วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ร็อดเจอร์สสุดยอด! 5 ประเด็นเด็ดหลังเลสเตอร์สยบเชลซีผงาดแชมป์เอฟเอคัพ


หลังจากผิดหวังในนัดชิงชนะเลิศรายการนี้มาทั้งหมด 4 ครั้ง เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ล้างอาถรรพ์ได้สำเร็ลหลังผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการเฉือนชนะ เชลซี 1-0 โดยชัยชนะนี้ต้องยกเครดิตให้กับกุนซือและนักเตะของทัพ "จิ้งจอก" ที่เฉียบขาดมากกว่าทางฝั่ง เชลซี เกมนี้มีหลายประเด็นน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกมรุกสุดฝืดของ "สิงห์บลูส์" หรือจะเป็นสถิติใหม่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เรามาเจาะลึกกันทีละเรื่องเลย


1.เชลซีบอลไม่คืบ



เกมนี้ โธมัส ทูเคิ่ล ใช้ ฮาคิม ซีเย็ค, เมสัน เมาน์ท และ ติโม แวร์เนอร์ ออกสตาร์ทตัวจริง ถึงแม้ว่า เชลซี จะเป็นฝ่ายครองบอลได้ส่วนใหญ่ของเกมในครึ่งแรก แต่ปัญหาคือทั้งสามแนวรุกยังต่อกันไม่ติด ส่วน แวร์เนอร์ น่าจะจบสกอร์ได้ดีกว่านี้ในหลายจังหวะ จนกระทั่งกุนซือ “สิงห์บลูส์” ต้องแก้เกมด้วยการส่ง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย และ คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งทำให้สร้างโอกาสได้จะแจ้งมากขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ทูเคิ่ล สลับตำแหน่งให้ รีซ เจมส์ ไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก ส่วน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ขยับมาเล่นเป็นวิงแบ็กขวาแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้คาดว่าเป็นเพราะทูเคิ่ลต้องการนักเตะที่มีความเร็วในการตามกองหน้าตัวจี๊ดอย่าง เจที่ วาร์ดี้ เขาทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่มันคงต้องแลกด้วยประสิทธิภาพเกมบุกทางฝั่งขวาน้อยลงเนื่องจาก อัซปิลิกวยต้า ยังทำเกมในพื้นที่สุดท้ายไม่ดีนัก

2.ชไมเคิ่ลโคตรเซฟ



แน่นอนว่าหลังจากที่ เชลซี ตกเป็นฝ่ายตามหลัง พวกเขาต้องโหมกระหน่ำบุกเป็นธรรมดา ซึ่งต้องชมเกมรับที่ยอดเยี่ยมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ไม่เสียประตูในเกมนี้ แต่คนที่ไม่ซูฮกไม่ได้เลยคือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

ครั้งแรกเขาปฏิเสธลูกโหม่งของอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เบน ชิลเวลล์ ในช่วง 13 นาทีก่อนหมดเวลา ก่อนมาโชว์สุดยอดเซฟปัดลูกยิงของ เมสัน เมาน์ท ในกรอบเชตโทษได้อย่างเหลือเชื่อจน อลัน เชียเรอร์ ตำนานนิวคาเซิ่ลยังบอกเลยว่า “นี่คือสองลูกเซฟสุดเวิลด์-คลาส” ขณะที่ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตยอดหัวหอกชาวอังกฤษกล่าวเพิ่มอีกว่า “เขาคือคนที่โดดเด่นมากในช่วงเวลาสำคัญ เขาคือกัปตันที่ยอดเยี่ยมของเลสเตอร์”

3.สุดยอดตีเลอมันส์



กองกลางของเชลซีขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวอยู่แล้วโดยเฉพาะในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในช่วงนี้ แต่เกมนี้ต้องยอมรับว่ากองกลางของ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ดีไม่แพ้กัน และแน่นอนว่า ยูริ ตีเลอมันส์ คือผู้ชนะของแมตช์นี้

ตั้งแต่ย้ายมาจาก อันเดอร์เลชท์ ตีเลอมันส์ ก็ทำผลงานโดดเด่นจนยึดตัวจริงมาโดยตลอด และนี่เป็นอีกเกมที่เขาโชว์คุณภาพความเป็นมิดฟิลด์ “บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์” ให้เห็น เรื่องเกมรับก็ช่วยตัดบอลได้หลายครั้ง ส่วนเกมบุกยังทำประตูจากการยิงไกลสุดสวยอีกด้วย ผู้บรรยายเกมนี้อย่าง เจอร์เมน จีนาส ยังออกปากชมว่า “ตีเลอมันส์ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในสนามเกมนี้ เขาเยือกเย็นมากเวลาเล่นกับบอล”

ไม่เพียงแค่ ตีเลอมันส์ จะเป็นนักเตะเบลเยี่ยมคนที่ 3 ที่ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ต่อจาก เอแด็น อาซาร์ (2018) และ เควิน เดอ บรอยน์ (2019) แต่ยังเป็นนักเตะเลสเตอร์ ซิตี้ คนแรกที่ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ เคน คีย์เวิร์ธ ยิงในปี 1963

4.เดินตามรอยเซอร์อเล็กซ์



เมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ โดนปลดออกจากตำแหน่ง มันดูเป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นภาพเลสเตอร์ชูถ้วยแชมป์อีกครั้ง แต่คนที่สามารถลบล้างความคิดเหล่านี้ได้คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้นี้นี่เอง

แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่การนำแชมป์ เอฟเอ คัพ มาสู่สโมสรเป็นสมัยแรกก็ดีไม่แพ้กัน เขาสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมจนช่วย “เดอะ ฟ็อกซ์” ยืนหยัดสู้กับทีมใหญ่ในลีกอังกฤษ การลุ้นตั๋ว ชปล. สองฤดูกาลติดต่อกันมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งต้องชมบอร์ดบริหารและคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่สนับสนุนผู้จัดการทีมคนนี้อย่างเต็มที่

ก่อนหน้านี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นคนเดียวที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยทั้งในประเทศ สกอตแลนด์ และ อังกฤษ แต่ตอนนี้ ร็อดเจอร์ส เป็นอีกคนที่ทำได้แล้ว เขาสมควรได้รับเครดิตมากมายสำหรับความสำเร็จนี้

5.สิงห์ต้องรีบกลับมา



น่าเสียดายที่ เชลซี ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในเกมนี้ พวกเขาอุตส่าห์ผ่านทีมแกร่งอย่าง แมนฯ ซิตี้ มาได้ในรอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตามมันคงไม่ใช่เวลาที่ทีมต้องมานั่งเสียใจเพราะพวกเขาต้องรวบรวมสมาธิกลับมาให้เร็วที่สุดเพราะยังมีภารกิจใหญ่อีกสองอย่างเหลืออยู่

ความปราชัยต่อ อาร์เซน่อล ในเกมลีกล่าสุดบวกกับชัยชนะของ หงส์แดง ในศึกแดงเดือดทำให้ตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ เชลซี เริ่มสั่นสะเทือน ดังนั้นสองนัดสุดท้ายพวกเขาจำเป็นต้องเก็บชัยชนะให้ได้ โดย ทูเคิ่ล จะได้รีแมตช์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งในวันอังคารนี้ซึ่งผู้แพ้อาจทำให้ชวดโควต้าเลยก็ว่าได้

นอกจากนี้แฟนเชลซีคงหวังว่านักเตะ “เดอะ บลูส์” จะใช้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นบทเรียนและเป็นแรงผลักดันให้สู้กับ แมนฯ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศ​ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สิ้นเดือนนี้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น