วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564

ซูเปอร์ลีก สงครามที่จะพลิกโฉมโลกลูกหนัง?

 


ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรตายตัว นั่นคือสัจธรรมที่แท้จริง วงการฟุตบอลในทวีปยุโรปเองก็เป็นอย่างนั้นมานานแล้ว ไม่ต้องมองไปไหนไกลเลย เอาแค่ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ว่ากันว่าเป็นรายการชิงแชมป์ระดับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะแต่ก่อนที่ให้เฉพาะแชมป์ลีกได้สิทธิ์ลงแข่งแต่แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นเปิดโอกาสให้ทีมในอันดับอื่นๆ ได้สิทธิ์นั้นบ้างจนทำให้บางคนงงว่ามันจะเป็น "ลีกของแชมเปี้ยน" ได้ยังไง หรือการยกเลิกรอบแบ่งกลุ่ม รอบ 2 มาเป็นรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเลย เป็นต้น

   
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการประกาศเจตนารมณ์ที่จะตั้งรายการ ซูเปอร์ลีก ของ 12 สโมสรยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ถือเป็นการพยายามทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ เพราะมันเป็นการแยกตัวออกมาจากรายการชิงถ้วยยุโรปที่ขึ้นตรงต่อสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) มาเป็นเวลานาน และเหมือนกับเป็นการทำสงครามกันระหว่างบรรดาทีมใหญ่กับ ยูฟ่า เลย

อันที่จริงกระแสข่าวเรื่องการที่บรรดาทีมใหญ่รวมหัวกันจะไปตั้งรายการใหม่เองนั้นก็มีมานานแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็คือเรื่องส่วนแบ่งที่ทีมเหล่านั้นมองว่าได้จาก ยูฟ่า น้อยเกินไป โดยจนถึงตอนนี้ 12 ทีมที่เปิดตัวเปิดใจแล้วว่าจะไปตั้งรายการใหม่คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ แอตเลติโก มาดริด แถมพวกเขาก็ป่าวประกาศให้ตัวเองมีสถานะเป็น "สโมสรผู้ก่อตั้ง" (founding clubs) รายการนี้ซะด้วย โดยมีการบอกด้วยว่ามันจะมีอีก 3 ทีมที่เข้าร่วมกับพวกเขาในสถานะดังกล่าวจนทำให้โดยรวมแล้วจะมี "สโมสรผู้ก่อตั้ง" ทั้งหมด 15 ทีมด้วยกัน

ต้องบอกก่อนว่ารายการนี้ "ยังไม่มีคิวที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ" ขนาดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรายการนี้ยังบอกเลยว่ามันจะเริ่มแข่งขัน "โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" แต่ถึงกระนั้นมันก็มีหลายฝ่ายที่ออกมาตำหนิทั้ง 12 สโสรดังกล่าวอย่างรุนแรง ไม่เว้นแม้กระทั่งบรรดาอดีตแข้งของพวกเขาเอง ส่วน ยูฟ่า ก็ขู่เลยว่าทีมที่ลงแข่งรายการนี้จะหมดสิทธิ์ทุกรายการที่ขึ้นตรงกับพวกเขา ซึ่งนั่นรวมถึงเกมลีกกับฟุตบอลถ้วยภายในประเทศด้วย แถมแข้งของทีมเหล่านั้นอาจจะถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์จากการเล่นเกมทีมชาติอีกต่างหาก

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาลองทำความรู้จักและวิเคราะห์รายการ ซูเปอร์ลีก กันหน่อยดีกว่าว่ามันเป็นยังไง และผลดีกับผลเสียมีอะไรบ้าง

- ความพยายามที่มีมาอย่างยาวนาน
ต้องบอกก่อนว่าความคิดที่จะตั้งศึก ซูเปอร์ลีก ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเชื่อกันว่ามีความพยายามที่จะทำอย่างนั้นมาตั้งแต่ปี 1998 เป็นอย่างต่ำแล้ว ซึ่งตอนนั้น มีเดีย พาร์ทเนอร์ส บริษัทด้านสื่อของอิตาลีเป็นฝ่ายที่ริเริ่มไอเดียดังกล่าว



อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะจัดศึก ซูเปอร์ลีก เมื่อหลายปีก่อนก็ล้มเหลวเมื่อ ยูฟ่า ซื้อใจบรรดาสโมสรในชาติสมาชิกด้วยการเพิ่มจำนวนทีมที่จะได้เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบสุดท้าย แต่หลังจากนั้นมันก็มีการยื่นข้อเสนอที่จะจัดศึก ซูเปอร์ลีก กันมาเรื่อยๆ จนมาถึงล่าสุดที่พวกเขาประกาศจัดรายการนั้นจริงๆ

- การมีส่วนร่วมของทีมจากเยอรมนีและฝรั่งเศส
ตามที่บอกไปข้างต้นว่า ซูเปอร์ลีก บอกเองว่าจะมีอีก 3 ทีมที่เข้าร่วมกับพวกเขาในฐานะ "สโมสรผู้ก่อตั้ง" ซึ่งหากเทียบกับ 12 ทีมที่เปิดตัวไปแล้วนั้น มันก็ไม่แปลกเลยที่หลายคนจะเดาว่ามีโอกาสที่อีก 3 ทีมจะเป็นทีมจาก บุนเดสลีกา เยอรมัน และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส อย่างเช่น บาเยิร์น มิวนิค, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เป็นต้น



อย่างไรก็ตาม ในความจริงแล้วมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เพราะที่ผ่านมา คาร์ล-ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ประธานบริหารของ บาเยิร์น แสดงออกอย่างชัดเจนว่า บาเยิร์น จะไม่เข้าร่วมรายการ ซูเปอร์ลีก หากมีการจัดรายการนั้นขึ้นมาจริงๆ

นอกจากนี้ ก่อนที่ทั้ง 12 ทีมจะประกาศจัดศึก ซูเปอร์ลีก อย่างเป็นทางการนั้น ยูฟ่า ก็แถลงการณ์ไปแล้วว่าพวกเขารู้ดีว่ามีบางทีมที่คิดจะไปตั้งรายการใหม่กันเอง และพวกเขาก็ขอขอบคุณทีมจากชาติอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมจากฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่ปฏิเสธจะเข้าร่วม ซูเปอร์ลีก ด้วย

- ทีมที่ได้สิทธิ์ลงแข่งขัน
ในขณะที่รายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ตัดสินทีมที่จะได้สิทธิ์ลงเล่นผ่านทางอันดับในลีกหรือผลงานจากฟุตบอลถ้วยในประเทศ ซูเปอร์ลีก มีแนวทางที่ต่างออกไป เพราะถึงแม้จะมี 20 ทีมที่ได้สิทธิ์ลงเล่นรายการนี้ในแต่ละซีซั่น แต่พวกเขาจะให้ "สโมสรผู้ก่อตั้ง" ทั้ง 15 ทีมได้สิทธิ์ลงเล่นแน่นอน โดยที่ไม่ต้องสนว่าผลงานในถ้วยอื่นจะเลวร้ายแค่ไหน



ส่วนที่เหลืออีก 5 โควตานั้น จะมอบให้กับทีมอื่นๆ ที่ทำผลงานภายในประเทศตรงตามเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ ด้วยยเหตุนี้ มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนจะมองว่านี่เป็นกฎที่เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะพวกทีมใหญ่

- รูปแบบการแข่งขัน
รายการนี้จะเริ่มจากรอบแบ่งกลุ่ม โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ทีม ซึ่งภายในกลุ่มจะเตะกันแบบเหย้า-เยือน โดย 3 ทีมที่มีอันดับดีที่สุดของแต่ละกลุ่มจะได้เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ขณะที่ตั๋ว 2 ใบสุดท้ายจะให้ทีมอันดับ 4 กับ 5 ของแต่ละกลุ่ม หรือก็คือทั้งหมด 4 ทีม มาเตะรอบเพลย์ออฟแบบเหย้า-เยือนกัน



ทั้งนี้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายและรอบรองชนะเลิศก็จะเล่นแบบเหย้า-เยือนกันต่อไป จนกระทั่งถึงนัดชิงดำที่จะเตะนัดเดียวแบบรู้ผลไปเลย โดยจะเล่นที่สนามเป็นกลาง โดยพวกเขาคิดที่จะให้รายการนี้เริ่มในช่วงเดือนสิงหาคม และไปปิดฉากในช่วงเดือนพฤษภาคม และที่สำคัญก็คือมันจะเตะกันในช่วงกลางสัปดาห์ด้วย เรียกว่าชนกับเกมถ้วยยุโรปของ ยูฟ่า ไปเลย

- เงินรางวัล
จนถึงตอนนี้เรื่องเม็ดเงินยังไม่ตายตัวเท่าไหร่ โดยทาง ซูเปอร์ลีก บอกเพียงว่าเงินรางวัลมันจะขึ้นอยู่กับรายได้ที่ลีกกอบโกยได้ ยิ่งมีรายได้มากเท่าไหร่เงินรางวัลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่พวกเขาก็อ้างว่าเม็ดเงินที่จะแบ่งจ่ายให้ทีมต่างๆ นั้น จะสูงกว่าที่ ยูฟ่า มอบให้แต่ละทีมที่ได้สิทธิ์ลงเล่นเกมถ้วยยุโรปในช่วงที่ผ่านมาแน่นอน



ถึงกระนั้น มันก็มีการประเมินว่าในช่วงแรกๆ ของการแข่งขันที่ "เหล่าสโมสรผู้ก่อตั้ง" ช่วยกันออกทุนทำรายการนี้นั้น มันก็จะมีการแบ่งจ่ายเงินกันเป็นจำนวนรวมได้ถึงเกิน 10 พันล้านยูโร ซึ่งหลังจากนี่เหล่าสโมสรผู้ก่อตั้งก็จะได้งบรวมกัน 3.5 พันล้านยูโร เพื่อสนับสนุนแผนการลงทุนโครงสร้างของพวกเขา และบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

- ผลดี
แน่นอน การได้เห็นทีมใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอดมาดวลกันนั้นถือเป็นผลดีต่อแฟนบอล เพราะมันมีโอกาสที่จะทำให้เกมนั้นเป็นเกมที่สนุก แต่ผลดีที่สำคัญที่สุดของรายการนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเงิน ตามที่พวกเขาอ้างเองว่าเม็ดเงินจะสูงกว่าที่รายการของ ยูฟ่า ทำได้ในตอนนี้ซะอีก



สาเหตุที่ทำให้พวกเขามั่นใจขนาดนั้นคงเป็นเพราะพวกเขาสามารถหาสปอนเซอร์ได้แล้ว ผู้บริหารของทั้ง 12 ทีมดังกล่าวต่างก็เป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาดกันแทบทั้งนั้น ดังนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จู่ๆ พวกเขาจะนึกสนุกแล้วประกาศขอตั้งรายการเองโดยที่ไม่ได้มีการตระเตรียมแผนงานด้านต่างๆ อย่างเช่นการหาสปอนเซอร์เข้ารายการ เอาไว้ก่อน

เป็นที่เชื่อกันว่า เจพี มอร์แกน เชส บริษัทที่ให้บริหารทางการเงินชื่อดังสัญชาติสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักให้ ซูเปอร์ลีก เกิดขึ้นได้ โดยว่ากันว่าพวกเขาประเคนเงินให้รายการนี้มากถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยกัน

- ผลเสีย
"การเอาเปรียบทีมอื่น" คือหนึ่งในประเด็นหลักที่หลายคนมองว่าเป็นข้อเสียของรายการนี้ ในขณะที่ทีมแค่ 5 ทีมต้องมาลุ้นโควตาลงเล่นรายการดังกล่าว แต่กลับมีถึง 15 ทีมที่สามารถนอนกระดิกเท้ารอลงเล่นได้อย่างสบายใจเฉิบเพียงเพราะเป็นทีมใหญ่และเป็น "สโมสรผู้ก่อตั้ง"



นอกจากนี้ มันก็เหมือนเป็นการทิ้งประวัติศาสตร์และเกียรติยศในภายภาคหน้าไปดื้อๆ ด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก เป็นรายการที่อยู่กับแฟนบอลมาอย่างยาวนานจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของโลกฟุตบอลไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น นักเตะบางคนของทีมที่เข้าร่วมศึก ซูเปอร์ลีก อาจจะขอย้ายออกจากทีมด้วยก็ได้ เพราะมันจะมีสักกี่คนกันที่กล้าพูดจากใจจริงว่าพวกเขารับได้ที่หลังจากนี้จะไม่มีวันได้สัมผัสกับถ้วยแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก อันทรงเกียรติอีกแล้ว ? นี่ยังไม่นับรวมกับเรื่องที่ว่าพวกเขาอาจจะอดเล่นให้ทีมชาติตามคำประกาศของ ยูฟ่า อีกต่างหาก




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น