วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564

ก่อน นาเกลส์มันน์ จะขึ้นเบอร์ 1! ย้อนดูกุนซือค่าฉีกสัญญาสูงสุด 5 อันดับแรก

 


ก็เป็นอันว่าสุดท้ายแล้วไม่มีการพลิกโผเมื่อ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน ประกาศแต่งตั้ง ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ มาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่ของทีมแทนที่ ฮันซี่ ฟลิค อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่ทีมดังของแคว้นบาวาเรียตามจีบกุนซือหนุ่มอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยที่ นาเกิลส์มันน์ จะเริ่มงานกับ "เสือใต้" อย่างเป็นทางการหลังจบซีซั่นนี้

    อย่างไรก็ตาม การได้ นาเกลส์มันน์ มาคุมทัพก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่มหาศาล โดยถึงแม้ บาเยิร์น จะไม่ได้แถลงการณ์เรื่องจำนวนเงินอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อกันว่าพวกเขาต้องยอมจ่ายเงินให้ แอร์เบ ไลป์ซิก สูงถึง 25 ล้านยูโร เพื่อเป็นการฉีกสัญญาของกุนซือวัย 33 ปีเลย



หากจำนวนเงินมันอยู่ในระดับนั้นจริงๆ มันก็จะทำให้นี่ถือเป็นการจ่ายเงินเพื่อตัวกุนซือที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมาย้อนดูกันสักหน่อยว่า 5 อันดับในเรื่องค่าฉีกสัญญาที่สูงที่สุดในตำแหน่งกุนซือก่อนหน้านี้นั้นมีใครบ้าง

: มาร์ค ฮิวจ์ส จาก แบล็คเบิร์น ไป แมนฯ ซิตี้ ปี 2008 และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จาก สวอนซี ไป ลิเวอร์พูล ปี 2012
6.2 ล้านยูโร คือค่าฉีกสัญญาที่ แมนฯ ซิตี้ ยอมจ่ายให้ แบล็คเบิร์น เพื่อแลกกับการได้ ฮิวจ์ส มาคุมทีม ถึงแม้หลายคนในสมัยนี้อาจจะงงว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ถึงเคยบ้าเลือดขนาดนั้น แต่ต้องขอย้อนความหลังกันก่อนว่าตอนนั้น ฮิวจ์ส ทำผลงานได้ดีมากๆ กับการคุม "กุหลาบไฟ" เขาพาทีมได้อันดับ 6 ของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2005-06 ก่อนที่ซีซั่นต่อมาจะพาทีมได้อันดับ 10 พร้อมกับไปถึงรอบรองชนะเลิศของ เอฟเอ คัพ และพอถึงซีซั่น 2007-08 เขาก็พาทีมได้อันดับ 7 ในลีกด้วย



ผลงานดังกล่าวทำให้บอร์ดบริหารของ แมนฯ ซิตี้ มองว่าเขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเป็นกุนซือของทีม แต่น่าเศร้าที่ฤดูกาลแรกของเขากับทีมนั้น ฮิวจ์ส พาทีมได้เพียงอันดับ 10 ในลีก ทั้งที่ทีมทุ่มเงินเสริมทัพไปเยอะสุดๆ และถึงแม้เขาจะได้อยู่กับทีมไปถึงฤดูกาล 2009-10 แต่เจ้าตัวก็ต้องบอกลาทีมไปในช่วงเดือนธันวาคมของปี 2009

ขณะที่ ร็อดเจอร์ส นั้น ตอนปี 2012 มันถือว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับ นาเกิลส์มันน์ ในตอนนี้ เขาเป็นกุนซือหนุ่มที่ได้รับการจับตามองอย่างมากหลังจากที่พา สวอนซี เล่นฟุตบอลด้วยสไตล์ที่สวยหรูได้ และทำให้ทีมมีผลงานที่น่าประทับใจตามไปด้วยจนตอนนี้บางคนถึงขั้นตั้งฉายาให้กับทีมของเขาเลยว่า "สวอนซีโลน่า" ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับ บาร์เซโลน่า ยอดทีมของศึก ลา ลีกา สเปน



ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ ลิเวอร์พูล จะอยากได้เขาไปคุมทีมแทนที่ เคนนี่ ดัลกลิช และสุดท้ายพวกเขาก็สมหวัง เพียงแต่ต้องแลกมากับเงินจำนวน 6.2 ล้านยูโรด้วยกัน ซึ่ง ร็อดเจอร์ส ถึงขั้นเคยเกือบพาทีมได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 2013-14 ด้วย น่าเสียดายที่การย้ายออกไปของ หลุยส์ ซัวเรซ ส่งผลกับแผนการทำทีมของเขาอย่างมากจนทำให้เขาก็ต้องแยกทางกับทีมในเดือนตุลาคม ปี 2015

: โชเซ่ มูรินโญ่ จาก อินเตอร์ ไป เรอัล มาดริด ปี 2010
ฤดูกาล 2009-10 ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์กับอาชีพการคุมทีมของ มูรินโญ่ เขาสามารถพา อินเตอร์ มิลาน เป็นทริปเปิ้ลแชมป์ได้จากการได้ทั้งแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยที่ในรอบรองชนะเลิศสามารถผ่าน บาร์เซโลน่า ภายใต้การคุมทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ที่ว่ากันว่าเป็นโคตรทีมในตอนนั้นได้ด้วย



ดังนั้นในช่วงซัมเมอร์ของปี 2010 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานของ มาดริด เลยยอมถอนเงินจากบัญชีของสโมสรมา 8 ล้านยูโร ด้วยความหวังว่า มูรินโญ่ จะทำให้ทีมกลับมาขับเคี่ยวกับ บาร์เซโลน่า ได้อย่างสูสีอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านั้น มานูเอล เปเยกรินี่ ทำผลงานได้ไม่ตรงตามที่ เปเรซ ต้องการ และสุดท้าย มูรินโญ่ ก็พาทีมได้แชมป์ ลา ลีกา 1 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 หน รวมถึง สแปนิช ซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง ก่อนที่จะต้องบอกลาทีมในปี 2013 โทษฐานที่มีปัญหากับลูกทีมหลายคน

: รูเบน อโมริม จาก บราก้า ไป สปอร์ติ้ง ลิสบอน ปี 2020
เห็นชื่อคนนี้แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าเขาเป็นใคร แต่ดีกรีของ อโมริม ถือว่าไม่ธรรมดา เขาเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพไปในปี 2017 ก่อนจะไปรับงานกับ คาซ่า ปิอา ทีมในลีกล่างของโปรตุเกสในปี 2018 จากนั้นก็ได้คุมทีมสำรองของ บราก้า ในปี 2019 แล้วโดนดันขึ้นคุมทีมชุดใหญ่ในปีเดียวกันนั้นเลย ซึ่งในฤดูกาล 2019-20 อโมริม สามารถพา บราก้า ทำผลงานได้น่าทึ่งมากๆ จนถึงขนาดที่ส่งผลให้ สปอร์ติ้ง ไม่รอช้า ยอมยอมจ่ายเงินมากถึง 10 ล้านยูโร เพื่อเอาเขามาคุมทีมเมื่อช่วงเดือนมีนาคม ปี 2020 เลย



แม้ว่ามันจะเป็นดีลที่ทำให้หลายคนแปลกใจ แต่มันก็อาจจะเป็นดีลที่คุ้มค่าสำหรับ สปอร์ติ้ง ในท้ายที่สุดก็ได้ เพราะว่าปัจจุบันกุนซือหนุ่มวัยเพียง 36 ปี กำลังพาทีมนำเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนนในตอนนี้โดยที่นำหน้า เอฟซี ปอร์โต้ อยู่ 6 คะแนน โดยที่ทั้ง 2 ทีมเหลือเกมให้เล่นอีก 5 นัด

: เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จาก เซลติก ไป เลสเตอร์ ปี 2019
ผลงานที่ ลิเวอร์พูล ทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของ ร็อดเจอร์ส หายไปในระดับหนึ่ง และเขาก็ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับที่ เซลติก ในปี 2016 ซึ่งที่นั่นเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 7 รายการเลยทีเดียว แถมยังมีเปอร์เซ็นต์ชนะสูงถึง 69.8 เปอร์เซ็นต์



แม้ว่าบางคนจะมองว่ามันไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อะไรเพราะตอนนั้น เรนเจอร์ส คู่อริตัวฉกาจของ เซลติก กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องสร้างทีมกันอยู่ แต่ เลสเตอร์ ก็มองเห็นถึงฝีมือของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือจนจ่ายเงิน 10.5 ล้านยูโรเพื่อเอาเขามาคุมทีมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 และตอนนี้ ร็อดเจอร์ส ก็กำลังพา เลสเตอร์ ทำผลงานได้โดดเด่นสุดๆ จนมีลุ้นที่จะได้โควตาเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าเลย

: อันเดร วิลลาช-โบอาช จาก ปอร์โต้ ไป เชลซี ปี 2011
"มินิ มูรินโญ่" คือฉายาที่คนตั้งให้กับ วิลลาช-โบอาช เพราะเขาสามารถนำ เอฟซี ปอร์โต้ ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งเหมือนที่ มูรินโญ่ เคยทำเอาไว้กับ ปอร์โต้ แถมยังมีอายุน้อยมากๆ อีกด้วย ดังนั้นแล้ว เชลซี เลยควักเงินถึง 15 ล้านยูโร เพื่อเอา วิลลาช-โบอาช มาคุมทีมต่อจาก คาร์โล อันเชลอตติ



น่าเศร้าที่เส้นทางของ วิลลาช-โบอาช กับ เชลซี มันไม่สวยหรูเหมือนตอนของ มูรินโญ่ เขาโดนปลดออกจากทีมตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ปี 2012 โทษฐานที่พาทีมทำผลงานได้ไม่คงเส้นคงวา แถมกุนซือเจ้าของค่าฉีกสัญญาสูงที่สุดของโลกในตอนนั้นก็ต้องเจ็บช้ำน้ำใจมากขึ้นไปอีกเมื่อ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่ได้เข้ามาคุมทีมชั่วคราวต่อจากเขานั้น สามารถพา เชลซี เป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับแชมป์ เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 2011-12 ได้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น