วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564

รอบตัดเชือกครั้งที่ 5 ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู โชว์เหนือสอย กรานาด้า สบายเกือก

 


โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าสู่รอบรองชนะเลิศครั้งที่ 5 หลังจากชนะ กรานาด้า สบายเกือก 2-0 ในเกมนัด 2 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา รวม 2 นัดชนะสบายๆ 4-0


แมตช์นี้เกมจบลงตั้งแต่นาทีที่ 6 เมื่อ เอดินสัน คาวานี่ ซัดประตูให้ "ผีแดง" นำ 1-0 สกอร์รวมสองนัดเพิ่มเป็น 3-0 และหลังจากนั้นเจ้าบ้านก็ผ่อนเกม ขณะที่ผู้มาเยือนก็ไม่สามารถสร้างความหวาดเสียวได้เลย จนกระทั่งนาทีที่ 90 เฆซุส บาเยโฆ่ โหม่งเข้าประตูตัวเอง ส่งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งเป็นสกอร์เดียวกับในเลกแรก

สำหรับภารกิจต่อไปของ "เร้ด เดวิลส์" ก็คือการปะทะกับ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า โดยงานนี้ โซลชา มีลุ้นที่จะนำ แมนยู เข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามากุมบังเหียน และหากทำสำเร็จความฝันที่จะได้โทรฟี่แชมป์ไปประดับตู้โชว์ของสโมสรก็มีโอกาสเลยทีเดียว

1. คาวานี่ ฟอร์มดุไม่หยุดไม่หย่อน



เอดินสัน คาวานี่ เป็นหนึ่งในสตาร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมที่พวกเขาพลิกชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 3-1 เกมลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน และเจ้าตัวก็ยังคงรักษาฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเมื่อจัดการซัดประตูสุดสวยให้ทีมขึ้นนำ กรานาด้า

หัวหอกชาวอุรุกวัย โชว์ทักษะการเป็นหน้าเป้าที่สุดยอดด้วยการวอลเล่ยอย่างงดงามส่งบอลพุ่งเสียบตาข่ายชนิดที่นายทวารทีมเยือนไม่มีสิทธิ์ปัดป้องได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าความเฉียบคมแบบนี้คือสิ่งที่ คาวานี่ มีเหนือกว่าแนวรุกทุกคนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้



สำหรับสาวก "เร้ด อาร์มี่" การได้เห็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ คาวานี่ ทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจอย่างมาก และอยากให้เจ้าตัวทำผลงานแบบนี้อีกครั้งในแมตช์ที่ต้องดวลกับ เบิร์นลี่ย์ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ช่วงสุดสัปดาห์นี้

ประตูที่ คาวานี่ ทำได้ยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะชาวอุรุกวัยคนแรก ที่ทำประตูในเวทียุโรปครบ 50 ลูก ฉะนั้นผลงานแบบนี้คงทำให้บอร์ดบริหารของ "ผีแดง" ต้องรีบจับนักเตะขยายสัญญาใหม่ให้ได้ก่อนที่จะเสียเขาไปในช่วงซัมเมอร์นี้

2. เด เคอา อนาคตช่างอ้างว้าง



สำหรับนักฟุตบอลอาชีพการได้ลงเล่นตัวจริงคือสิ่งที่พวกเขาปรารถนาอย่างมาก แต่กระนั้นหากพ่อค้าแข้งได้ลงสนามในฐานะตัวจริงเกมฟุตบอลถ้วยมากกว่าตัวจริงในเกมลีก มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีอนาคตสดใสในเกมลูกหนัง

ดาบิด เด เคอา ก็รู้อยู่เต็มอกในเรื่องนี้เพราะเขาเคยได้ชื่อเป็นมือ 1 ของสโมสร และลงทำหน้าที่เฝ้าเสาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาตลอดนับตั้งแต่ที่ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว



นายด่านชาวสแปนิช ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ลงทำหน้าที่เฝ้าเสาตัวจริงในเกมลีกช่วงต้นฤดูกาลนี้ ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้รับโอกาสทำหน้าที่ในเกมฟุตบอลถ้วยในทุกรายการที่สโมสรลงแข่งแต่การที่เจ้าตัวทำพลาดบ่อยๆ ส่งผลให้ โซลชา จำเป็นต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ และนั่นก็คือการดร็อปเขา จากนั้นก็ให้ เฮนเดอร์สัน ขึ้นมาเป็นมือ 1 แทน

ยิ่งการได้เห็น เด เคอา ทำหน้าที่ตัวจริงในเกมยูโรปา ลีก ยิ่งชัดเจนว่า "น้าลูกอม" เลือก เฮนเดอร์สัน เป็นตัวจริงของแมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอน ฉะนั้น โกลเลือดกระทิงดุ คงต้องเตรียมตัดสินใจครั้งสำคัญหลังจบฤดูกาลนี้ ว่าจะอยู่แย่งมือ 1 กับเด็กรุ่นน้อง หรือจะออกไปเป็นตัวจริงกับสโมสรอื่นซึ่งพร้อมอ้าแขนรับเขาไปร่วมงาน

3. รอบตัดเชือกครั้งที่ 5 กับความท้าทายที่แท้จริง



ในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ค่อยๆ มีพัฒนาการในการเล่นดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่เขาสามารถนำสโมสรผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 2 ซีซั่นถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม โซลชา ยังไม่สามารถสร้างเหตุการณ์สำคัญให้กับ "ผีแดง" ได้เลย เนื่องจาก 4 ครั้งแรกพวกเขาต้องล้มเหลวในรอบตัดเชือก เนื่องจากโดนคู่แข่งเขี่ยตกรอบเรียบวุธ ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ารอบตัดเชือกครั้งนี้ "น้าลูกอม" จะอ้างว่าทีมไร้ประสบการณ์ไม่ได้อีกล้ว

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างบาดแผลช้ำให้กับพวกเขาถึง 2 ครั้ง (รอบรองฯ คาราบาว คัพ) ตามด้วย "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี (รอบรองฯ เกม เอฟเอ คัพ) และตบท้ายด้วย เซบีย่า (รอบรองฯ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก)



ฉะนั้นในการพบ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า ในรอบตัดเชือก ฟุตบอลถ้วยใบเล็กยุโปร มีความสำคัญอย่างมาก และยังเป็นความท้าทายที่แท้จริงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย เพราะหากทีมล้มเหลวในการเข้ารอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง งานนี้หลายคนคงชักเริ่มสงสัยในฝีมือของ โซลชา มากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นการพบกับทัพ "จัลโร่รอสซี่" แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ดวลกับศิษย์เก่าอย่าง เฮนริค มคิทาร์ยาน และ คริส สมอลลิ่ง ซึ่งหากทั้งสองคนไม่มีปัญหาเรื่องสภาพความฟิต พวกเขาจะได้หวนกลับมาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง แต่ในฐานะคู่แข่ง ที่อาจจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องน้ำตาไหลก็ได้

4. จัดขุมกำลังเต็มสูบเพื่อเผด็จศึก !




ด้วยการที่เกมแรก แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปเก็บชัยชนะได้อย่างสบายเกือก ทำให้ โซลชา สามารถเลือกใช้การโรเตชั่นนักเตะ และให้โอกาสพวกดาวรุ่งรวมทั้งแข้งสำรองได้ลงสนาม เพื่อเป็นการยืดเส้นยืดสาย แต่เขายังคงใช้ขุมกำลังหลักในแมตช์นี้

การที่ทีมไม่ส่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ลงสนามไม่ใช่เพราะต้องการพักพวกเขา แต่พอดีว่าผู้เล่นทั้ง 3 คนติดโทษแบนเนื่องจากได้ใบเหลืองครบโควต้า ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด สภาพร่างกายยังไม่ฟิตสมบูรณ์เต็มร้อย


ลองคิดดูก็แล้วว่ากันสกอร์นำห่าง 2-0 แถมฟอร์มก็เหนือกว่าหลายขุมในเลกแรก แต่ โซลชา ยังคงจัดชุดใหญ่นำโดย บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา และ เมสัน กรีนวู้ด ลงสนามเป็นตัวจริงพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งหมดจะโดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงครึ่งหลัง



หลายคนอาจจะมองว่า โซลชา ใช้งาน บรูโน่ กับ ป็อกบา หนักเกินไปทั้งๆ ที่มีโอกาสที่จะพักเขาเพื่อจะได้มีเวลาในการฟื้นฟูร่างกาย และจะได้พร้อมสำหรับลงเล่นเกมลีกช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่จะว่าไปแล้วแมตช์นี้ทั้งสองคนก็ไม่ได้ทำงานหนักมากนัก แถมเหมือนลงมายืดเส้นยืดสายมากกว่า

หลังจากนั้นในครึ่งหลัง "น้าลูกอม" ประเมินคู่แข่งแล้วคงไม่มีปัญญาสร้างปัญหาให้กับทีมได้ ก็ค่อยเปลี่ยน ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงมาแทน ป็อกบา ตั้งแต่นาทีที่ 46 และถอด เพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีส ออกนาทีที่ 73 พร้อมให้โอกาส ฆวน มาต้า ได้สัมผัสกลิ่นอายลูกหนังอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามที่น่าเสียดายก็คือทำไม โซลชา ถึงไม่เลือกใช้งาน อาหมัด ดิยัลโล่ ลงเล่นตัวจริง แถมกว่าจะให้เขาได้ลงสนามแทน เมสัน กรีนวู้ด ก็ปาเข้าไปนาทีที่ 82 ทำให้เจ้าหนูชาวไอวอรี่โคสต์ ไม่มีเวลาได้แสดงความมหัศจรรย์มากนัก

5. โทรฟี่แชมป์แรกของ โซลชา อยู่แค่เอื้อม



การได้ผ่านเข้ารอบตัดเชือก 4 ครั้งก่อนหน้านี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หากมองมุมหนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่หากมองอีกมุมมันแสดงให้เห็นว่า "ผีแดง" ยังขาดหัวใจและจิตวิญญาณแห่งแชมป์ !!

สำหรับการได้เข้ารอบตัดเชือกครั้งที่ 5 ถือเป็นการแก้ตัวของ โซลชา อีกครั้ง แม้ว่าคู่แข่งจะเป็น โรม่า ก็ตาม แต่ด้วยชื่อชั้นและขุมกำลังของ "ปีศาจแดง" ต้องบอกว่าเหนือกว่าทัพ "หมาป่าเหลืองแดง" ฉะนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีมากๆ ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้สัมผัสกับคำว่า "นัดชิง" เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ เข้ามากุมบังเหียน



แม้ก่อนหน้านี้ โซลชา ออกมาพูดว่าการคว้า "แชมป์" ไม่สำคัญเท่ากับ "พัฒนาการที่ดี" ของทีม แต่อย่าลืมว่าโทรฟี่แชมป์ถือเป็นเครื่องการันตีโอกาสที่จะทำให้เขาได้สานต่อความฝันในการนำ แมนยู คืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งบนแผ่นดินอังกฤษ และในเวทียุโรป

ดังนั้นถ้วยแชมป์ใบแรกของ โซลชา ในฤดูกาลนี้มีความสำคัญอย่างมาก แม้เขาจะนำทีมคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ตาม แต่หากไม่สามารถนำแชมป์เข้ามาประดับตู้โชว์ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อนาคตของ "น้าลูกอม" ก็มีสั่นคลอนแน่นอน




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น