วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อ้าวเฮ้ยไม่เหมือนที่ฝันเอาไว้!แฟนเฟเนร์ฯเซ็ง "โอซิล" ย้ายมาทำทีมฟอร์มตก


 แฟนบอลเฟเนร์บาห์เช่ ดูเหมือนจะฝันค้างซะแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่ เมซุต โอซิล ย้ายมาร่วมทีม ต้นสังกัดก็ทำผลงานไม่ค่อยน่าอภิรมย์ จากที่แต่ก่อนรั้งจ่าฝูงลีกแต่ตอนนี้หล่นไปอยู่อันดับ 3 ที่สำคัญฟุตบอลถ้วยที่เป็นความหวังก็ต้องตกรอบอย่างเจ็บปวด

       
เมซุต โอซิล เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมันทำให้แฟนบอลเฟเนร์บาห์เช่ สโมสดังแห่งศึกเตอร์กีช ซูเปอร์ลีก ประเทศตุรกี ต้องฝันค้าง เพราะนับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่กับสโมสร ฟอร์มของนักเตะก็ไม่ได้โดดเด่นแถมผลงานของทีมก็ย่ำแย่

ดาวเตะวัย 32 ปียกเลิกสัญญากับ อาร์เซน่อล เมื่อช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้เขาได้ย้ายมาเล่นกับ เฟเนร์บาห์เช่ แบบไม่มีค่าตัว โดยการเดินทางมาเล่นกับสโมสรดังในแดนไก่งวง สำหรับแฟนบอล และโอซิล เปรียบเสมือนฝันเป็นจริง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังจากโอซิลไม่ไดเป็นอย่างที่ฝันเอาไว้ เพราะนับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาร่วมทีม นักเตะไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่เลิศเลออะไรเลย ที่สำคัญผลงานของสโมสรที่เคยดูดีก่อนหน้าที่เขาจะมาอยู่กับทีม ถึงขึ้นรั้งจ่าฝูงศึกเตอร์กีช ซูเปอร์ ลีก และมีลุ้นคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกนับตั้งแต่ปี 2014 ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

หลังจากที่เปิดตัวอย่างสวยหรูด้วยการช่วยทีมเฉือน ฮาเตย์สปอร์ 2-1 ฟอร์มของทีมก็สาละวันเตี้ยลงโดยพวกเขาแพ้ 3 จาก 5 เกมในทุกรายการ ส่งผลให้อันดับหล่นมาอยู่ที่ 3 ตามหลัง กาลาตาซาราย จ่าฝูง 3 คะแนน แถมยังตกรอบฟุตบอลถ้วยในประเทศ เมื่อแพ้ให้กับ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้นก็คือ อดีตจอมทัพ "อินทรีเหล็ก" ทีมชาติเยอรมนี ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งช่วยทีมชนะแค่ ฮาเตย์สปอร์ กับ ฟาติห์ คารากุมรุค เท่านั้น ยังไม่สามารถยิงประตูหรือแอสซิสต์ให้กับ เฟเนร์บาห์เช่ ได้เลย




กินถั่ว "มัน" กว่าเยอะ ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู เสมอ เรอัล โซเซียดาด ไร้สกอร์

 



แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ตั๋วเข้าไปลุยรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ หลังจากที่เกมเลกสอง เปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เรอัล โซเซียดาด 0-0 ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมผลสองนัด "ผีแดง" ชนะไปสบายๆ 4-0


การที่ลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บุกไปยำใหญ่ โซเซียดาด ในเกมแรก 4 ประตู ทำให้พวกเขาลงสนามแบบไร้ความกดดันในแมตช์นี้ แม้ช่วงครึ่งแรกทีมจะเกือบเสียประตูจากจุดโทษ แต่ มิเกล โอยาร์ซาบัล ดันยิงออกนอกกรอบหน้าตาเฉย

ตลอดทั้งเกมอาจจะดูค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ก็เข้าใจได้เพราะ แมนฯ ยูฯ ผลงานในเกมแรกทำให้พวกเขาลอยลำไปแล้ว และการเก็บแรงเพื่อเอาไว้ฟัดกับ เชลซี ในเกมลีกสุดสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า

1. ไบยี่ แข็งแกร่งรวดเร็ว



หนึ่งในนักเตะที่ต้องชื่นชมผลงานมากๆ ในแมตช์นี้ก็คือ เอริก ไบยี่ เพราะปราการหลังรายนี้เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในการคุมเกมรับให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนี่คือจุดที่ทำให้ "ผีแดง" ฟอร์มแข็งแกร่งเมื่อมีเขาอยู่ในสนาม

สำหรับเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลือกพัก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และให้โอกาส ไบยี่ ได้จับคู่กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ซึ่งทั้งสองคนก็ทำหน้าที่ได้อย่างเหนียวแน่น จัดการเกมรุกของ เรอัล โซเซียดาด จนไม่สามารถสร้างความหวาดเสียวได้เลย



เซนเตอร์แบ็กทีมชาติสวีเดน ยังมีชอตเด็ดในการเข้ามาตัดบอลจังหวะสำคัญช่วงครึ่งแรกซึ่งช่วยให้ทีมรอดพ้น ส่วนในรายของ ไบยี่ ต้องบอกว่าโดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ โดยเฉพาะเรื่องความเร็วซึ่ง ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ วิ่งบี้กับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค แนวรุกของทีมเยือนได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะที่เขาแสดงให้เห็นถึงพละกำลังในการวิ่งที่รวดเร็ว และยังมีจังหวะหยอดบอลทิ้งให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หลุดกับดักล้ำหน้าแต่น่าเสียดายที่จอมทัพชาวโปรตุกีสยิงไม่ค่อยดี ทำให้บอลกระเด้งเข้ามือนายทวารโซเซียดาด

อย่างไรก็ตามฟอร์มการเล่นของ ไบยี่ คงทำให้ โซลชา แฮปปี้สุดๆ โดยเฉพาะเรื่องความเร็วซึ่งสร้างความแตกต่างในเกมรับสำหรับแมตช์นี้ ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะเล่นร่วมกับ แม็กไกวร์ หรือ ลินเดอเลิฟ ก็ไม่มีปัญหาแน่นอน

2.โอกาสย่อมเป็นของทุกคนแม้จะเป็นแค่ดาวรุ่งก็ตาม



เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โซลชา พร้อมที่จะให้โอกาสนักเตะทุกคนหากมีศักยภาพและความสามารถที่จะเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ว่านักเตะนั้นจะอายุเท่าไหร่ อย่างในเกมนี้ อาหมัด ดิยัลโล่ และ โชล่า ชอริทิเร่ มีโอกาสได้ลงไปสั่งสมประสบการณ์ในเกมระดับสูงอีกครั้ง

ดิยัลโล่ ได้ลงสนามในนาทีที่ 59 ขณะที่ ชอริทิเร่ ได้ลงเล่นในนาทีที่ 76 ซึ่งรายหลังได้สร้างประวัติศาสตร์ซะด้วยเมื่อกลายเป็นนักเตะอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์สโมสร (17 ปี กับ 23 วัน) ที่ลงเล่นเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป

สำหรับ ดิยัลโล่ ได้ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวาโดยมี เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ยืนเป็นแบ็กขวา ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการช่วยให้ ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ เล่นได้ดียิ่งขึ้น เพราะทั้งสองคนเคยร่วมงานกันตอนที่ ดิยัลโล่ ลงเล่นเปิดตัวเกมรุ่นยู-23 ของสโมสร



ผลงานของ ดิยัลโล่ และ ชอริทิเร่ ถือว่าสอบผ่านในสายตาของ โซลชา และสาวก "เร้ด อาร์มี่" เพราะด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 19 ปีของทั้งสองคน แต่สามารถเล่นด้วยความมั่นใจในการต่อกรกับทีมอย่าง โซเซียดาด ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆ

ยิ่งไปกว่านั้น "น้าลูกอม" เริ่มเดินตามรอยของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ปรมาจารย์ลูกหนัง แทบทุกกระเบียดนิ้ว โดยเฉพาะการเล่นให้โอกาสดาวรุ่งของทีม ซึ่งแมตช์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีค่าเฉลี่ยนักเตะที่ลงสนามอยู่ที่ 23 ปีเท่านั้น ถือว่าเป็นทีมดาวรุ่งพุ่งแรงจริงๆ

3. ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงใช้งาน แรชฟอร์ด กับ แฟร์นันด์ส



ตอนที่มีการเปิดเผยรายชื่อ 11 ตัวจริง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แน่นอนว่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" งงเป็นไก่ตาแตกว่าทำไม โซลชา ถึงจับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ลงสนามทั้งๆ ที่เกมนี้เป็นโอกาสทองที่จะได้พักร่างกายของนักเตะ

จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นหัวใจของ "ผีแดง" ไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องจับ บรูโน่ ลงสนามเป็นตัวจริง เพราะเกมนี้แทบจะไม่มีผลอะไรแล้ว เนื่องจากทีมเก็บชัยชนะท่วมท้นตั้งแต่เลกแรก

แน่นอนหากถาม บรูโน่ ตรงๆ เจ้าตัวก็ไม่อยากพัก เพราะนักเตะรายนี้มีความต้องการลงสนามทุกเกมทุกนาที แต่มันไม่จำเป็นต้องส่งนักเตะลงไปเสี่ยงให้เกิดอาการบาดเจ็บ เนื่องจากจะส่งผลเสียกับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในอนาคต



เช่นเดียวกันในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ต้องแรกมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรอง และ "น้าลูกอม" ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องส่งเขาลงสนาม แต่เจ้าตัวก็ยังเลือกจับ หัวหอกทีมชาติอังกฤษ ลงเล่น บรูโน่ ในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งถือว่าเป็นการเสี่ยงให้นักเตะบาดเจ็บโดยไม่จำเป็นจริงๆ

แม้อาจจะพอเข้าใจได้ว่า โซลชา คงต้องการให้ทีมมีนักเตะสไตล์ผู้นำอยู่ในสนามหลังจากที่ถอด บรูโน่ ออกไป และชื่อชั้นของ แรชฟอร์ด สามารถแบกรับสิ่งเหล่านี้ได้สบายๆ แน่นอนว่า แรชฟอร์ด ลงมาช่วยสร้างความแตกต่าง โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม และเกือบยิงประตูได้จากจังหวะฟรีคิก

ผลงานดีมีคุณภาพของ แรชฟอร์ด กับ บรูโน่ ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่จำเป็นต้องใช้งานเขาในเกมที่สกอร์ขาดลอยไปตั้งแต่ยกแรกแล้ว อย่าลืมว่าเกมลีกนัดต่อไป "เร้ด เดวิลส์" ต้องไปเยือน เชลซี ที่ฟอร์มกำลังโหด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นนับตั้งแต่ โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามากุมบังเหียนซะด้วย

4. เฮนเดอร์สันทำหน้าที่ด้วยความมั่นใจ




ดีน เฮนเดอร์สัน ยังคงทำผลงานได้ดีไม่มีข้อผิดพลาดในแมตช์นี้ และนั่นคงเป็นสัญญาณเตือนไปยัง ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ว่าตำแหน่งมือ 1 ทัพ "ปีศาจแดง" อาจจะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป หากยังฟอร์มเหวอบ่อยๆ

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือออกมาเป็นระลอกว่า นายทวารทีมชาติอังกฤษ มีโอกาสที่จะได้ยึดมือ 1 จาก เด เคอา ในขณะเดียวกันก็มีรายงานที่อ้างว่าเขาต้องการย้ายทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ยกเว้นจะได้รับการการันตีโอกาสในการลงเฝ้าเสาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแมตช์นี้ เฮนเดอร์สัน ทำหน้าที่มือ 1 ได้ดีเยี่ยมแม้เจ้าตัวจะไม่ต้องออกแรงอะไรมากในก็ตาม แต่ นายทวารชาวเมืองผู้ดี สามารถรับมือกับทุกๆ อย่างด้วยความมั่นใจ ที่สำคัญยังคอยทำหน้าที่ตะโกนสั่ง และกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมอยู่ตลอดเวลา



หลังจบเกมนี้ "หนุ่มดีน" สามารถเก็บคลีนชีตได้อีกแมตช์ และนั่นคงทำให้ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ ต้องพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยังไม่ได้รับโอกาสทำหน้าที่เฝ้าเสาแทน เด เคอา ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซะที

ถ้าหากสถานการณ์ของ เฮนเดอร์สัน ยังคงคลุมเครือแบบนี้ต่อไป บอกเลยว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุ่มเสี่ยงที่จะเสียงโกลฝีมือดีออกไปในช่วงซัมเมอร์นี้แหงๆ ฉะนั้นถ้าไม่อยากต้องเสียเงินมหาศาล เพื่อซื้อนักเตะกลับมาเหมือนกรณี ปอล ป็อกบา พวกเขาต้องทบทวนให้ดีๆ

5. เส้นทางสู่ความสำเร็จยังเปิดกว้าง




เรื่องความสำเร็จกับสโมสรใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความสำคัญมากๆ เพราะพวกเขาห่างหายจากการเห็นโทรฟี่แชมป์มานานหลายปี โดยครั้งสุดท้ายที่ทีมมีแชมป์ประดับตู้โชว์ก็ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กุมบังเหียน

นับตั้งแต่ที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ "ปีศาจแดง" ได้แค่แชมป์ ยูโรปา ลีก, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ (คาราบาว คัพ) ในยุคของ "เฮียมู" และ หลุยส์ ฟาน กัล เท่านั้น ส่วนแชมป์ลีกตอนนี้ร้างลากันมานานถึง 8 ปีกว่าๆ แล้ว



สำหรับซีซั่นนี้การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อาจจะยากลำบาก เพราะทีมตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 10 คะแนน แถมฟอร์มของ "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่มีแผ่วให้เห็น ฉะนั้นการลุ้นแชมป์จากฟุตบอลถ้วยน่าจะมีโอกาสมากกว่า

ตอนนี้ แมนฯ ยูฯ มีลุ้นทั้ง ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และ เอฟเอ คัพ และแน่นอนว่าการได้แชมป์รายการใดรายการหนึ่ง หรือทั้งสองรายการ พร้อมทั้งจบอันดับติดท็อปโฟร์ น่าจะสร้างความฮึกเหิม และต่อยอดให้พวกเขาประสบความสำเร็จในฤดูกาลหน้า ก็ได้




"โอบาเมย็อง" ฮีโร่เบิ้ล!อาร์เซน่อลเฉือนเบนฟิก้าสุดมันรวมฉลุย16ทีมยูโรปาลีก

 


ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง รับบทฮีโร่ซัดสองตุงช่วย "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เฉือนชัยเหนือ เบนฟิก้า ไปแบบสุดมัน 3-2 เมื่อรวมผล อาร์เซน่อล ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วยสกอร์ 4-3  ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก (รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัด 2) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก (รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัด 2)
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 
อาร์เซน่อล (อังกฤษ) 3   -  2 เบนฟิก้า (โปรตุเกส)
(อาร์เซน่อล เข้ารอบด้วยผลสกอร์รวม 4 - 3)

สนาม : สตาดิโอ จอร์จอส คาราอิสกากี้, เอเธนส์ (สนามกลาง)

เริ่มเกมมาได้เพียง 5 นาทีเท่านั้นมีใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นเป็นของฝั่งเบนฟิก้าโดย อเดล ทาราบท์ ไปจงใจย้ำใส่เท้า กาเบรียล มากัลเญส ที่เร็วกว่าและเตะโดนบอลก่อนทำให้ บียอร์น ไคเปอร์ส ท่านเปาเกมนี้ไม่มีทางเลือกควักใบเหลืองให้แข้งเบนฟิก้าทันที



3 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล สร้างจังหวะแรกในการทำประตูเมื่อ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง หลุดขึ้นไปสุดริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนสับหลอกกองหลังเบนฟิก้าแล้วตัดสินใจชิพบอลด้วยเท้าขวาหวังให้ลอยย้อยข้ามหัว เอลตอน เลยเต้ แต่ต่ำเกินไปทำให้ เลยเต้ กระโดดคว้าไว้ได้ไร้ปัญหา

นาทีที่ 11 มาร์ติน โอเดการ์ด ได้ส่องไกลเต็มข้อบอลพุ่งตรงกรอบแต่ก็ไปตรงตัว เลยเต้ ผู้รักษาประตูเบนฟิก้าเช่นเดียวกันทำให้รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

นาทีที่ 15 เบนฟิก้า สวนกลับขึ้นมาแล้วสร้างความหวาดเสียวได้บ้าง ฮารีส เซเฟโรวิช หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นไปบริเวณกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจหวดไวแต่โดนไม่ดีทำให้บอลเลยไปเสาไกลไม่ตรงกรอบประตู



อาร์เซน่อลได้ประตูขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 21 จากการจ่ายบอลสุดสวยของ บูคาโย่ ซาก้า ทะลุช่องตัดผ่านแผงหลังเบนฟิก้าเลยไปถึง โอบาเมย็อง ที่วิ่งฉีกไปรับบอลก่อนจะยิงไวด้วยการตักบอลสวนตัว เลยเต้ ไปทางเสาไกลบอลลงไปกองก้นตาข่ายทำเอาสั่นสะเทือน

นาทีที่ 23 ทัพปืนใหญ่หวิดได้โอกาสทองอีกครั้งเมื่อ กรานิต ชาคา กึ่งยิงกึ่งผ่านระยะเกือบ 30 หลาบอลไปแฉลบแข้งเบนฟิก้าก่อนเลยมาเข้าทาง โอบาเมย็อง ที่ยืนอยู่ในกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่คาดคิดทำให้จับบอลไม่อยู่พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 34 เบนฟิก้า เกือบตีเสมอเมื่อได้ลูกฟรีคิดทางฝั่งขวา ปิซซี่ เปิดโด่งลอยโค้งไปเข้าหัว ยาน แฟร์ต็องเก้น ที่เติมขึ้นมาได้โหม่งเต็มหัวแต่บอลพุ่งหลุดข้ามคานออกไปไม่ถึงหลา

นาทีที่ 42 อาร์เซน่อล ทำเสียวไส้ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดียวเข้าไปยิงผ่านตัว เอลตอน เลยเต้ นายด่านเบนฟิก้าแต่บอลหลุดออกข้างเสาไปนิดเดียวแต่จังหวะนี้ก็มีสัญญาณจากผู้ช่วยผู้ตัดสินให้เป็นลูกล้ำหน้าเสียก่อนทำเอา ซาก้า ถึงกับออกอาการสุดเสียดาย



นาทีถัดมา เบนฟิก้า ตามตีเสมอเป็น 1-1 เมื่อได้ลูกฟรีคิกกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 25 หลาเป็น ดิโอโก้ กอนซัลเวส รับหน้าที่สังหาร เจ้าตัววิ่งเข้ามาหวดเต็มข้อด้วยเท้าขวาบอลลอยพุ่งก่อนจะมุดเสียบใต้คานตรงสามเหลี่ยมมุมบนซ้าย โดยที่ แบร์นด์ เลโน่ พยายามพุ่งสุดตัวแต่เอื้อมไม่ถึง

จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล นำก่อนแต่ก็ถูกเบนฟิก้าไล่ตามเจ๊าไปได้ 1-1

มาลุ้นกันต่อในครึ่งเวลาหลังทั้งสองทีมยังคงใช้ผู้เล่นชุดเดิมเหมือนในครึ่งเวลาแรก

นาทีที่ 50 มาร์ติน โอเดการ์ด จ่ายบอลตัดแผงหลังเบนฟิก้าไปให้ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง หลุดเดียวเข้าไปซัดบอลเข้าประตูแต่จังหวะนี้ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากวีเออาร์ให้ตรวจสอบและก็เป็น โอบาเมย็อง ที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อนจะเล่นบอลทำให้ทัพปืนโตไม่ได้ประตูในจังหวะนี้

นาทีที่ 56 อาร์เซน่อล ที่ครองเกมได้มากว่าได้โจมตีจากทางด้านข้างฝั่งขวาถึงสองครั้งสองคราโดยการเปิดของ บูคาโย่ ซาก้า และ เอ็คตอร์ เบเยริน แต่ก็ถูกแข้งเบนฟิก้าช่วยกันโหม่งเคลียร์ออกมาได้ทั้งหมด



เบนฟิก้า กลับมาได้ประตูแซงนำ 2-1 นาทีที่ 62 จากจังหวะเปิดบอลไกลของ เอลตอน เลยเต้ ผู้รักษาประตูบอลไปตกเข้าหัว ดานี่ เซบายอส ที่ตั้งใจจะโหม่งคืนให้ แบร์นด์ เลโน่ นายด่านอาร์เซน่อลแต่ เซบายอส ไม่ทันสังเกตุว่ามีแข้งเบนฟิก้าวิ่งตามมาดักอยู่กลับกลายเป็นโขกตั้งให้ ราฟา ซิลวา เก็บบอลได้แล้วหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมือ เลโน่ เข้าไปอย่างง่ายดาย

และก่อนเขี่ยลูกเริ่มเล่นใหม่ มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่อาร์เซน่อลทนไม่ไหวตัดสินใจเปลี่ยนผู้เล่นพร้อมกันถึงสองคนโดยส่ง โธมัส ปาร์เตย์ ลงมาแทน เอมิล สมิธ โรว์ และ วิลเลี่ยน ลงมาแทน ดานี่ เซบายอส



และก็ได้ผลทันตาเห็นนาทีที่ 67 อาร์เซน่อลไล่ตามเจ๊ามาเป็น 2-2 จากจังหวะหลุดขึ้นไปทางฝั่งซ้ายของ วิลเลี่ยน ก่อนจะบรรจงแปส่งคืนย้อนมาให้ คีแรน เทียร์นี่ย์ ตั้งป้อมกดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งดุจจรวดเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงามทำเอา อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนโตออกอาการสะใจแบบสุดๆ เมื่อกล้องจับไปหลังจากลูกทีมทำประตู

นาทีที่ 72 ดาวิด ลุยซ์ เติมเกมสูงขึ้นมาหวดไกลให้อาร์เซน่อล แต่บอลไม่ตรงกรอบหลุดออกหลังไป

นาทีที่ 74 เบนฟิก้า ที่พยายามขุดประตูที่สามสร้างความหวาดเสียวกลับคืนมาบ้างโดย ดาร์วิน นูนเญซ ที่เบียดเอาชนะ กาเบรียล มากัลเญส ก่อนพลิกตัวหวดหน้ากรอบเขตโทษแต่บอลกลับหลุดออกด้านข้างไปอย่างน่าเสียดาย

3 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล เสริมกองหน้าลงมาอีกคนโดยส่ง อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงมาแทน เอ็คตอร์ เบเยริน



เกมทำท่าจะจบลงที่ผลเสมอ 2-2 และเป็นแบบนี้ อาร์เซน่อลจะตกรอบด้วยกฏอเวย์โกลทันทีแต่แล้ว นาทีที่ 88 ทัพปืนโตมาได้ประตูสำคัญจากจังหวะสับขาหลอกของ บูคาโย่ ซาก้า ในกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาก่อนเปิดบอลโด่งไปให้ โอบาเมย็อง ทางเสาไกลได้โขกจ่อๆ เน้นๆ เข้าไปไม่เหลือ แต่ผู้ตัดสินก็มีการหยุดเช็กวีเออาร์แต่ก็ยังคงยืนยันคำตัดสินเดิมให้อาร์เซน่อลได้ประตู

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม อาร์เซน่อล พลิกแซงคว้าชัยไปแบบสุดมันส์ 3-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไปด้วยผลประตูรวม 4-3



รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่ - เอ็คตอร์ เบเยริน (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.77), ดาวิด ลุยซ์, กาเบรียล มากัลเญส, คีแรน เทียร์นี่ย์ - กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส (วิลเลี่ยน น.63) - บูคาโย่ ซาก้า (คัลลั่ม แชมเบอร์ส น.90), มาร์ติน โอเดการ์ด (โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ น.90), เอมิล สมิธ โรว์ (โธมัส ปาร์เตย์ น.63) - ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง
เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

เบนฟิก้า (3-5-2) : เอลตอน เลยเต้ - นิโกลัส โอตาเมนดี้, ยาน แฟร์ต็องเก้น, ลูคัส เวริสซิโม - อเล็กซ์ กริมัลโด้ (นูโน่ ตาวาเรส น.85), ยูเลียน ไวเกิ้ล (ลูก้า เวิลด์สมิดท์ น.90), ปิซซี่ (เอฟเวอร์ตัน ซัวอาเรส น.58), ดิโอโก้ กอนซัลเวส, อเดล ทาราบท์ (กาเบรียล น.58) - ราฟา ซิลวา, ฮารีส เซเฟโรวิช (ดาร์วิน นูนเญซ น.57)

เทรนเนอร์ : จอร์จ เชซุส

ผู้ตัดสิน : บียอร์น ไคเปอร์ส (ฮอลแลนด์)




พระเจ้ายอมรับ!ซลาตันชูใครเป็นแข้งยิ่งใหญ่สุดตลอดกาล


 ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้า เอซี มิลาน ระบุ ในมุมมองของตนนั้น นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลคือ โรนัลโด้ โดยบอกว่าทุกคนต่างก็อยากเป็นเหมือน โรนัลโด้ ให้ได้ทั้งนั้นหากได้ดูลีลาของดาวเตะเลือดแซมบ้า


ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอกประสบการณ์สูงของ เอซี มิลาน ยอดสโมสรแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กล่าวว่า โรนัลโด้ ตำนานดาวยิงชาวบราซิเลียนถือเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสายตาของตน

วงการลูกหนังมักจะมีนักเตะที่โดดเด่นระดับซูเปอร์สตาร์โผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในกลุ่มนั้น ขณะที่หากย้อนกลับไปนานกว่านั้นหลายคนก็มักจะยกให้ โรนัลโด้ เข้าข่ายดังกล่าว

อิบราฮิโมวิช เผยว่า "ผมไม่จำเป็นต้องให้คำนิยามถึง โรนัลโด้ ที่เป็นเจ้าของฉายา -เดอะ ฟีโนมีน่อน- เลย ผมพูดอยู่เสมอว่าโลกนี้มันมีนักเตะ 2 แบบ ประเภทหนึ่งคือคนที่เล่นฟุตบอล ส่วนอีกคนหนึ่งคือคนที่ยิ่งใหญ่จนเหมือนเป็นวงการฟุตบอลเองเลย และสำหรับผม โรนัลโด้ คือแบบหลัง"

"เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้ดูเขาเล่นน่ะ ทุกคนต่างก็อยากจะเล่นแบบเดียวกับเขาให้ได้ และอยากเป็นเหมือนเขาให้ได้ วิธีที่เขาเคลื่อนที่, สับขาหลอก, ทำท่าเลื้อยแบบงู มันสุดยอดมากๆ เขาเคลื่อนที่ได้ดีมากๆ สำหรับผมแล้วเขาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แบบไร้ข้อกังขาเลย"



ให้เหนือกว่าเมสซี่-โรนัลโด้!ไบยี่ชูแข้งเก่งสุดในใจตน

 


เอริก ไบยี่ ปราการหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ตามความคิดของตนนั้นนักเตะที่เก่งที่สุดไม่ใช่ ลิโอเนล เมสซี่ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่เป็น เซร์คิโอ รามอส โดยบอกว่าประทับใจที่ รามอส เล่นได้สุดยอดและรักษามาตรฐานเอาไว้ได้มาจนถึงตอนนี้

  
เอริก ไบยี่ กองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า เซร์คิโอ รามอส กองหลัง เรอัล มาดริด ถือเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในมุมมองของตน โดยมองว่า รามอส เหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ด้วยซ้ำ

รามอส โชว์ฟอร์มได้สุดยอดตั้งแต่ขึ้นมาอยู่กับทีมชุดใหญ่ของ เซบีย่า ในปี 2004 แล้ว และที่ผ่านมาเขาก็ยังเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอยู่แม้ว่าจะอายุ 34 ปีแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเพราะดาวเตะวัย 34 ปี จะหมดสัญญากับ มาดริด หลังจบซีซั่นนี้แล้ว และยังไม่สามารถตกลงต่อสัญญากับทีมได้เลย โดยเรื่องดังกล่าวทำให้เขามีข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนัก ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือหนึ่งในทีมที่ตกเป็นข่าวกับดาวเตะชาวสแปนิชด้วย

ไบยี่ เผยว่า "รามอส คือนักเตะที่เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมอยู่เสมอ ผมนับถือเขามานานแล้ว เพราะเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในวงการฟุตบอล และยังรักษามาตรฐานเอาไว้ได้เป็นเวลานาน สำหรับผมแล้วเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลเลยล่ะ"

"แน่นอน แต่ละคนต่างก็มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่สำหรับผมแล้วเขาเป็นหนึ่งในคนที่เก่งที่สุด และเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ ถ้าคุณถามผมว่าใครเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดระหว่าง เมสซี่ หรือ โรนัลโด้ แล้วล่ะก็ ผมก็จะตอบว่า รามอส ทันที (หมายถึงจะตอบ รามอส โดยที่ไม่สนใจว่าคำถามจะถามถึงใคร)"




วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

หมดเวลาโด้,เมสซี่! 5 แคนดิเดตม้ามืดลุ้นเข้าชิงบัลลงดอร์2021




 น่าเสียดายที่รางวัลบัลลงดอร์ปี 2020 ถูกเลิกเนื่องจากการระบาดของ “โควิด-19” แต่สำหรับปีนี้การแข่งขันฟุตบอลกลับมาฟาดแข้งกันทุกลีกจึงเชื่อว่าบัลลงดอร์จะมีการมอบรางวัลอย่างแน่นอน สำหรับตัวเต็งบัลลงดอร์ปีที่แล้วอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังคงทำผลงานงานดีต่อเนื่องและหาก บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จอีกคงมีชื่อเป็นเต็งหนึ่งอีกปี แต่ขาประจำอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ นั้นโรยรงลงชัดเจนและใกล้จะหมดเวลาของพวกเขาเต็มทน ไม่แปลกใจที่ปีนี้ถูกคาดหมายว่าจะมีผู้เข้าชิงบัลลงดอร์หน้าใหม่ๆให้เราได้ลุ้นกัน มาลองดูแคนดิเดตที่อาจกลายเป็นม้ามืดในปีนี้กัน

1.อิลคาย กุนโดกัน



แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้พึ่งพากองหน้าของพวกเขามากนักในฤดูกาลนี้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ต้องใช้เวลารักษาอาการบาดเจ็บเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ กาเบรียล เชซุส ยิงแค่ 4 ประตูจาก 14 นัดที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังคงเป็นจ่าฝูงโดยทิ้งห่างผู้ตามถึง 10 แต้มในตาราง

ที่เป็นแบบนี้เพราะพวกเขาค้นพบอาวุธลับถล่มตาข่ายอย่าง อิลคาย กุนโดกัน กองกลางชาวเยอรมันเป็นนักเตะที่มีเทคนิคดีเยี่ยมและมีประโยชน์มากในพื้นที่สุดท้ายซึ่งแผนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ดึงศักยภาพของนักเตะรายนี้ออกมาได้ดีเหลือเกิน

ฤดูกาลนี้มิดฟิลด์วัย 30 ปียิงประตู 14 ลูกแล้วรวมทุกรายการ ถ้าทีมมีแชมป์ติดไม้ติดมือเจ้าตัวคงได้รับเครดิตมากมาย ยิ่งถ้าหากเป็นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยแล้วมีโอกาสมากทีเดียวที่จะทะลุไปรอบลึกๆของบัลลงดอร์

2.โยชัว คิมมิช




สตุ๊ตการ์ทได้ผลิตดาวรุ่งสุดเวิลด์คลาสรายนี้ขึ้นมา โดย โยชัว คิมมิช เข้ามาอยู่ในอะคาเดมี่ของสตุ๊ตการ์ทด้วยวัยเพียง 12 ปีแต่เขาไม่สามารถไต่เต้าขึ้นมาทีมชุดใหญ่ได้ เขาจึงเลือกย้ายไปอยู่กับทีม ไลป์ซิก

ผลงานของเขาไปเตะตากุนซือบาเยิร์น มิวนิคในตอนนั้นอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้ “เสือใต้” สอยตัวเขามาในปี 2015 ด้วยค่าตัว 7 ล้านยูโร ซึ่งตำแหน่งที่เขาเริ่มต้นกับ บาเยิร์น คือแบ็กขวาแต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของเขาคือความหลากหลายในการเล่นตำแหน่ง

เขาทำให้หลายคนนึกถึง ฟิลิปป์ ลาห์ม ทั้งวิสัยทัศน์การให้บอลและเทคนิคที่ดีจนสามารถเปลี่ยนมาเล่นกองกลางได้ แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในฟูลแบ็กแห่งอนาคตแต่มิดฟิลด์เป็นตำแหน่งที่เขาต้องการจะเล่น ซึ่งในตอนแรกเขายังแสดงศักยภาพได้ไม่ดีมากนัก

จนกระทั่งเมื่อ ฮันซี่ ฟลิค มารับหน้าที่คุมทีมชุดใหญ่ คิมมิช ก็กลายเป็นกองกลางระดับเวิลด์คลาสไปเลย ระบบของ ฟลิค ที่มีทั้งการบีบเพรสซิ่งสูงและจังหวะเกมรุกที่เร็วทำให้เค้นศัยภาพของ คิมมิช ออก เขากลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “เสือใต้” คว้าทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาล 2019-20

คิมมิช มีความขยันและมีความเป็นผู้นำจึงทำให้เขาเป้นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของทีม และสถิติของเขาในฐานะกองกลางนั้นสุดยอดมาก โดยทำ 13 แอสซิสต์ กับอีก 3 ประตูจากการลงเล่น 19 นัดในบุนเดสลีกาและยูฟ่า แชมเปี้ยนสื ลีกฤดูกาลนี้ ถ้ามิดฟิลด์วัย 25 ปีคนนี้ยังรักษาฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าเขาจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการท้าชิงบัลลงดอร์ปีนี้

3.โรเมลู ลูกากู



กองหน้าชาวเบลเยี่ยมมีฤดูกาลที่ไม่ค่อยดีนักกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเมื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทัพดูเหมือนว่ากุนซือจะตั้งธงไว้แล้วว่า ลูกากู ไม่เหมาะกับแผนการเล่นของเขา อินเตอร์ มิลาน จึงมารับเซ้งต่อด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านยูโรแต่เขาตอบแทน “งูใหญ่” อย่างคุ้มค่าทีเดียว

ลูกากู ยิงประตูถล่มทลายถึง 34 ลูกเมื่อฤดูกาลที่แล้วแต่น่าเสียดายที่ อินเตอร์ ฟอร์มแผ่วจนพลาดแชมป์ลีก ฤดูกาลนี้เจ้าตัวยังผลิตสกอร์อย่างต่อเนื่องโดยยิง 23 ประตูจากการลงเล่น 30 นัดรวมทุกรายการ พร้อมกับทำ 5 แอสซิสต์ในลีกด้วย

ส่วนในทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากู ยังคงโชว์ฟอร์มเทพมาเสมอโดยยิง 5 ประตูจากการลงเล่น 5 นัดหลังสุด ด้วยวัยกำลังพีค 27 ปีและทัศนคติที่เขาปรับปรุงขึ้นมามาก เขาถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในตอนนี้

ถ้าเขาพา อินเตอร์ เป็นแชมป์ลีกฤดูกาลนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว แต่การพา เบลเยี่ยม คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรจะเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมากๆสำหรับเขา ซึ่งมีสิทธิ์จะทำให้กองหน้ารายนี้เป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่น่าเกรงขามในบัลลงดอร์

4.บรูโน่ แฟร์นันด์ส



แฟนผีคงไม่ต้องพูดมากมายว่าเขาเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมมากขนาดไหน เขาเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องทั้งเรื่องการทำประตูและการสร้างสรรค์เกมรุก ไม่แปลกใจที่จะเข้ามาสร้างอิมแพ็คให้กับทีมมากมาย

ถ้า บรูโน่ ยังคงฟอร์มแบบนี้จนจบฤดูกาล มีโอกาสไม่น้อยที่จะคว้ารางวัลดาวซัลโวและรางวัลแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ตอนนี้เจ้าตัวยิงถึง 22 ประตูกับ 12 แอสซิสต์รวมทุกรายการ

ส่วนในพรีเมียร์ลีกเขาลงเล่น 25 นัดยิง 15 ประตูและทำ 10 แอสซิสต์ อย่างไรก็ตามแม้เขาจะช่วยพาทีมเป็นรองจ่าฝูงของลีก แต่ก็ตาม แมนฯ​ซิตี้ อยู่ถึง 10 แต้มทีเดียว ดังนั้นหาก บรูโน่ จะมีชื่อลุ้นบัลลงดอร์ได้คงต้องคว้าแชมป์ในรายการที่เหลือให้ได้ไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ คัพ หรือ ยูโรปา ลีก และที่สำคัญการนำ โปรตุเกส ป้องกันแชมป์ฟุตบอลยูโรในปีนี้ ถ้าเขาทำได้คงเป็นม้ามืดในการคว้าบัลลงดอร์แน่นอน

5.เออร์ลิง ฮาแลนด์



ชั่วโมงนี้ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ถือเป็นกองหน้าระดับท็อปของโลกไปแล้วแม้จะอยู่ในวัยเพียง 20 ปีก็ตาม เขาคิดถูกมากที่ย้ายมาอยู่กับทีมที่เค้นศักยภาพดาวรุ่งเก่งอย่าง ดอร์ทมุนด์ ทั้งในบุนเดสลีกาและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลายเป็นสนามถล่มตาข่ายของเขาไปแล้ว

จากการลงเล่น 25 นัดในทุกรายการให้กับ ดอร์ทมุนด์ ฤดูกาลนี้ ฮาแลนด์ จัดไป 28 ประตูและทำ 4 แอสซิสต์ เขาเป็นดาวซัลโวของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วยการทำ 8 ประตู

แม้ว่าบัลลงดอร์อาจจะยังดูห่างไกลสำหรับเขาเมื่อพิจารณาจากตอนนี้ที่ ดอร์ทมุนด์ ทำได้แค่เป็นผู้ไล่ล่าท็อปโฟร์เท่านั้น ขณะที่ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก “เสือเหลือง” ยังไม่ใช่ตัวเต็งคว้าแชมป์เท่าไหร่นัก แถมทีมนอร์เวย์ยังไม่ได้ไปฟุตบอลยูโรด้วย แต่ถ้าเขายังถล่มตาข่ายแบบนี้ต่อเนื่องน่าจะมีสิทธิ์เข้ารอบลึกๆของบัลลงดอร์ได้เหมือนกัน




เรอัลมาดริดบุกซะเยอะ! แต่จบเชือดอตาลันต้า10คนนัดแรก16ทีมชปล.


 "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ได้เปรียบผู้เล่นตั้งแต่นาทีที่ 17 เป็นต้นมา แถมบุกเยอะสร้างโอกาสแยะ ก่อนเชือดชนะ อตาลันต้า 10 คน ไปได้ 1-0 ต้องดวลกันเกมสองวันที่ 16 มีนาคม เพื่อหาทีมเข้ารอบต่อไป ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก คืนวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา


สนาม : เกวิสส์ สเตเดี้ยม

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก คืนวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เจ้าของแชมป์รายการนี้ 13 สมัย ซีเนอดีน ซีดาน เจอปัญหาผู้เล่นตัวหลักหายไปเยอะ แนวรุกใช้ "อิสโก้-อเซนซิโอ" เคลื่อนเกมรุกบุกถิ่น อตาลันต้า ทีมแกร่งอิตาลี ที่ผลงานที่ผ่านมาแจ่มแจ๋ว จาน ปิเอโร่ กาสเปโรนี่ ขนดาวเตะชุดใหญ่ นำโดยคู่หน้า "ซาปาต้า-มูเรียล" ซัดสู้แมตช์นี้

อตาลันต้าเสียเปรียบนาทีที่ 17 อิสโก้ ลงต่ำกลางสนามไหลบอลสั้นให้ วินิซิอุส จูเนียร์ ส่งบอลเร็วขึ้นหน้าไปที่ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ สปีดแตะบอลกำลังจะหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษ แต่ถูก เรโม ฟรอยเลอร์ ขวางล้มลง กรรมการมองว่าดาวเตะเจ้าบ้านเป็นคนสุดท้ายชูใบแดงไล่ออกจากสนาม

ราชันได้ลุ้นนาทีที่ 25 นาโช่ เฟร์นานเดซ กระชากบอลมาคนเดียว ก่อนลุยแหวกผู้เล่นเจ้าถิ่นเข้าเขตโทษด้านซ้าย แล้วซัดบอลกะยัดเสาแรก ทว่าเจ้าตัวผิดเหลี่ยมบอลออกข้างสนามอีกฝั่งแทน

ทีมเยือนรุกหนักนาทีที่ 38 อิสโก้ จ่ายบอลดีดไซด์ก้อยขวางมาที่ ลูก้า โมดริช ด้านซ้ายหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนมิดฟิลด์เชิงสูงกระชากบอลเข้าเขตโทษ ตบมาที่ อิสโก้ ยืนหันหลังครองบอลแล้วหมุนตัวยิงบอลออกข้างเสาซ้ายไปเพียงนิดเดียว

เจ้าบ้านตอบโต้นาทีที่ 41 มาริโอ ปาซาลิช ส่งบอลมาให้ หลุยส์ มูเรียล จับบอลแล้วม้วนตัวซัดนอกกรอบเขตโทษ บอลเลี้ยวออกข้างประตูอย่างน่าเสียดาย

มาดริดเกือบนำนาทีที่ 45+1 โทนี่ โครส วางลูกฟรีคิกริมนามทางซ้ายระยะ 25 หลา บอลมากลางเขตโทษ กาเซมิโร่ โฉบโหม่งสะบัดบอลไปติดมือ ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ นายทวารเจ้าบ้านอยู่ถูกที่ปัดออกมาหวุดหวิด หมดครึ่งแรกเสมอกัน 0-0

ทีมเยือนหวิดทำได้นาทีที่ 48 อิสโก้ ผ่านบอลเรียดเข้ากลางให้ ลูก้า โมดริช จิ้มป้ายมาทางขวาไปที่ มาร์โก อเซนซิโอ โยกหลอกผู้เล่นอตาลันต้า จ่ายย้อนมาที่มิดฟิลด์โครแอต จับบอลแล้วซัดเร็วไปติดแนวรับเจ้าถิ่นที่ยืนขวาง บอลปลิ้นกลิ้งออกข้างเสาด้านซ้ายเพียงนิดเดียว

ราชันชุดขาวชวดนำอีกนาทีที่ 53 โทนี่ โครส หยอดบอลริมสนามทางซ้าย บอลมาตกใส่หน้าแข้ง วินิซิอุส จูเนียร์ ก่อนเจ้าตัวได้ยิงแบบโล่งโจ้งหน้าประตู แต่ว่าบอลกลับเหินข้ามคานออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

ต่อมานาทีที่ 72 มาร์โก อเซนซิโอ ลองปั่นฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ บอลข้ามกำแพงแข้งเจ้าบ้าน แต่ยังเป็น ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ นายทวารอตาลันต้าขยับตัวมาถูกที่ตะปบบอลยู่มือ

แต่แล้วนาทีที่ 86 โทนี่ โครส เล่นลูกเตะมุมสั้นด้านซ้ายมาที่ ลูก้า โมดริช แทงมาหน้ากรอบเขตโทษให้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ บรรจงปั่นบอลโค้งหนีมือนายทวารคู่แข่งซุกตาข่ายอย่างแม่นยำ จบเกม เรอัล มาดริด บุกเชือด อตาลันต้า 1-0 ต้องดวลกันเกมสองวันที่ 16 มีนาคม เพื่อหาทีมเข้ารอบต่อไป

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

อตาลันต้า (3-4-1-2): ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่,ราฟาเอล โตลอย,คริสเตียน โรเมโร่,เบรัต จิมซิติ,โยอาคิม เมห์เล่ (โฆเซ่ ปาลามิโน่ น.86),มาร์เท่น เดอ รอน,เรโม ฟรอยเลอร์,โรบิน โกเซนส์,มัตเตโอ เปสซิน่า,ดูวาน ซาปาต้า (มาริโอ ปาซาลิช น.30),หลุยส์ มูเรียล (โจซิป อิลีซิซ น.56-รุสลัน มาลินอฟสกี้ น.86)

เรอัล มาดริด (4-3-3): ติโบต์ กูร์กตัวส์,ลูกัส บาซเกซ,ราฟาแอล วาราน,นาโช่ เฟร์นานเดซ,แฟร์กล็องด์ เมนดี้,โทนี่ โครส,กาเซมิโร่,ลูก้า โมดริช,มาร์โก อเซนซิโอ (เซร์คิโอ อาร์ริบาส น.76),อิสโก้ (ฮูโก้ ดูโร่ น.76),วินิซิอุส จูเนียร์ (มาเรียโน่ ดิอาซ น.58)




หากคาวานี่ไม่อยู่ต่อ! 5หัวหอกดังที่แมนยูอาจซิวร่วมก๊วนซัมเมอร์นี้


 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจต้องลงทุนซื้อกองหน้าเข้ามาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะ ณ เวลานี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เอดินสัน คาวานี่ หัวหอกจอมเก๋าชาวอุรุกวัย จะอยู่กับทีมต่อหรือไม่ และนี่คือ 5 ดาวยิงที่น่าสนใจสำหรับทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถ้าหาก คาวานี่ เลือกโบกมืออำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจบฤดูกาล (อ้างอิงจาก The Sun)


- เออร์ลิง ฮาแลนด์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)



เป็นดาวยิงสุดฮอตที่หลายสโมสรยักษ์ใหญ่หมายปอง โดย ฮาแลนด์ มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 65 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,795 ล้านบาท) แต่เรตนี้มีผลบังคับใช้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2022 ดังนั้นหากสโมสรใดต้องการตัว ยอดดดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์วัย 20 ปี เร็วกว่านั้น จำเป็นต้องทุ่มเงินไม่น้อยกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,300 ล้านบาท) แน่นอน ซึ่งสโมสรระดับ "ปีศาจแดง" มีกำลังเงินมากพอที่จะสู้กับ เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เรอัล มาดริด อยู่แล้ว ถ้าหากจำเป็นต้องทุ่มจริง พวกเขาก็สามารถทุ่มได้ และก็เชื่อว่า ฮาแลนด์ มีชื่ออยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ที่ โซลชา เล็งเอาไว้

- อันเดร ซิลวา (ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต)



หากต้องการทางเลือกในราคาที่เบากว่า ฮาแลนด์ ล่ะก็ ซิลวา ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยมีกระแสข่าวว่า แฟร้งค์เฟิร์ต พร้อมขาย หากได้ข้อเสนอระดับ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,290 ล้านบาท) เพราะพวกเขาต้องการเอาเงินไปซื้อ ลูก้า โยวิช กองหน้าเลือดเซิร์บ กลับมาจาก เรอัล มาดริด (ตอนนี้ โยวิช เล่นให้ แฟร้งค์เฟิร์ต แบบยืมตัว) โดยฤดูกาลนี้ หัวหอกทีมชาติโปรตุเกสวัย 25 ปี ทำผลงานได้โดดเด่นมาก กระทุ้งไปแล้ว 19 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 22 นัด หากนับเฉพาะในศึก บุนเดสลีกา กดไปแล้ว 18 ตุง เป็นรองเพียงแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดดาวยิง บาเยิร์น มิวนิค (26 ประตู) คนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นหาก "ปีศาจแดง" ได้ ซิลวา มาประสานงานกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คงเป็นอะไรที่น่าดูชมไม่น้อย

- เปาโล ดีบาล่า (ยูเวนตุส)



แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวกับ ดีบาล่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว และพวกเขาก็อาจจะเอาจริงอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะปัจจุบัน ดีบาล่า เหลือสัญญากับ ยูเวนตุส อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น แถมฤดูกาลนี้มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน และไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นเท่าที่ควรในยุคของกุนซือ อันเดรีย ปีร์โล่ แต่ถึงกระนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ ลิเวอร์พูล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างมีข่าวเกี่ยวโยงกับ สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 27 ปี เช่นกัน แม้ ดีบาล่า ไม่ใช่หัวหอกตัวเป้า และไม่ใช่ดาวยิงจอมถล่มประตู แต่ด้วยความสามารถและเทคนิคอันยอดเยี่ยมของเจ้าตัว คงจะช่วยยกระดับเกมรุกของ "ปีศาจแดง" ได้แน่

- เอดิน เชโก้ (อาแอส โรม่า)



เชโก้ เคยถูก โรม่า เสนอขายให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ช่วงตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีปัญหากับตัวกุนซือ เปาโล ฟอนเซก้า แม้ดีลดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในตอนนั้น แต่ "ปีศาจแดง" ก็อาจจะหวนกลับมาเล็ง อดีตหัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะถึงแม้ เชโก้ อายุปาเข้าไป 34 ปีแล้ว แต่เจ้าตัวยังคงมีทีเด็ด แถมคุ้นเคยเกม พรีเมียร์ลีก เป็นอย่างดี โดยฤดูกาลนี้เจ้าตัวกระทุ้งไปแล้ว 9 ประตู จากการลงเล่นให้ "หมาป่าแห่งกรุงโรม" รวมทุกรายการ 24 นัด

- คริสตอส โซลิส (พีเอโอเค)



แม้เป็นนักเตะที่ค่อนข้างโนเนม แต่เมื่อช่วงต้นเดือนนี้มีกระแสข่าวว่า โซลิส คือนักเตะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล็งๆ เอาไว้เหมือนกัน หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ พีเอโอเค ในฤดูกาลนี้ ทั้งที่อายุแค่ 19 ปี โดยล่าสุดเจ้าตัวกดไปแล้ว 16 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 34 นัด นอกจากนี้ โซลิส ซึ่งมีสถิติลงเล่นให้ทีมชาติกรีซ 4 นัด ทำได้ 1 ประตู ถือเป็นนักเตะตัวรุกอเนกประสงค์ด้วย เพราะเล่นได้ทั้งหัวหอกตัวเป้าและตัวริมเส้นตามแบบฉบับนักเตะสมัยใหม่




"มูรินโญ่" ชมอัลลีฟอร์มแจ่มเกมสเปอร์สยำโวล์ฟสแบร์เกอร์

 


โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ระบุ เดเล่ อัลลี มิดฟิลด์เลือดผู้ดี เล่นได้น่าประทับใจในเกมเปิดบ้านถลุง โวล์ฟสแบร์เกอร์ 4-0 พร้อมย้่ำยังเป็นนักเตะคนสำคัญของทัพ "ไก่เดือยทอง"

       
โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กล่าวชื่นชม เดเล่ อัลลี กองกลางดาวดังชาวอังกฤษว่า เล่นได้ดีมากๆ ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" เปิดบ้านถล่ม โวล์ฟสแบร์เกอร์ สโมสรดังจากออสเตรีย 4-0 เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

อัลลี จักรยานอากาศทำประตูสุดสวยให้ สเปอร์ส ขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 10 หลังจากนั้นเจ้าถิ่นก็มาได้อีกสามประตูจาก คาร์ลอส วินิซิอุส นาทีที่ 50, แกเร็ธ เบล นาทีที่ 73 และ วินิซิอุส อีกลูกในนาทีที่ 83 ทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวมสองนัด 8-1

"เรื่องประตูที่เขาทำได้ ผมไม่อยากจะพูดถึง เพราะทุกคนทั่วโลกคงได้เห็นกันแล้ว" ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 58 ปี เปิดใจหลังเกม "สำหรับผมแล้ว นอกเหนือจากประตูที่เขาทำได้ วันนี้เขาเล่นได้ดีมาก คุณเห็นว่า เขาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่ แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ที่เราต้องลงเล่นทุกๆ สามวัน เขามีความสำคัญมาก เช่นเดียวกับ (แฮร์รี่) วิงส์ และ (มุสซ่า) ซิสโซโก้ เราต้องการพวกเขาทั้งหมด"

สำหรับฤดูกาลนี้ อัลลี ซึ่งมีข่าวเกี่ยวโยงกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อย่างหนักในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งลงเล่นให้ สเปอร์ส รวมทุกรายการ 17 นัด ทำได้ 3 ประตู




แบร์นาร์โดหัวดี-ทั้งโขกและจ่าย! แมนซิตี้สอยกลัดบัคไม่ยาก นัดแรก16ทีมชปล.

 


"เรือใบสีฟ้า" เดินหน้าทำสถิติชนะรวดเป็นเกมที่ 19 ติดทุกรายการหลังไล่บดเอาชนะ มึนเช่นกลัดบัค ทีมจากบุนเดสลีกาไปแบบไม่ยาก 2-0 แบร์นาร์โด้ ซิลวา โขกให้ทีมขึ้นนำก่อนจ่ายให้ ะกาเบรียล เชซุส ซัดปิดกล่อง ตุนสกอร์ได้เปรียบก่อนที่ นัดสอง จะกลับไปเล่นที่บ้านตัวเอง ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา


สนาม : ปุสกัส อารีน่า, บูดาเปสต์ (สนามกลาง)

ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อคืนวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มึนเช่นกลัดบัค จากเยอรมันพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูงพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ โดยเกมนี้เล่นกันที่สนามกลาง เมือง บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี

มาร์โก โรเซ่ เทรนเนอร์ของ "สิงห์หนุ่ม" เกมนี้ส่ง ลาร์ส สตินเดิ้ล ยืนจับคู่กับ อลาสซาน พเลอา ส่วน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ "เรือใบสีฟ้า" เกมนี้พัก เควิน เดอ บรอยน์ ไว้เป็นสำรองข้างสนาม ส่งสามแนวรุกอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส และ แบร์นาร์โด ซิลวา

เปิดฉากครึ่งแรก นาทีที่ 6 ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปซัดติดบล็อคแนวรับกลัดบัค และจากลูกเตะมุมต่อเนื่อง แบร์นาร์โด ซิลวา ไหลเข้ากลางให้ ฟิล โฟเด้น ซัดนอกกรอบแต่ไปเข้ามือ ยันน์ ซอมเมอร์

เกมผ่านไปครึ่งทางของครึ่งแรก แม้ทัพ "เรือใบสีฟ้า" จะครองเกมบุกเข้าใส่ กลัดบัค มากกว่าแต่ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในพื้นทีอันตรายได้เลย

นาที 27 ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความเร็วควบบอลเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจังหวะสุดท้ายจะโดน รามี่ เบนเซไบนี่ พุ่งมากวาดบอลสกัดจนปีดทีมชาติอังกฤษล้มกลิ้งลงไป ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร แม้แข้งเรือใบจะฟ้องเอาจุดโทษ

กระนั้น นาที 29 แมนฯซิตี้ มาชิงขึ้นนำ 1-0 จนได้จากจังหวะที่ ชูเอา กานเซโล่ เปิดบอลยาวมาเสาไกลให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สอดมาโขกบอลกดพื้นผ่านมือ ยันน์ ซอมเมอร์ เข้าไปอย่างเด็ดขาด

ทีมเยือนเล่นพับสนามบุกอยู่ฝ่ายเดียว นาที 39 ได้ลุ้นจาก ชูเอา กานเซโล่ ได้บอลกลางประตูแต่อัดด้วยขวาเหินคานออกไป

ท้ายครึ่งแรก นาที 44 สเตฟาน ไลเนอร์ ได้บอลขึ้นมาทางขวาก่อนพยายามครอสบอลเร็วไปหน้าประตู แต่เปิดน้ำหนักไม่ดีบอลลึกไปเข้ามือ เอแดร์ซอน รับไว้ไม่มีปัญหา

จบครึ่งแรก โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

ครึ่งหลัง นาที 63 กลัดบัค ได้เสียวโอกาสแรกของทีมเลยจากจังหวะที่ เดนิส ซากาเรีย ครอสบอลมากลางประตูให้ อลาสซาน ปเลอา ดีดด้วยขวาบอลพุ่งเฉียดเสาร์ไปแบบได้ลุ้น

นาที 65 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูที่สองนำห่างเป็น 2-0 ชูเอา กานเซโล่ เปลี่ยนบอลวางยาวไปเสาไกลให้ แบร์นาร์โด ซิลวา โขกเข้ากลางก่อนที่ กาเบรียล เชซุส วิ่งมาจิ้มบอลเข้าไปไม่เหลือ

นาที 78 อีกครั้งที่เรือใบสีฟ้าได้ลุ้นอีกคราวนี้ อิลคาย กุนโดกัน โขกตั้งให้ ฟิล โฟเด้น ซัดมุมแคบแต่จังหวะวอลเลย์บอลเหินคานออกไปหวุดหวิด

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่อัดเอาชนะ มึนเช่นกลัดบัค ไปแบบไม่ยาก 2-0 ตุนสกอร์ก่อนกลับมาเล่นในบ้านตัวเองในเกมที่สอง วันที่ 16 มีนาคม นี้

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

กลัดบัค (3-5-2) : ยันน์ ซอมเมอร์ - นิโก้ เอลเวดี้, เดนิส ซาคาเรีย, มัทธีอัส กินเตอร์ - สเตฟาน ไลเนอร์ (วาเลนติโน่ ลาซาโร่ น.63), โฟลเรียน นอยเฮ้าส์, คริสโตฟ คราเมอร์, โยนาส โฮฟมันน์ (ฮันเนส โวล์ฟ น.87), รามี่ เบนเซไบนี่ - ลาร์ส สตินเดิ้ล (บรีล เอ็มโบโล่ น.74), อลาสซาน ปเลอา (มาร์คัส ตูราม น.63)

เทรนเนอร์ : มาร์โก โรเซ่

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส - ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอ๊าส, เอเมอริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา กานเซโล่ - ฟิล โฟเด้น (เฟร์ราน ตอร์เรส น.80), โรดรี เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดกัน - ราฮีม สเตอร์ลิง (ริยาด มาห์เรซ น.69), กาเบรียล เชซุส (เซร์คิโอ อเกวโร่ น.80), แบร์นาร์โด ซิลวา

เทรนเนอร์ : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : อาร์ตูร์ โซอาเรส ดิอ๊าส (โปรตุเกส)




วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

"ชิรูด์" ยิงท่ายาก! เชลซีแกร่งเชือดแอตมาดริดยกแรก 16 ทีมชปล.


 โธมัส ทูเคิ่ล นายใหหญ่ "สิงห์บลูส์" ยังคงเดินหน้ารักษาสถิติไร้พ่ายนับแต่เข้ามาคุมทีมหลังได้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ซัดประตูสุดงามพาทีมเชือด "ตราหมี" 1-0 กุมความได้เปรียบก่อนดวลกันนัดตัดสินวันที่ 17 มีนาคม นี้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก) คืนวันอังคารที่ผ่านมา


สนาม : อารีน่า นาติโอนาล่า, บูคาเรสต์ (สนามกลาง)

ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ แอตเลติโก มาดริด จ่าฝูงลา ลีกา พาทีมมาเล่นรอบนี้ด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม เอ ก่อนแพ้เลบันเต้ 0-2 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 8 เกม

ส่วนทาง โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่ เชลซี ซึ่งเข้ามารับงานต่อจากแฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตกุนซือผู้พาทีมมาเล่นรอบนี้ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม อี ก่อนที่เทรนเนอร์เยอรมันจะพาทีมเสมอเซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 6 เกมแล้วตั้งแต่เข้ามารับงาน

เปิดฉากได้เพียง 2 นาที เชลซี หวิดงานเข้าจากความประมาทของ เอดูอาร์ เมนดี้ จับบอลยาวโดน ซาอูล ญีเกซ สอดมาฉกโชคไม่ดีแตะยาวตามเล่นไม่ทันสุดท้ายหลุดออกหลังไป

ต่อมานาทีที่ 10 เป็น "ตราหมี" ลุยต่อเนื่องจากบอลทางฝั่งขวาของ ชูเอา เฟลิกซ์ ดึงจัวหวะตักย้อยไปเสาไกลเกือบถึง อังเคล กอร์เรอา แต่ยังไม่ผ่าน มาร์กอส อลอนโซ่ ตามมาสกัดทิ้งได้ทัน

4 นาทีต่อมา แอต.มาดริด พลาดโอกาสทองจากควาผิดพลาดของแนวรับ เชลซี เสียเหลี่ยมโดน หลุยส์ ซัวเรซ ฉกบอลพาเข้าเขตโทษก่อนแทงไปเสาถึง โตมาส์ เลอมาร์ สอดมาทิ้งตัวชาร์จแต่ไม่ทันหลุดออกหลังไป

นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" แลกหมัดทันควันจากจังหวะเปิดทาขวาของ เมสัน เม้าน์ท บอลแรงเลย ติโม แวร์เนอร์ ที่สอดมาเสาแรกผ่านหน้าประตูหลุดออกข้าง

ครึ่งทางผ่านกลายเป็น เชลซี ทำได้ดีกว่าคราวนี้จากจังหวะชิ่งสุดสวยบอลหลุดมาหน้าเขตโทษฝั่งซ้ายเข้าทาง มาร์กอส อลอนโซ่ ตวัดตามน้ำเรียดกระดอนพื้นเข้ามือ ยาน โอบลัค ล้มตัวรับไม่พลาด

นาทีที่ 39 จากความสามารถเฉพาะตัวของ ติโม แวร์เนอร์ พาบอลกระชากหนี สเตฟาน ซาวิช หลุดเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนซัดยัดเสาแรกไปติดเซฟ ยาน โอบลัค ตบทิ้งออกมาหวุดหวิด

นาทีต่อมา "ตราหมี" สวนกลับเร็วเป็น อังเคล กอร์เรอา หลุดขึ้นมาทางขวาก่อนได้ช่องดีดเข้าในให้ หลุยส์ ซัวเรซ ได้ทิ้งตัวซัดแต่หลักไม่ดียิงไม่โดนบอลพลาดโอกาสสำคัญอย่างน่าเสียดาย

หมดครึ่งเวลาแรก แอตเลติโก มาดริด 0 เชลซี 0

นาทีที่ 55 เชลซี พยายามเร่งเครื่องคราวนี้เป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย พาบอลลากตัดเข้าในก่อนก้มหน้าซัดด้วยซ้ายไปแฉลบบล็อคแนวรับ "ตราหมี" ย้อยเข้ามือ ยาน โอบลัค

3 นาทีต่อมาจากความผิดพลาดของแนวรับ เชลซี โขกบอลไม่ดีกลายเป็นตั้งให้ ชูเอา เฟลิกซ์ ลอยตัวจักรยานอากาศในกรอบเขตโทษแต่โดนไม่ดีเหินข้ามคานออกไปไกล

แต่แล้วนาทีที่ 69 "สิงห์บลูส์" ทะยานออกนำจากลูกครอสทางซ้ายของ มาร์กอส อลอนโซ่ บอลชุลมุนสุดท้ายไปโดน มาริโอ เอร์โมโซ่ ลอยโด่งเข้าทาง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ทิ้งตัวจักรยานอากาศด้วยซ้ายกระดอนพื้นผ่านมือ ยาน โอบลัค ซุกก้นตาข่ายงามหยด

จากจังหวะนี้มีธงล้ำหน้ายกตามขึ้นมา เฟลิกซ์ ไบรช์ ผู้ตัดสินใช้เวลาฟังสัญญาณ วีเออาร์ อยู่นานก่อนเป่ายืนยันให้เป็นประตูขึ้นนำ เชลซี

หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม แอตเลติโก มาดริด 0 เชลซี 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

แอตเลติโก มาดริด (4-4-2) : ยาน โอบลัค - มาร์กอส ยอเรนเต้, สเตฟาน ซาวิช, เฟลิเป้, มาริโอ เอร์โมโซ่ (วิโตโล่ น.84) - อังเคล กอร์เรอา (มุสซ่า เดมเบเล่ น.82), โกเก้, ซาอูล ญีเกซ (ลูคัส ตอร์เรร่า น.82), โตมาส์ เลอมาร์ - ชูเอา เฟลิกซ์ (เรนาน โลดี้ น.82), หลุยส์ ซัวเรซ

เทรนเนอร์ : ดีเอโก้ ซิเมโอเน่

เชลซี (4-3-3) : เอดูอาร์ เมนดี้ - เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ - เมสัน เม้าน์ท (เอ็นโกโล่ ก็องเต้ น.74), มาเตโอ โควาซิช (ฮาคิม ซีเย็ค น.74), จอร์จินโญ่ - คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (รีซ เจมส์ น.80), ติโม แวร์เนอร์ (คริสเตียน พูลิซิช น.87), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (ไค ฮาแวร์ตซ์ น.87)

เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)




ค้อนลุ้นไปชปล.เต็มตัว! ลินการ์ดช่วยเติมเต็มสิ่งที่เวสต์แฮมขาดหายไป

 


ช่วงเดือนที่ผ่านมานอกจากนักเตะ “เรือใบสีฟ้า” ที่ทำผลงานไร้ที่ติแล้ว เราคงมองข้ามนักเตะจากทีม เวสต์แฮม ไม่ได้เพราะพวกเขาโชว์ฟอร์มเจ๋งจนบินสูงขึ้นมาลุ้นตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบเหลือเชื่อ และคนที่ทำให้สื่อต้องหันมาจับตามองไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ เจสซี่ ลินการ์ด อดีตมหาเทพของแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง

   
หลังจากรอคอยมานานแสนนาน เดวิด มอยส์ ก็สามารถเอาชนะ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เป็นครั้งแรก (เคยเจอกันมา 15 นัด) หลังพา เวสต์แฮม เฉือน สเปอร์ส 2-1 เมื่อช่วงคำ่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ความจริงนอกจากฝีมือของทัพ “ขุนค้อน” แล้วดวงก็มีส่วนที่ทำให้ทีมคว้าสามแต้มด้วยเพราะช่วง 10 กว่านาทีท้ายมีจังหวะที่ แกเร็ธ เบล วอลเลย์ชนคาน รวมถึงจังหวะที่กองหลังเวสต์แฮมเคลียร์บอลไปโดน ซน ฮึง-มิน แล้วบอลย้อยมาชนเสา

สิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นหลังเกมมากที่สุดคืออนาคตของ โชเซ่ มูรินโญ่ เนื่องจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นการปราชัยเกมที่ 6 จาก 8 นัดหลังสุดในทุกรายการทำให้พวกเขามีแต้มห่างจากท็อปโฟร์ถึง 9 แต้มแล้ว ขณะที่ชัยชนะของ เวสต์แฮม ช่วยให้พวกเขารั้งอันดับ 4 ของตารางเพราะ เชลซี สะดุดเสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน



เสียงชื่นชมมากมายในตัว เดวิด มอยส์ ช่วงเดือนที่ผ่านมาและเขาสมควรได้รับมัน เมื่อฤดูกาลที่แล้วหลังผ่านพ้น 24 แมตช์ เวสต์แฮม อยู่ในโซนตกชั้นด้วยการมีแค่ 24 คะแนนเท่านั้น แต่ฤดูกาลนี้ลงเล่นไป 24 นัด พวกเขากลับอยู่ในท็อปโฟร์และมีแต้มมากถึง 45 คะแนนซึ่งแน่นอนว่าหากใครพูดตอนต้นฤดูกาลว่า “ขุนค้อน” จะอยู่ในอันดับนี้คงไม่มีใครเชื่อ

ย้อนกลับไปตอนช่วงตลาดซัมเมอร์ ทีมซื้อขายมีการเคลื่อนไหวน้อยมากจนหลายคนมองว่า มอยส์ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร นั่นทำให้มีการคาดหมายว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่จนจบซีซั่นนี้ พวกเขามาขยับตัวอีกทีตอนท้ายตลาดโดยการนำเข้า วลาดิเมียร์ คูฟาล จาก สลาเวีย ปราก และ ซาอิด เบนราห์มา จาก เบรนท์ฟอร์ด อย่างไรก็ตามกลายเป็นว่าการเซ็นสัญญาช่วงมกราคมนี้ปังกว่าเสียอีก

เมื่อ เวสต์แฮม ตัดสินใจขาย เซบาสเตียง อัลแลร์ ไปอยู่กับ อาแจ็กซ์ เมื่อเดือนที่แล้ว หลายคนคาดว่าจะมีกองหน้าเข้ามาใหม่เพื่อแทนที่ศูนย์หน้าชาวไอวอรี่โคสต์ที่เดินออกไป แต่ปรากฎว่าคนที่เข้ามานั้นคือ เจสซี่ ลินการ์ด ซึ่งเป็นการยืมตัวมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถมในตลาดหน้าหนาว เวสต์แฮม ตัดสินใจซื้อขาด เบนราห์มา ด้วย



ขอบคุณภาพจาก whoscored.com

ตอนนี้ ลินการ์ด กำลังตอบแทนทุกเม็ดเงินที่ เวสต์แฮม เสียไป ประตูของเขาช่วยให้ เวสต์แฮม คว้าชัยชนะเหนือ สเปอร์ส 2-1 ซึ่งเป็นการยิง 3 ประตูใน 4 เกมลีกหลังสุด ในทางกลับกันเขายิงแค่ประตูเดียวให้กับ แมนฯ​ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกหากนับตั้งแต่ต้นปี 2019 จนถึงตอนย้ายออกจากทีม

มันไม่ใช่เพราะ ลินการ์ด เป็นผู้เล่นที่ไม่เก่ง แต่เป็นเพราะเขาไม่เข้าระบบของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มากกว่า แถมมีคู่แข่งที่เป็นตัวหลักอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นตัวเปรียบเทียบด้วย

มอยส์ ตั้งธงว่าจะต้องเสริมแกร่งและผลักดัน ลินการ์ด ให้กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง และผู้จัดการทีมก็ได้รับการตอบแทนจากการโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของกองกลางรายนี้

ลินการ์ด เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระการยิงประตูของทั้ง โธมัส ซูเซ็ค, มิคาอิล อันโตนิโอ และ จาร์ร็อด โบเว่น โดยคนแรกนั้นเป็นดาวซัลโวของทีมฤดูกาลนี้ ส่วนสองคนหลังยิง 6 และ 5 ประตูตามลำดับ อย่างไรก็ตามการบาดเจ็บของ อันโตนิโอ เมื่อธันวาคมคมส่งผลต่อทีมอย่างชัดเจน เพราะหลังจากเขาหายเจ็บกลับมาในเดือนมกราคมทีมก็ทำประตูเป็นกอบเป็นกำ



แม้ว่า เบนราห์มา จะได้โชว์ศักยภาพอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกของ ลินการ์ด สร้างอิมแพ็คให้กับทีมมากกว่าและความมั่นใจของเขาเห็นได้เต็มเปี่ยมจากสถิติการเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ย 1.8 ครั้งต่อเกม ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของผู้เล่นเวสต์แฮมทั้งหมด

เว็บไซต์สถิติชื่อดังอย่าง Whoscored ให้เรตติ้งนักเตะพรีเมียร์ลีกในปี 2021 โดยมีนักเตะสองคนเท่านั้นคือ ราฮีม สเตอร์ลิง (7.71) และ ฟิล โฟเด้น (7.69) ที่มีเรตติ้งมากกว่า ลินการ์ด และถ้าเขายังทำผลงานได้ดีแบบนี้ไปจนถึงจบฤดูกาลไม่แน่ว่าเจ้าตัวอาจจะกลับไปมีส่วนร่วมกับทีมชาติอังกฤษและอาจมีชื่ออยู่ในฟุตบอลยูโรปีนี้ก็เป็นได้

หลังจากนี้คงต้องตามดูกันต่อว่า ลินการ์ด จะรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญมากกับการลุ้นตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเวสต์แฮม แน่นอน