วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564

โชต้า ยิงทีมเก่า!เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล เฉือนวูล์ฟส์ ลุ้นท็อปโฟร์เปิดกว้าง

 


ลิเวอร์พูล ยังคงทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการเล่นนอกแอนฟิลด์ในช่วงปี 2021 โดยล่าสุดพวกเขาบุกชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้โอกาสในการลุ้นท็อปโฟร์กลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง


แมตช์นี้ "หงส์แดง" เล่นไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก สวนทางกับเจ้าบ้านที่มีโอกาสทำเกมรุกกดดันแชมป์เก่าได้ตลอด แต่จังหวะสุดท้ายไม่เด็ดขาด ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสงามหยดในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก และ ดีโอโก้ โชต้า จัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย

สำหรับตอนนี้ชัยชนะของ "เดอะ เร้ดส์" ทำให้พวกเขากลับมามีความฮึกเหิมอีกครั้ง หลังจากต้องผิดหวังกับฟอร์มในลีกมาหลายแมตช์นับตั้งแต่เข้าปีฉลู และในแมตช์ต่อไปคือการเยือน อาร์เซน่อล ถือเป็นงานสุดหินที่พวกเขาห้ามพลาดเด็ดขาด

1."น้องแนท-หนูคาบัค" เซนเตอร์แบ็กของ คล็อปป์
ตอนนี้ คล็อปป์ น่าจะรู้แล้วว่าควรจะใช้เป็นเซนเตอร์แบ็กในช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ เพราะทั้ง นาธาเนียล ฟิลลิปส์ กับ โอซาน คาบัค ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในเกมนี้ โดยที่ทั้งสองคนแสดงให้เห็นถึงการเล่นร่วมกันได้อย่างแข็งแกร่ง และมีข้อผิดพลาดไม่เยอะมากนัก

คาบัค เริ่มปรับตัวกับการเล่นในเกมลีกเมืองผู้ดีได้มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับแมตช์นี้เขาอ่านเกมได้ดีเยี่ยม และสามารถรับมือ อดาม่า ตราโอเร่ ได้สุดยอด แม้อาจจะเป็นรองเรื่องความแข็งแกร่งและความเร็ว แต่ดาวเตะชาวตุรกีมีดีตรงที่การอ่านเกม



นอกจากนี้ คาบัค ยังมีจุดเด่นในจังหวะการป้องกันลูกกลางอากาศ และบางครั้งก็ขึ้นไปช่วยกดดันเมื่อทีมได้ลูกฟรีคิก ที่สำคัญในนาทีที่ 85 นักเตะสามารถวิ่งดักทาง เนโต้ ในขณะที่กำลังจะหลุดเดี่ยว ฉะนั้นต้องบอกเลยว่าเกมนี้เขาเล่นได้น่าประทับใจจริงๆ

ขณะที่ แนท ฟิลลิปส์ ถือว่าพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาในระดับหนึ่ง โดยเจ้าตัวอ่านเกมได้ดี มีหลายครั้งที่สามารถทำลายจังหวะเกมรุกของ วูล์ฟส์ โดยเฉพาะจังหวะที่โหม่งเคลียร์บอลในช่วงกลางครึ่งแรก แต่จุดด้อยของเขาคงหนีไม่พ้นการเล่นเกมรุก ที่ไม่ค่อยมีทีเด็ดเท่าไหร่

2. โชต้า ความหวังใหม่ลิเวอร์พูล
ในช่วงที่แนวรุกของทีมกำลังประสบกับวิกฤติการยิงประตู แน่นอนว่า คล็อปป์ พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหานี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก จนกระทั่ง ดีโอโก้ โชต้า หายเจ็บกลับมาลงสนามได้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม

แม้ว่านักเตะจะกลับมาช่วยทีมได้ก็ตาม แต่ยังคงต้องเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมา แต่กระนั้นการได้ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ลงสนามทำให้ "เดอะ เร้ดส์" มีการเล่นเกมรุกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะ โชต้า สามารถขยับเข้าไปเป็นหน้าเป้าก็ได้ หรือถ่างออกไปเล่นทางริมเส้นก็ดี



ในเกมกลับมาเยือนถิ่นเก่า โชต้า อาจจะเล่นไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากโดนแนวรับของ "หมาป่า" ตามประกบติดแบบหายใจรดต้นคอ แต่ก็มีหลายครั้งที่เขาใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการฉีกหนีการประกบเพื่อไปหาพื้นที่ว่างในการเล่น

สำหรับจังหวะจบสกอร์สำคัญในเกมนี้เกิดขึ้นในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก โดยเป็นการประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยมระหว่า โชต้า, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนจะไปจบที่ โชต้า ในจังหวะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย

แน่นอนว่านี่คือ "สามประสาน" ที่สาวก "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอมานานหลายเดือน และที่สำคัญฟอร์มของ โชต้า ในเวลานี้ คงทำให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต้องรีดผลงานชั้นยอดออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องเป็นแค่ยางอะไหล่

3. อลีสซง ยังต้องเรียกความมั่นใจอีกสักพัก
ช่วงที่ผ่านมา อลีสซง เบ็คเกอร์ ต้องเจอกับปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่น และเรื่องส่วนตัว ทำให้ผลงานของเขาตกลงไปเยอะมาก และแน่นอนว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของเพื่อนร่วมทีม เนื่องจากไม่มั่นใจว่า โกลชาวบราซิเลียน จะทำเสียจังหวะอีกหรือเปล่า

นับตั้งแต่ที่โชว์ของด้วยการเตะบอลพลาดสองครั้งและเสีย 2 ประตูในเกมพ่ายยับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามด้วยการสกัดบอลชนกับ คาบัค ในแมตช์พ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ แถมยังต้องมาเจอข่าวร้ายคุณพ่อเสียไปแบบปัจจุบันทันด่วน ผลงานของ อลีสซง ยังคงมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง



แม้ว่า อลีสซง จะแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการเล่น แต่ในแมตช์นี้เขายังคงขาดความนิ่งและการเล่นที่แน่นอน โดยในช่วงต้นเกมเจ้าตัวออกมารับบอลง่ายๆ หลุดมือ และชนกับ เนลซอน เซเมโด้ แต่กรรมการมองว่าไม่ฟาวล์ทำให้รอดจุดโทษไปแบบหวุดหวิด

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะมีจังหวะในการออกมาตัดบอลกลางอากาศซึ่งต้องบอกเลยว่า อลีสซง สามารถกระโดดคว้าบอลเข้าซองได้ง่ายๆ เพราะไม่มีใครมากดดันอะไรเลย แต่ไม่รู้อะไรดลใจถึงเลือกที่จะชกบอล แต่ชกไม่ดีบอลไปเข้าทางเกมรุก วูล์ฟส์ แต่เดชะบุญที่คู่แข่งขาดความเฉียบคมก็เลยรอดตัวไป

อย่างไรก็ตาม นายด่านเลือดบราซิเลียน ก็มีจังหวะป้องกันที่ยอดเยี่ยม 2 ครั้งเช่นกันในครึ่งแรก ส่วนในครึ่งหลัง อลีสซง เริ่มเล่นได้นิ่งขึ้น และยืนตำแหน่งดี สามารถป้องกันจังหวะยิงไกลของคู่แข่งได้หมด

4. ติอาโก้ ยังฝากความหวังไม่ได้
สาวก "เดอะ ค็อป" คาดหวังในตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างมากหลังจากที่นักเตะย้ายมาจาก บาเยิร์น มิวนิค พร้อมเกียรติประวัติ และเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่กลับบ้านเป็นว่าฟอร์มของเขายังไม่เก่งฉกาจเหมือนที่เล่นกับ "เสือใต้"

ในช่วงแรกๆ นักเตะอาจจะมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ แถมแผงมิดฟิลด์อย่าง ฟาบินโญ่ กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ต้องถอยลงไปทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กจำเป็น ทำให้ ติอาโก้ ต้องเล่นกองกลางโดยที่ไม่ได้เล่นเกมรุกอย่างเต็มที่



หลังจากที่ คล็อปป์ จับ ฟาบินโญ่ กลับมายืนประจำตำแหน่งถนัด ทำให้ ติอาโก้ มีอิสระในเกมรุกมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ในเกมเยือน วูล์ฟส์ ผลงานของเขาค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะทำเกมช่วยทีมก็ไม่ได้, จับบอลก็ห่างตัว แถมยังเข้าพรวดจนทำให้ทีมต้องเสียฟาวล์โดยไม่จำเป็น

ในช่วงต้นครึ่งหลัง ติอาโก้ มีการพัฒนาฟอร์มการเล่นพอสมควร แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็เหมือนเดิมก็คือเล่นช้า ผ่านบอลไม่แม่นยำ และก็ยังคงเสียบสกัดไม่เนียน ด้วยเหตุนี้ทำให้ คล็อปป์ ต้องตัดสินใจเปลี่ยนตัวออกในช่วง 20 นาทีสุดท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้นักเตะโดนใบเหลืองที่สองจนเป็นใบแดง !!

5. โอกาสคว้าท็อปโฟร์เริ่มเปิดกว้าง
ก่อนหน้าเกมนี้หลายคนเริ่มตัดชื่อของ ลิเวอร์พูล ในการลุ้นโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เนื่องจากผลงานของพวกเขาย่ำแย่เหลือเกิน และถ้าหากแพ้เกมเยือนวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส คงต้องปิดกล่องในการลุ้นท็อปโฟร์

อย่างไรก็ตามการบุกมาเก็บสามแต้มในแมตช์นี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้ตอนนี้ "หงส์แดง" ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 6 โดยมี 46 คะแนนเท่ากับ เอฟเวอร์ตัน และห่างจาก "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี อันดับ 4 เพียงแค่ 5 แต้มเท่านั้น



สัปดาห์นี้ ลิเวอร์พูล ไม่มีโปรแกรมลงแข่งเนื่องจากทีมร่วงตกรอบ เอฟเอ คัพ ไปแล้ว ทำให้พวกเขาได้พักร่างกายอย่างเต็มที่ โดยโปรแกรมต่อไปคือการไปเยือน อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ซึ่งแน่นอนว่า "ปืนใหญ่" กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มขึ้น และความมั่นใจเต็มเปี่ยม

กระนั้นสิ่งที่น่าจะทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" แอบดีใจเล็กๆ ก็คือการไปเยือน "เดอะ กันเนอร์ส" เพราะตอนนี้ผลงานในการเล่นนอกบ้านของพวกเขาดีกว่า การเล่นในแอนฟิลด์ด้วยซ้ำ




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น