ แนวรับประกอบไปด้วยโทบี อัลเดอร์แวเรลด์, ดีดริค โบยาต้า และ ยาน แฟร์ต็องเกน

แดนกลางโธมัส เมอนิเย่ร์จะเดินเกมร่วมกับยูริ ตีเลมันส์, อั๊กเซล วิตเซล และ ธอร์กาน อาซาร์ ส่วนเควิน เดอ บรอยน์ และ เอแด็น อาซาร์ จะช่วยปั้นเกมรุกสนับสนุนโรเมลู ลูกากู หัวหอกตัวเป้า

ข้ามมาดู แฟร์นันโด ซานโต๊ส เทรนเนอร์ทีมชาติโปรตุเกส แชมป์เก่า พาทีมเสมอฝรั่งเศส 2-2 ในเกมส่งท้ายรอบแรก ทำให้ไม่ชนะมา 2 เกมแล้ว แต่ก็ยังเข้ารอบมาในโควตา 1 ใน 4 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่ม เอฟ

สภาพทีมเกมนี้ ซานโต๊สไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แม้เนลซอน เซเมโด้ แบ็กขวาตัวหลักจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนมาจากเกมเจ๊าตราไก่ แต่ล่าสุดลงซ้อมได้และพร้อมช่วยได้ตามปกติ

ส่วนดานิโล่ เปเรยร่า มิดฟิลด์ที่โดนหมัดของอูโก้ โยริสเข้าไปเต็มๆบริเวณใบหน้า ก็ต้องรอดูอาการ หากไม่ไหวจริงๆ ก็มีทั้งวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ และ รูเบน เนเวส เป็นตัวเลือก

ขณะที่บรูโน่ แฟร์นันเดส สตาร์จากแมนฯ ยูไนเต็ด แต่มาทัวร์นาเม้นต์นี้ดับสนิท ก็จะเป็นแค่สำรองต่อไป เพราะซานโต๊สน่าจะยึดแผงกลางชุดเดิมที่ทำผลงานกันได้ดีอยู่แล้ว

สำหรับสตาร์ดังประจำทีมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีม, รูเบน ดิอ๊าส, เปเป้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ดิโอโก้ โชต้า ต่างพร้อมบู๊ทั้งหมด

ทีมฝอยทองจะลงบู๊ในระบบ 4-3-3 นายทวารได้แก่รุย ปาตริซิโอ แนวรับประกอบไปด้วยเนลซอน เซเมโด้, รูเบน ดิอ๊าส, เปเป้ และ ราฟาแอล เกร์เรยโร่

แดนกลางชูเอา มูตินโญ่ จะเดินเกมร่วมกับดานิโล่ เปเรยร่า และ เรนาโต้ ซานเชส โดยมีแบร์นาร์โด้ ซิลวา, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ดิโอโก้ โชต้า เป็น 3 ประสานแดนหน้า

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

เบลเยียม (3-4-2-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ - โทบี อัลเดอร์แวเรลด์, ดีดริค โบยาต้า, ยาน แฟร์ต็องเกน - โธมัส เมอนิเย่ร์, ยูริ ตีเลอมันส์, อั๊กเซล วิตเซล, ธอร์กาน อาซาร์ - เควิน เดอ บรอยน์, เอแด็น อาซาร์ - โรเมลู ลูกากู

เทรนเนอร์ : โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ

โปรตุเกส (4-3-3) : รุย ปาตริซิโอ - เนลซอน เซเมโด้, รูเบน ดิอ๊าส, เปเป้, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ - ชูเอา มูตินโญ่, ดานิโล่ เปเรยร่า, เรนาโต้ ซานเชส - แบร์นาร์โด้ ซิลวา, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ดิโอโก้ โชต้า

เทรนเนอร์ : แฟร์นันโด ซานโต๊ส

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)




เต็มที่แล้ว!อลาบาภูมิใจแม้ออสเตรียตกรอบศึกยูโร

 


ดาวิด อลาบา กัปตันทีมชาติออสเตรีย ลั่นทุกคนสามารถภูมิใจกับตัวเองได้ แม้พ่าย อิตาลี 1-2 ตกรอบศึก ยูโร 2020 แต่รับทำใจยากเหมือนกัน 


ดาวิด อลาบา แบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติออสเตรีย เผยว่า ตนรู้สึกภาคภูมิใจในทีมของตัวเอง ที่พยายามทำดีที่สุดแล้ว หลังจากที่พ่าย อิตาลี 1-2 (ต่อเวลาพิเศษ) ในศึก ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ออสเตรีย สู้กับ อิตาลี ได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถยันสกอร์ 0-0 ในเกม 90 นาที แต่สุดท้าย "อัซซูร์รี่" มาได้สองประตูตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ จากสองผู้เล่นตัวสำรองอย่าง เฟเดริโก้ เคียซ่า นาทีที่ 95 และ มัตเตโอ เปสซิน่า นาทีที่ 105

อย่างไรก็ตาม ออสเตรีย สู้ไม่ถอย และมาได้ประตูตีไข่แตกในนาทีที่ 114 จากลูกโหม่งของ ซาซ่า คาลัดซิช แต่ก็ทำได้แค่นั้น จบเกม ออสเตรีย ปิดฉากศึก ยูโร 2020 ไว้เพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

"มันไม่ง่ายเลยที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด แต่เราสามารถภาคภูมิใจกับตัวเราเองได้ ออสเตรีย สามารถภาคภูมิใจในตัวพวกเรา เราทุ่มเททำทุกอย่างแล้ว แต่ท้ายที่สุดเราไม่ได้รับรางวัลตอบแทน ซึ่งมันก็ทำใจยอมรับยากเหมือนกัน" ดาวเตะป้ายแดง เรอัล มาดริด กล่าว




ฟีร์มีโน่หอกเป้านำบราซิลบู๊เอกวาดอร์, เวเนฯพบเปรูต้องเฮเท่านั้น ศึกโกปา PPTVยิงสด

 


เจ้าภาพ บราซิล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศเรียบร้อยแล้วเกมนี้ดวลแข้งในเกมนัดสุดท้ายของ กลุ่ม บี พบกับ เอกวาดอร์ เช่นเดียวกับ เวเนซูเอลา แข่งพร้อมกันในการพบกับ เปรู โดยมีเดิมพันเป็นแต้มหนีบ๊วยของกลุ่ม เพื่อโอกาสเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกโกปา อเมริกา 2021 คืนวันอาทิตย์ที่ 27 มิ.ย.นี้

ปรีวิวโกปา อเมริกา รอบแบ่งกลุ่ม (นัดสุดท้าย)
กลุ่ม บี
บราซิล - เอกวาดอร์
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2564 
ถ่ายทอดสด: PPTV HD 36 เวลา : 04.00 น.

สนาม : เอสตาดิอู โอลิมปิก เปโดร ลูโดวิโก้, โกยาเนีย (บราซิล)

ขุนพล "เซเลเซา" ภายใต้การคุมทีมของ ตีเต้ การันตีผ่านเข้ารอบเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่มแน่นอนแล้วจากการเก็บได้ 9 คะแนนเต็มหลังเฉือนเอาชนะ โคลอมเบีย มาแบบสุดมันส์ 2-1

เชื่อว่าเกมนี้ ตีเต้ ยังคงหมุนเวียนนักเตะเช่นเคยโดยผู้รักษาประตูกลับมาใช้ อลีสซง เบ็คเกอร์ แผงหลังเซนเตอร์ฮาล์ฟ เอแดร์ มิลิเตา คืนตัวจริงลงเล่นคู่กับ มาร์กินญอส

แบ็กขวายังคงใช้ ดานิโล่ รับหน้าที่เช่นเคย ส่วนฝั่งซ้ายเป็น เรนาน โลดี้ แบ็กจอมบุกจาก แอต.มาดริด

คู่มิดฟิลด์เกมนี้วาง กาเซมิโร่ ประสานงาน ฟาบินโญ่ และปีกสองฝั่ง เอแวร์ตอน กับ กาเบรียล บาร์โบซ่า ประจำการ

คู่หน้า เนย์มาร์ ซุปตาร์ประจำทีมชุดนี้น่าจะยังได้ลงเป็นตัวจริงต่อไปส่วนอีกคนน่าจะเป็น โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่ยังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงเลยในทัวร์นาเม้นท์ลงสนาม

ทางฝั่ง กุสตาโว่ อัลฟาโร่ กุนซือทีมชาติเอกวาดอร์ ยังไม่สามารถพาขุนพล "ลา ตริ" เก็บชัยชนะได้เลยจากสามเกมที่ลงสนามโดยนัดที่แล้วก็เสมอกับ เปรู 2-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ความพร้อมล่าสุด อัลฟาโร่ จะได้ เอ็นเนร์ วาเลนเซีย กองหน้าตัวเก่งกลับคืนสู่ทีมหลังถูกแบนไปในเกมกับ เปรู นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติมและพร้อมจัดชุดใหญ่ลงสนาม

คาดว่านัดนี้จะปรับมาใช้ระบบ 5-4-1 แผงหลังวางสามเซนเตอร์แบ็กอย่าง ซาเวียร์ อาร์เรียก้า, ปิเอโร่ อินกาปิเย่ และ โรเบิร์ต อาร์โบเลด้า ไว้หยุดเกมรุกของ บราซิล โดยเฉพาะ

คู่มิดฟิลด์ยังคงใช้บริการของ เฮ็กซอน เมนเดซ ประสานงานร่วมกับ มอยเสส ไกเซโด้ กองกลางดาวรุ่งวัย 19 ปีจากไบรท์ตัน เช่นเคย

ส่วนเกมรุกฝั่งขวาเป็น อังเคล เมน่า ขณะที่ด้านซ้าย อายร์ตัน เปรเซียโด้ รับหน้าที่และหน้าเป้าแน่นอนว่าเป็น เอ็นเนร์ วาเลนเซีย คืนตัวจริงพร้อมล่าตาข่ายอีกครั้ง

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

บราซิล (4-4-2) : อลีสซง เบ็คเกอร์ - ดานิโล่, มาร์กินญอส, เอแดร์ มิลิเตา, เรนาน โลดี้ - เอแวร์ตอน, กาเซมิโร่, ฟาบินโญ่, กาเบรียล บาร์โบซ่า - เนย์มาร์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

เอกวาดอร์ (5-4-1) : เอร์นาน กาลินเดซ - อังเคโล่ เปรเซียโด้, ซาเวียร์ อาร์เรียก้า, ปิเอโร่ อินกาปิเย่, โรเบิร์ต อาร์โบเลด้า, เปร์วิส เอสตูปินญาน - อังเคล เมน่า, เฮ็กซอน เมนเดซ, มอยเสส ไกเซโด้, อายร์ตัน เปรเซียโด้ - เอ็นเนร์ วาเลนเซีย

เวเนซุเอลา - เปรู

สนาม : เอสตาดิอู นาซิออนนาล มาเน่ การ์รินช่า, บราซิเลีย (บราซิล) (เวลา 04.00 น.)

โชเซ่ เปเซยโร่ นายใหญ่ทีมชาติเวเนซุเอลา นำทัพ "ลา บิโนตินโต้" ทำได้ดีเกินความคาดหมายหลังพาทีมเก็บได้ 2 คะแนนหลังยันเสมอทั้ง โคลอมเบีย 0-0 และล่าสุด เอกวาดอร์ 2-2

ความพร้อมล่าสุดจะยังคงไม่มีกองหน้าตัวเก่งอย่าง โจเซฟ มาร์ติเนซ และสองกองกลางคนสำคัญอย่าง เจฟเฟอร์สัน ซาวาริโน่ กับ โรมูโล่ โอเตโร่ รวมถึงอีกนักเตะอีกกว่าสิบรายที่ยังอยู่ในช่วงกักตัวจากโควิด-19 ทั้งหมด

ทำให้คาดว่า เปเซยโร่ จะยังคงยึดนักเตะชุดเดิมจากนัดที่แล้วลงสนามเพราะกำลังทำผลงานได้ดี โดยจะมาในระบบ 5-4-1 ผู้รักษาประตูเป็น วีลเกร์ ฟารินเญซ ลงเฝ้าเสา

แผงหลังสามเซนเตอร์ยังคงเป็น ฟรานซิสโก้ ลา แมนเทีย, หลุยส์ มาร์ตีเนซ และ หลุยส์ มาโก้ ส่วนแดนกลางวาง จูเนียร์ โมเรโน่ กับ แบร์นัลโด้ มานซาโน่ คอยบัญชาเกม

หน้าเป้าใช้ เฟร์นานโด อาริสเตกีเอต้า ศูนย์หน้าจากสโมสรมาซัตลานในเม็กซิโก ลงล่าตาข่ายเหมือนเดิม

ข้ามมาดู ทัพ "ลา บลังกีร์โรฆา" ของ ริคาร์โด้ กาเรก้า นายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์ พาทีมเสมอ เอวาดอร์ มาแบบสุดมันส์ 2-2 ในเกมโกปา อเมริกา นัดที่ 3 เมื่อวันอังคาร

สภาพทีมเกมนี้ กาเรก้า ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบนรบกวน และจะมาในแผนเก่ง 4-2-3-1 เช่นเคย

แนวรับแบ็กขวาใช้ อัลโด้ กอร์โซ่ คู่เซนเตอร์วาง คริสเตียน รามอส ผนึกกำลัง อเล็กซานเดร์ กาเยนส์ ส่วนแบ็กซ้าย มิเกล เตราโก้ รับหน้าที่

แดนกลาง เรนาโต้ ตาเปีย มิดฟิลด์จาก เซลต้า บีโก้ เป็นตัวตัดเกมร่วมกับ โยชิมาร์ โยตุน ส่วนเกมรุกวาง เซร์คิโอ เปนญ่า คอยขับเคลื่อน

หน้าเป้ายังคงใช้ จานลูก้า ลาปาดูล่า ศูนย์หน้าจอมเก๋าจากเบนเนเวโต้ และมี คริสเตียน กวยว่า กับ อันเดร การ์รีโย่ เป็นตัวป่วนอยู่ทางริมเส้น

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

เวเนซุเอล่า (5-4-1) :
วีลเกร์ ฟารินเญซ - อเล็กซานเดอร์ กอนซาเลซ, ฟรานซิสโก้ ลา แมนเทีย, หลุยส์ มาร์ตีเนซ, หลุยส์ มาโก้, โยฮัน กูมันญ่า - โฆเซ่ มาร์ตีเนส, จูเนียร์ โมเรโน่, แบร์นัลโด้ มานซาโน่, คริสเตียน กาสเซเรส - เฟร์นานโด อาริสเตกีเอต้า

เปรู (4-2-3-1) : เปโดร กาเยเซ่ - อัลโด้ กอร์โซ่, คริสเตียน รามอส, อเล็กซานเดร์ กาเยนส์, มิเกล เตราโก้ - เรนาโต้ ตาเปีย, โยชิมาร์ โยตุน - อันเดร การ์รีโย่, เซร์คิโอ เปนญ่า, คริสเตียน กวยว่า - จานลูก้า ลาปาดูล่า




"ดอลเบิร์ก"กดเบิ้ล-เดนมาร์กลิ่ว8ทีม! เบลเศร้า-เวลส์10ตัวแพ้ยับร่วงยูโร


 "โคนม" เดนมาร์ก ตบเท้าเข้ารอบ 8 ทีมต่อไป หลัง แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก กดสองลูกก่อนทีมถล่ม "มังกรแดง" เวลส์ ที่ครึ่งหลัง แฮร์รี่ วิลสัน แข้งหงส์แดงลงสำรองโดนใบแดงไล่ออก สกอร์ยับ 4-0 รอเจอผู้ชนะระหว่าง ฮอลแลนด์ กับ สาธารณรัฐเช็ก ต่อไป ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา


สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า,อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา "มังกรแดง" เวลส์ เข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม เอ โรเบิร์ตส์ เพจ ยังขนสตาร์แนวรุกนำโดย "เบล-แรมซี่ย์" หวังลากปั่นป่วน "โคนม" เดนมาร์ก ซิวรองแชมป์กลุ่ม บี แคสเปอร์ ฮูลมานด์ เกมนี้ไร้ "ยุสซุฟ โพลเซ่น" ตัวจริงมีทั้ง "ดามส์การ์ด-เบรธเวท" ลุ้นเข้ารอบ 8 ทีมให้ได้ทั้งคู่

เริ่มครึ่งแรกมา 10 นาทีแรก แกเร็ธ เบล ลากบอลลุยมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ แนวรับโคนมถอยหลังกันหมด จนสตาร์มังกรแดงซัดบอลติดไซด์ก้อยออกข้างเสาทางซ้าย

อีกสี่นาทีต่อมา แกเร็ธ เบล ดีดบอลริมสนามด้านขวาเข้ากลาง แอรอน แรมซี่ย์ แตะบอลก่อนยิงทันทีติดบล็อก บอลลอยกระดอนเข้าเขตโทษ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ออกมารับเอาไว้

ผ่านมานาทีที่ 18 แดเนี่ยล เจมส์ ลองส่องไกลนอกกรอบบอลเรียดเข้าหาประตู แต่น้ำหนักเบาเข้าซองนายทวารเดนส์รับสบาย

โคนมออกนำ 1-0 มิคเกล ดามส์การ์ด ลงต่ำมารับบอลก่อนจ่ายฝากให้ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก เลี้ยงมาระยะ 20 หลา แล้วปั่นบอลโค้งเลี้ยวหนีมือ แดนนี่ วอร์ด นายด่านมังกรแดงเสียบตาข่ายทางขวาอย่างสวยงาม กรรมการเช็ควีเออาร์ก่อนยืนยันสกอร์ นาทีที่ 27

ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 เยนส์ ลาร์เซ่น ครอสบอลด้านขวา แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก โหม่งต่อบอลกระเด้งมาฝั่งซ้ายในเขตโทษ มาร์ติน เบรธเวท จับไม่ดีเข้าทาง โยอาคิม เมห์เล่ ยิงตามน้ำติดเซฟนายทวารคู่แข่ง หมดครึ่งแรก เดนมาร์ก นำก่อน 1-0

เพียงสามนาทีครึ่งหลัง มาร์ติน เบรธเวท กระชากบอลจี้มาด้านขวา ก่อนปาดบอลเข้าเขตโทษเนโก วิลเลี่ยมส์ เตะเคลียร์พลาดเข้าทาง แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ฉกฉวยโอกาสซัดเต็มเท้าบอลยัดเสาแรกพา เดนมาร์ก หนีเป็น 2-0

โคนมหวิดเฮอีกนาทีที่ 66 มาธิอัส เยนเซ่น แตะบอลหาเหลี่ยมเปิดจากฝั่งซ้าย บอลโค้งเกือบซุกประตูฝั่งขวาเฉียดออกข้างเสาสองนิดเดียวเท่านั้น

อีก 11 นาทีต่อมา โคนมเสียแนวรับคนสำคัญ เมื่อ ซิม่อน เคียร์ มีอาการบาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนเอา โยอาคิม อันเดอร์เซ่น กองหลังจากฟูแล่มมาคุมเกมรับแทนที่

เข้าสู่ช่วงท้ายเกม โยอาคิม เมห์เล่ ไหลบอลออกมาฝั่งขวาในเขตโทษ ก่อน มาร์ติน เบรธเวท ส่งย้อนเข้ากลาง ให้ โยอาคิม เมห์เล่ ตามมาชาร์จแต่ถูกผู้เล่นมังกรแดงปรี่มาขวางออกหลังทันเวลานาทีที่ 83

โคนมปิดเกม 3-0 นาทีที่ 88 โยอาคิม เมห์เล่ รับบอลโยนยาวเข้าเขตโทษทางขวา เจ้าตัวล็อกหนีแข้งคู่แข่ง แล้วหวดบอลพุ่งเสียบตาข่ายทางเสาแรก แถมจังหวะต่อมา แฮร์รี่ วิลสัน เข้าทำฟาวล์แรงใส่ โยอาคิม เมห์เล่ ถูกใบแดงไล่ออกทันที

ทดเจ็บนาทีที่ 90+3 มาร์ติน เบรธเวท ส่งบอลเข้าสู้ก้นตาข่ายอีกลูก ทว่าสตาร์บาร์ซ่าถูกเป่าล้ำหน้า เชิ้ตดำเช็ควีเออาร์เพื่อความถูกต้อง แล้วกลับคำตัดสินให้เป็นประตูของเดนมาร์กอีกเม็ด จบเกมถล่ม เวลส์ เละเทะ 4-0 รอเจอผู้ชนะระหว่าง ฮอลแลนด์ กับ สาธารณรัฐเช็ก ต่อไป

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เวลส์ (4-2-3-1): แดนนี่ วอร์ด,คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ (เนโก วิลเลี่ยมส์ น.41),โจ โรดอน,คริส เมแพม,เบน เดวิส,โจ มอร์เรลล์ (แฮร์รี่ วิลสัน น.59),โจ อัลเลน,แดเนี่ยล เจมส์ (เดวิด บรูคส์ น.78),แอรอน แรมซี่ย์,แกเร็ธ เบล,คีฟเฟอร์ มัวร์ (ไทเลอร์ โรเบิร์ตส์ น.78)

เดนมาร์ก (3-4-3): แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล,อันเดรียส คริสเตนเซ่น,ซิม่อน เคียร์ (โยอาคิม อันเดอร์เซ่น น.77),ยานนิค เวสเตอร์การ์ด,เยนส์ ลาร์เซ่น (นิโคไล บอยเลเซ่น น.77),ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก,โธมัส เดลานี่ย์ (มาธิอัส เยนเซ่น น.60),โยอาคิม เมห์เล่,มิคเกล ดามส์การ์ด (คริสเตียน นอร์การ์ด น.60),แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก (อันเดรียส คอร์เนลิอุส น.69),มาร์ติน เบรธเวท






วัดกันอีกรอบ! ย้อนเจาะผลงาน โรนัลโด้ vs ลูกากู ในลีกซีซั่นล่าสุด


 นอกจากคู่ระหว่าง อังกฤษ กับ เยอรมนี แล้วนั้น อีกหนึ่งเกมที่หลายคนมองว่าเป็นเกมใหญ่ของรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก ยูโร ก็คือเกมที่ เบลเยียม กับ โปรตุเกส จะดวลกันที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนนี้ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีขุมกำลังที่แข็งแกร่ง และถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์ในลำดับต้นๆ


หนึ่งในคู่ดวลที่หลายคนจับตามองว่าใครจะทำผลงานได้เหนือกว่ากันคือการเผชิญหน้ากันของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าจาก เบลเยียม และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิง โปรตุเกส โดยจนถึงตอนนี้ทั้งคู่ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ หลังจากที่รายของ ลูกากู ทำไปแล้ว 3 ประตู ส่วน โรนัลโด้ นำเป็นดาวซัลโวสูงสุดที่จำนวน 5 ลูก

อันที่จริง ลูกากู กับ โรนัลโด้ ก็ดวลกันตั้งแต่เกมระดับสโมสรในฤดูกาลล่าสุดแล้ว หลังจากต้นสังกัดของพวกเขาก็อยู่ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา ทั้งคู่ โดยในขณะที่ โรนัลโด้ ทำประตูได้มากกว่าที่จำนวน 29 ลูกนั้น ลูกากู กลับได้แชมป์ลีกไปครองร่วมกับ อินเตอร์ ด้วยผลงาน 24 ประตู ซึ่งวันนี้เราจะมาลองเจาะลึกลงไปว่าผลงานโดยรวมในศึก กัลโช่ เซเรีย อา ซีซั่นล่าสุดนั้น ใครเหนือกว่ากัน

- การผ่านบอล
ตลอดช่วงที่ผ่านมานั้นกองหน้าในวงการฟุตบอลสมัยใหม่จะเอาแต่ทำประตูอย่างเดียวไม่ได้ พวกเขาต้องมีความสามารถที่ดีในด้านการผ่านบอลด้วย ซึ่งหากดูที่เปอร์เซ็นต์การผ่านบอลโดยรวมแล้วล่ะก็ โรนัลโด้ ก็ทำได้ดีกว่าที่ 82.1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของ ลูกากู ทำได้ 72.6 เปอร์เซ็นต์



ถึงกระนั้น ดาวเตะผู้ได้ สคูเด็ตโต้ ในซีซั่นล่าสุดก็มีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมดีกว่า ที่จำนวน 1.4 ครั้งต่อนัด โดยที่ โรนัลโด้ ทำได้ 1.1 หนต่อเกม นอกจากนี้ ลูกากู ก็ยังมีจังหวะผ่านบอลที่นำไปสู่การทำประตูในท้ายที่สุดได้ถึง 20 ครั้งด้วย (หมายถึงนับรวมการมีส่วนร่วมในการขึ้นเกมทุกจังหวะ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะการแอสซิสต์) ตรงข้ามกับ โรนัลโด้ ที่มีตัวเลขในด้านนั้นแค่ 7 หน

ด้วยเหตุนี้ มันเลยมีส่วนทำให้ในลีกซีซั่นล่าสุด ลูกากู ทำได้ถึง 11 แอสซิสต์ ส่วน โรนัลโด้ ทำไปเพียง 3 แอสซิสต์เท่านั้น

- การเลี้ยงบอลและการครองบอล
โรนัลโด้ สามารถเก็บบอลเอาไว้กับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้โดนคู่แข่งฉกบอลจากเท้าไปเฉลี่ยแล้วนัดละ 1 หน ซึ่งตรงนี้ ลูกากู แพ้ให้กับอีกฝ่ายเพราะตัวเลขของเขาอยู่ที่เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อเกม นอกจากนี้ โรนัลโด้ ก็ยังเลี้ยงบอลเอาชนะคู่แข่งได้ดีกว่า ลูกากู ด้วย เพราะทำได้ 1.8 ครั้งต่อนัด โดยที่ ลูกากู ทำไป 1.5 หนต่อเกม



- ลูกกลางอากาศ
โรนัลโด้ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเล่นลูกกลางอากาศได้อย่างโดดเด่นด้วยความที่เขาสามารถกระโดดได้สูงจนถึงขั้นมีคนพูดกันเล่นๆ ว่าเขาซ่อนปีกเอาไว้ ซึ่งนั่นก็ทำให้ในลีกซีซั่นล่าสุดเขาชนะในการดวลลูกกลางอากาศไปเฉลี่ยแล้ว 0.7 หนต่อนัด แต่เชื่อหรือไม่ว่า ลูกากู ทำได้ดีกว่า เพราะตัวเลขในด้านนี้ของเขาสูงถึง 1.3 ครั้งต่อเกมเลยทีเดียว



- การทำประตู
นอกจากในด้านจำนวนประตูที่ทำได้ดีกว่าแล้วนั้น โรนัลโด้ ยังมีผลต่างระหว่างความน่าจะเป็นของจำนวนประตูที่ควรจะทำได้ กับจำนวนประตูที่ทำได้จริงๆ เหนือกว่า ลูกากู ด้วย หลังจากตัวเลขของเขาอยู่ที่ +2.5 หรือก็คือยิงได้มากกว่าที่ควรจะเป็น 2.5 ประตู ขณะที่ของ ลูกากู อยู่ที่ +1.3



อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งที่ทำให้ โรนัลโด้ ทำประตูได้เยอะกว่า ลูกากู ก็เพราะเขาพยายามทำประตูในทุกจังหวะจนมีจำนวนครั้งการพยายามทำประตูเองสูงกว่าอีกฝ่าย ด้วยค่าเฉลี่ยสูงถึง 5.20 ครั้งต่อเกม ขณะที่ ลูกากู มีชอตพยายามทำประตู 2.78 ครั้งต่อนัด และเอาจริงๆ แล้ว ลูกากู ก็มีเปอร์เซ็นต์การยิงตรงกรอบดีกว่าอีกฝ่ายด้วย เพราะทำไป 47.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของ โรนัลโด้ อยู่ที่ 37.0 เปอร์เซ็นต์



นอกจากนี้ ลูกากู ยังมีค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนจังหวะยิงตรงกรอบให้เป็นประตูได้อยู่ที่ 0.43 ลูกต่อการยิงตรงกรอบ 1 ครั้งด้วย ขณะที่ โรนัลโด้ แพ้อีกฝ่ายจากการมีตัวเลขด้านนี้ที่ 0.38 ลูกต่อการยิงตรงกรอบ 1 หน แถมดาวเตะชาวเบลเยียมยังมีผลงานการยิงลูกจุดโทษเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการยิงไป 6 ครั้งเข้าทั้ง 6 ครั้ง ตรงข้ามกับ โรนัลโด้ ที่มีโอกาสยิง 8 หน แต่เปลี่ยนให้เป็นประตูได้ 6 ลูก






วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564

อิตาลีล่าสถิติ! ส่ง"อิมโมบิเล่"ดวล"อาร์เนาโตวิช"ที่ขอช่วยออสเตรียบู๊16ทีมยูโร NBT 2HD ยิงสด


 "อัซซูร์รี่" อิตาลี เล็งทุบสถิติไร้พ่าย ของ วิตตอริโอ ปอซโซ่ อดีตกุนซือที่เคยทำไว้เมื่อปี 1930 หากพวกเขาไม่แพ้นัดนี้ "ชิโร่ อิมโมบิเล่" ยืนหอกล่าสกอร์ ออสเตรีย ที่หวังเข้ารอบต่อไปเป็นครั้งแรกให้ได้ ใส่ชื่อ "มาร์โก อาร์เนาโตวิช" เป็นตัวจริง ในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564

ฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย 
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564 
อิตาลี - ออสเตรีย 
เวลา : 02.00 น.  ถ่ายทอดสด : NBT 2HD,ทรูสปอร์ต 3 เอชดี


สนาม :
เวมบลีย์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน (อังกฤษ)

โรแบร์โต้ มันชินี่ เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลี พาทีมเบียดชนะเวลส์ 1-0 ในเกมส่งท้ายรอบแรก เป็นการคว้าชัย 11 นัดติดและไม่แพ้มานานถึง 30 เกมแล้ว ซึ่งเป็นการทำสถิติเทียบเท่ากับที่วิตตอริโอ ปอซโซ่ อดีตกุนซือเคยทำไว้เมื่อปี 1930

ความพร้อมเกมนี้ "อิล มันโช่" ต้องลุ้นความฟิตของ 2 แนวรับทั้งอเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ และ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กัปตันทีมที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนและยังไม่ได้ซ้อมเลย จึงน่าจะเป็นโอกาสของโจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ และ ฟรานเชสโก้ อแชร์บี ต่อไปอีกเกม

ส่วนมาร์โก แวร์รัตติ และ เฟเดริโก้ เคียซ่า 2 ตัวสำรองที่ได้โอกาสในเกมชนะเวลส์ แม้จะทำผลงานได้ดี แต่ก็คงต้องหลีกทางให้ทั้งมานูเอล โลคาเตลลี่ และ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ ที่เป็นตัวหลักมาตลอด 2 เกมแรก

เช่นเดียวกับบรรดาแกนหลักรายอื่นๆ ที่ได้พักมาเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นเลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า, นิโคโล่ บาเรลล่า, ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ต่างพร้อมคัมแบ็กทั้งหมด

อัซซูร์รี่จะลงสนามในระบบ 4-3-3 จานลุยจิ ดอนนารุมม่าเป็นผู้รักษาประตู แนวรับประกอบไปด้วยโจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี และ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า

แดนกลางนิโคโล่ บาเรลล่าจะคุมเกมร่วมกับจอร์จินโญ่ และ มานูเอล โลคาเตลลี่ ส่วนโดเมนิโก้ เบราร์ดี้, ชิโร่ อิมโมบิเล่ และ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ จะเป็น 3 ประสานแดนหน้า

ฟรังโก้ โฟด้า เทรนเนอร์ทีมชาติออสเตรีย พาทีมเบียดชนะยูเครน 1-0 ในนัดส่งท้ายรอบแรก เป็นการคว้าชัยนัดที่ 2 ในรอบ 3 เกม พร้อมเข้ารอบมาในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ซี

ความพร้อมเกมนี้ โฟด้าไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยในรายของมาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์ กองหลังตัวหลักที่มีอาการกล้ามเนื้อตึงเล็กน้อย ก็จะฟิตช่วยทีมได้ตามปกติ

เช่นเดียวกับคริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์ มิดฟิลด์ฮีโร่จากเกมยูเครน ที่ถูกเปลี่ยนตัวเร็ว เพราะมีอาการศีรษะกระทบกระเทือน แต่ล่าสุดไม่มีอาการอะไรแล้ว

ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, มาร์เซล ซาบิตเซอร์ , ดาวิด อลาบา และ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

ทีมดานู้บจะลงสนามในระบบ 4-3-2-1 โดยมีดาเนี่ยล บัคมันน์ลงเฝ้าเสา แนวรับประกอบไปด้วยสเตฟาน ไลเนอร์, อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, มาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์ และ ดาวิด อลาบา

แดนกลางซาเวอร์ ชลาเกอร์จะเดินเกมร่วมกับคอนราด ไลเมอร์ และ โฟลเรียน กริลลิตส์ช ส่วนคริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์ และ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ จะช่วยกันปั้นเกมรุกสนับสนุนมาร์โก อาร์เนาโตวิช หัวหอกตัวเป้า

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า - โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี, เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า - นิโคโล่ บาเรลล่า, จอร์จินโญ่, มานูเอล โลคาเตลลี่ - โดเมนิโก้ เบราร์ดี้, ชิโร่ อิมโมบิเล่, ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

เทรนเนอร์ : โรแบร์โต้ มันชินี่

ออสเตรีย (4-3-2-1) : ดาเนี่ยล บัคมันน์ - สเตฟาน ไลเนอร์, อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, มาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์, ดาวิด อลาบา - ซาเวอร์ ชลาเกอร์, คอนราด ไลเมอร์, โฟลเรียน กริลลิตส์ช - คริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์, มาร์เซล ซาบิตเซอร์ - มาร์โก อาร์เนาโตวิช

เทรนเนอร์ : ฟรังโก้ โฟด้า

ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์ (อังกฤษ)




โคตรมหากาพย์กำลังจะจบ! เปิดไทม์ไลน์แมนยูกับซานโช่-อัพเดทล่าสุด

 


เจดอน ซานโช่ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นมหากาพ์ยที่กินเวลามายาวนานถึง 4 ปี ตั้งแต่เจ้าตัวอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนมาถึง ดอร์ทมุนด์ "ผีแดง" ไม่ยอมลดละความพยามที่จะคว้าสตาร์รายนี้เข้าร่วมทัพ ล่าสุดการย้ายทีมใกล้สิ้นสุดลงเมื่อสื่อหลายสำนักโหมกระแสกันว่าการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าอาจจบลงภายในไม่กี่วันนี้หรือภายในสัปดาห์หน้า เราย้อนกลับมาดูไทม์ไลน์ของมหากาพย์นี้กัน


ปี 2017: มีข่าวเชื่อมโยงครั้งแรก




ครั้งแรกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวเชื่อมโยงกับ เจดอน ซานโช่ นั้นเกิดขึ้นในปี 2017 ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวยังเป็นผู้เล่นแมนฯ ซิตี้ อยู่เลย โดย แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อท้องถิ่นได้รายงานว่า “ผีแดง” มองเห็นศักยภาพในระยะยาวจึงได้พยายามกล่อมให้ตัวนักเตะย้ายข้ามฟากมาอยู่ฝั่งแดง

ถ้าหากดีลเกิดขึ้นจริง ลองคิดดูว่ามันน่าจะเซฟเงินของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปได้มากขนาดไหน แต่ต้องยอมรับว่าทาง แมนฯ ซิตี้ เองก็ไม่เต็มใจที่จะปล่อยดาวรุ่งรายนี้ออกจากทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคู่อริร่วมเมือง

อย่างไรก็ตาม ซานโช่ ยืนกรานว่าต้องการเก็บกระเป๋าหนีเนื่องจากเขาไม่ได้รับโอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่เลย แต่การย้ายไป แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตอนนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังกุมบังเหียนอยู่ไม่น่าใช่ทางออกที่ดีนัก ดอร์ทมุนด์ จึงเป็นคำตอบสุดท้าย

ปี 2018: ตามส่องฟอร์มแต่ดีลใช้เงินเยอะ



เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชื่อดังของอังกฤษเคยรายงานว่า ผลงานของ เจดอน ซานโช่ กับ ดอร์ทมุนด์ กลับมาสะดุดตา แมนฯ​ ยูไนเต็ด อีกครั้ง แต่แหล่งข่าวยังเตือนว่าการเจรจาจะเจอปัญหาใหญ่แน่เพราะ “เสือเหลือง” ต้องการเก็บนักเตะเอาไว้และหวังจะทำกำไรจากการขาย ซานโช่ ให้ได้ถึง 100 ล้านปอนด์

ปี 2019: ผีแดงเหมือนจะยอมแพ้



หลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทัพ “ปีศาจแดง” แบบเต็มตัว เจดอน ซานโช่ ก็มีชื่ออยู่ในลิสต์เป้าหมายเสริมทัพในตลาดนักเตะแรกของกุนซือชาวนอร์เวย์ แต่ทว่าอุปสรรคที่สำคัญคือการที่พวกเขาพลาดคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ฟอร์บส์ สื่อเจ้าดังเคยรายงานไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2019 ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมรับว่าความหวังในการให้ดีลนี้เกิดขึ้นเป็นไปได้ยากมาก ขณะเดียวกัน โซลชา ต้องการลงทุนเพื่อปรับปรุงเกมรับเสียก่อน “ผีแดง” จึงนำเงินทั้งหมดไปทุ่มให้กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ รวมถึง อารอน วาน-บิสซาก้า และ แดเนี่ยล เจมส์ ซึ่งนี่ถือเป็นการเคลียร์ทางให้สะดวกในการเสริม ซานโช่ ซัมเมอร์หน้า

ปี 2020: ยื่นจริงแต่เจรจาล่มไม่เป็นท่า



แมนฯ ยูไนเต็ด จบท็อปโฟร์ได้สำเร็จพร้อมกับคว้าตั๋ว ชปล. ในปี 2020 แฟนผีจึงคาดหวังว่าทีมจะลงทุนขนานใหญ่กับแนวรุกเพื่อเตรียมความพร้อมกลับไปลุยถ้วยบิ๊กเอียร์อีกครั้ง แต่ทาง ดอร์ทมุนด์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าถ้าหากไม่ทุ่มเงินตามราคาที่ตั้งไว้ 108 ล้านปอนด์ (120 ล้านยูโร) พวกเขาจะเก็บ ซานโช่ ไว้ใช้งานต่ออีกหนึ่งฤดูกาล

แมนฯ ยูไนเต็ด สามาถตกลงสัญญาส่วนตัวกับ ซานโช่ ได้แล้วโดยคาดว่าสัญญาจะมีระยะเวลา 4 ปีพร้อมออปชั่นขยายสัญญาอีก 1 ปี แถมแว่วมาว่าทีมเตรียมมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้กับเขาด้วย ปัญหาสำคัญคือค่าตัวของเขาที่ “ปีศาจแดง” ไม่เต็มใจจ่ายราคาเต็ม

ทีมเจรจาของผีแดงค่อนข้างชะล่าใจกับดีลนี้และพยายามเล่นแง่เช่นการขอแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยคาดว่าเงินก้อนแรกที่จะให้ไปคือ 63 ล้านปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่า ดอร์ทมุนด์ ไม่ค่อยพอใจกับข้อเสนอนี้

แมนฯ ยูไนเต็ด ปฏิเสธที่จะยื่นเงินเต็มจำนวน 108 ล้านปอนด์ก่อนเดดไลน์วันที่ 8 สิงหาคมและคิดว่ายังไงเสืองเหลืองก็น่าจะใจอ่อนในท้ายที่สุดเนื่องจากสโมสรประสบปัญหาทางการเงินจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ทว่าพวกเขาคิดผิดมหันต์เพราะดอร์ทมุนด์ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่ขาย” อีกต่อไปแล้ว นี่จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับ เอ็ด วู้ดเวิร์ด และฝ่ายเจรจาของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ปี 2021: ใกล้พอใจข้อเสนอ-เตรียมปิดดีลแล้ว



ข่าวกับ ซานโช่ ยังมีมาอย่างต่อเนื่องทั้งฤดูกาล โดยทุกสื่อยืนยันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลับมาเจรจาอีกครั้งในซัมเมอร์นี้และครั้งนี้น่าจะปิดดีลได้ไม่ยากเนื่องจากท่าทีของ ดอร์ทมุนด์ นั้นเปลี่ยนไป พวกเขาให้ความสำคัญกับการเก็บ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ มากกว่าด้วย

การเจรจาสัญญาส่วนตัวผ่านฉลุยเหมือนเดิมตามรายงานจาก บิลด์ เพราะเป็นการสานต่อจากที่เจรจาไว้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ส่วนเรื่องค่าตัวนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต้นยื่นข้อเสนอแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ด้วยจำนวนเงิน 67 ล้านปอนด์ แต่แน่นอนว่ายังไม่ตรงกับที่ ดอร์ทมุนด์ ตั้งค่าหัวไว้ราว 80 ล้านปอนด์



ล่าสุดสื่อน่าเชื่อถืออย่าง สกาย สปอร์ต รายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ใกล้เจรจาตกลงค่าตัวกับ ดอร์ทมุนด์ ได้แล้วโดยคาดว่าน่าจะอยู่ราวๆ 77 ล้านปอนด์ เหลือแค่การตกลงเรื่องโบนัสและเงื่อนไขต่างๆ ขณะที่ เดอะ มิรเรอร์ รายงานว่าค่าตัวน่าจะอยู่ที่ 75 ล้านปอนด์ + โบนัส 5 ล้านปอนด์ ซึ่งเราคงต้องรอการยืนยันตัวเลขอีกทีหลังจากที่ปิดดีลได้แล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้หรือในสัปดาห์หน้า

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่านักเตะกำลังจะย้ายออกแล้วคือภาพโปรโมทการทัวร์ปรีซีซั่นของ ดอร์ทมุนด์ ที่ไร้เงานักเตะคนสำคัญอย่าง ซานโช่ อยู่ในภาพ