วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564

"ซัวเรซ" นำดาวซัลโว! เหมาสองตุงพาตราหมีอัดกาดิซทิ้งราชัน10แต้ม


 "ตราหมี" ทีมจ่าฝูง ของกุนซือ ดีเอโก ซิเมโอเน่ ฟอร์มร้อนแรงไม่หยุดหลังได้ หลุยส์ ซัวเรซ เหมาสองประตูพาทีมเชือด กาดิซ 4-2 ขึ้นนำดาวซัลโวเดี่ยวที่ 14 ลูกมีเพิ่มเป็น 50 คะแนนทิ้ง ราชัน 10 แต้มแถมแข่งน้อยกว่า 1 นัด ในศึกฟุตบอลลา ลีกา สเปน คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


สนาม : เอสตาดิโอ รามอน เด การ์รานซ่า

นาทีที่ 18 "ตราหมี" ทะยานออกนำจากฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษของ หลุยส์ ซัวเรซ วิ่งมาปั่นด้วยขวาระยะราว 25 หลาบอลโค้งผ่านมือ เฮเรเมียส เลเดสม่า ซุกก้นตาข่ายงามหยด

ต่อมานาทีที่ 35 กาดิซ ตามตีเสมอจาก อัลบาโร เนเกรโด้ ปั๊มบอลเอาชนะ โตมาส เลอมาร์ ก่อนได้ช่องปั่นด้วยซ้ายอ้อมแนวรับ แอต.มาดริด ผ่านมือ ยาน โอบลัค เสียบเสาไกลไม่เหลือ

นาทีที่ 44 โตมาส เลอมาร์ มาแก้ตัวสำเร็จจากบอลทางฝั่งขวาตั้งป้อมปั่นด้วยซ้ายมาเสาแรกเข้าทาง ซาอูล นิเกซ ตั้งเท้าเปลี่ยนทางย้อยข้ามหัว เฮเรเมียส เลเดสม่า มาตกเข้าหน้าต่างเสาไกล

หมดครึ่งเวลาแรก กาดิซ 1 แอต.มาดริด 2

นาทีที่ 49 จากความผิดพลาดของ มาร์กอส เมาโร ไปอัดใส่ โตมาส เลอมาร์ ร่วงลงไปในกรอบเขตโทษผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าเป็นจุดโทษและ หลุยส์ ซัวเรซ สังหารเข้าไปไม่ผิดหวัง

ก่อนหมดเวลา 20 นาที เจ้าถิ่น ไม่ยอมแพ่ไล่มาจนได้เป็นจังหวะส้มหล่นบอลไปตกใส่หัวผู้เล่น "ตราหมี" มาเข้าทาง อัลบาโร เนเกรโด้ ตวัดด้วยขวาตามน้ำตกพื้นกระดอนผ่านมือ ยาน โอบลัค ตุงตาข่าย

สุดท้าย จ่าฝูง มาบวกสกอร์ปิดกล่องจากจังหวะทางซ้าย ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ สกัดบอลไม่ดีติดบล็อคย้อนมาเข้าทาง อังเคล คอร์เรอา พาเข้าเขตโทษป้ายต่อไปเสาไกลให้ โกเก้ ชารจ์เข้าไปไม่เหลือ

จบเกม กาดิซ 2 แอต.มาดริด 4

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

กาดิซ (4-2-2) : เฮเรเมียส เลเดสม่า - อีซัค การ์เซเลน, มาร์กอส เมาโร, คาร่า,ไจโร อิซเควร์โด - ซัลวาดอร์ พอนซ์, เยนส์ ยอนส์สัน, ฟาลี่, อัลแบร์โต้ เปเรอา - แอนโธนี่ โลซาโน่, อัลบาโร เนเกรโด้

แอต.มาดริด : (3-1-4-2) : ยาน โอบลัค-สเตฟาน ซาวิช,โฮเซ่ คิมิเนซ,เฟลิเป้-ลูกัส ตอร์เรย์รา-มาร์กอส ยอร์เรนเต้,โกเก้,โตมาร์ เลอมาร์,ซาอูล นิเกซ-ชูเอา เฟลิกซ์,หลุยส์ ซัวเรซ





เบน เดวี่ส์ ? ว่าที่กองหลังใหม่ ลิเวอร์พูล


ลิเวอร์พูล ยินดีควักเงินจำนวน 2 ล้านปอนด์หรือประมาณ 76 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าเสียหายให้กับ เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ในการซื้อตัว เบน เดวี่ส์ กองหลังฝีเท้าดีมาร่วมทีมในช่วงโค้งสุดท้ายตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมนี้

    
การคว้าตัว เดวี่ส์ มาร่วมทีม นอกจาก "หงส์แดง" จะเสียเงินแล้ว พวกเขายังต้องส่ง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก ปราการหลังดาวรุ่งชาวดัตช์ ไปเล่นแบบยืมตัวกับ เปรสตัน โดยงานนี้การที่ ลิเวอร์พูล ได้ ดาวเตะวัย 25 ปี มาร่วมทีม น่าจะช่วยแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี

เดวี่ส์ เป็นใคร ?
เบน เดวี่ส์ ถือเป็นนักเตะประสบการณ์สูงในวัยแค่ 25 ปีเท่านั้น โดยเขาเล่นเกมลีกให้กับต้นสังกัดมาแล้วถึง 135 แมตช์ และยังลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ฤดูกาล 2017/2018 ซึ่งถือเป็นผู้เล่นที่เปรสตัน ไม่สามารถขายได้เลย

ดาวเตะเลือดผู้ดี มีสัญญาเหลืออยู่กับ เปรสตัน นอร์ธเอนด์ เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น และเจ้าตัวก็ปฏิเสธโอกาสที่จะขยายสัญญาเพื่ออยู่กับต้นสังกัดต่อไป เนื่องจากเขามองหาโอกาสที่จะได้เล่นให้กับทีมชั้นนำในลีกสูงสุด




เดวี่ส์ เพิ่งจะเปิดฉากการเจรจากับ กลาสโกว์ เซลติก โดยในเวลานั้น นีล เลนน่อน ผู้จัดการทีม "ม้าลายเขียวขาว" มั่นใจว่าจะได้ลายเซ็นของนักเตะเพื่อจะดึงมาช่วยเกมรับของทีมก่อนถึงเส้นตายปิดตลาดพ่อค้าแข้งฤดูหนาววันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

สุดท้ายดูเหมือนฝันของ เลนน่อน และสาวกกลาสโกว์ เซลติก คงกำลังจะมลายหายสิ้น เพราะตอนนี้ ลิเวอร์พูล เดินเครื่องตัดหน้าคว้าตัว เดวี่ส์ ไปช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเกมรับที่กำลังย่ำแย่ เนื่องจากขาดเซนเตอร์แบ็กคนสำคัญ เพราะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน

ทำไมลิเวอร์พูลจึงต้องเซ็นสัญญากองหลัง ?
ปัญหาเซนเตอร์แบ็กบาดเจ็บคือเรื่องที่ ลิเวอร์พูล ปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุดในฤดูกาลนี้ เพราะล่าสุด ฟาบินโญ่ กับ โจแอล มาติป มีชื่อเข้าอไปอยู่ในกลุ่มผู้เล่นเดี้ยงของทีม และนั่นคือเหตุผลที่ คล็อปป์ ต้องหากำลังเสริมในเกมรับมาช่วยทีม

จะว่าไปแล้ว "เดอะ เร้ดส์" ประสบปัญหาเรื่องนักเตะเกมรับบาดเจ็บหนักมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลนี้ เริ่มจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ ส่งผลให้ คล็อปป์ ต้องใช้งาน ฟาบินโญ่ คู่กับ มาติป แต่บางเกม ดาวเตะแคมเมอรูน ดันมาเจอโรคเดี้ยงเล่นงาน ก็เลยต้องใช้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไปยืนเป็นกองหลัง



กระนั้นในเกมล่าสุดกับ เวสต์แฮม พวกเขาเจอวิกฤติ ฟาบินโญ่ กับ มาติป เจ็บพร้อมกัน นั่นหมายความว่า คล็อปป์ เหลือเซนเตอร์แบ็กธรรมชาติแค่ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ กับ รีส วิลเลี่ยมส์ ด้วยเหตุนี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน จึงต้องใช้งาน "เฮนโด้" ไปเยือนเป็นคู่แซนเตอร์แบ็ก กับ "น้องแนต"

แม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดี แต่หากมองจากความเป็นจริง แนวรุกของ "ขุนค้อน" ก็ไม่ได้น่ากลัวจนต้องออกแรงเหนื่อยอะไรมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้ คล็อปป์ ซึ่งก่อนหน้านี้บอกจะไม่ซื้อกองหลังใหม่ จำเป็นต้องหาเซนเตอร์แบ็กอาชีพมาช่วยทีม

ด้วยเหตุนี้หวยก็เลยไปออกที่ เบน เดวี่ส์ ซึ่งมีประสบการณ์ และชุดใหญ่ เปรสตัน ต่อเนื่องที่สำคัญนักเตะยังเล่นแบ็กซ้ายได้ด้วย

สไตล์การเล่นของ เดวี่ส์ เป็นแบบไหน ?
ด้วยความสูง 6 ฟุต 1 นิ้วหรือประมาณ 185 เซนติเมตร ก็ต้องบอกเลยว่า เดวี่ส์ ไม่ใช่เซนเตอร์แบ็กที่มีรูปร่างใหญ่โต หากเทียบกับบรรดากองหลังในลีกเมืองผู้ดีที่มีสภาพร่างที่ทั้งใหญ่ทั้งหนา เหมาะกับการปะทะหนัก

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยศักยภาพอื่นๆ ในตัวของ เดวี่ส์ สิ่งแรกก็คือความสามารถในการลากบอลจากหลังขึ้นไปหน้า เขามีองค์ประกอบของการเป็นเซนเตอร์แบ็กสมัยใหม่พร้อมทั้งมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง และเล่นได้นิ่งเวลาที่ต้องลำเลียงบอลขึ้นมาจากแดนหลัง รวมทั้งการเปิดบอลยาว



นอกจากนี้ เดวี่ส์ ยังมีการผ่านบอลฉลาดหลักแหลว ซึ่งสิ่งนี้สาวก "เดอะ ค็อป" มักจะได้เห็นเป็นประจำจากกองหลังของพวกเขาอย่างเช่น ฟาน ไดค์ และ มาติป เป็นต้น ในส่วนของร่างกายแม้จะไม่ได้ตัวใหญ่แต่เขาก็ใช้ร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถรับมือกับพวกกองหน้าร่างยักษ์ได้สบายๆ

เดวี่ส์ ไม่มีปัญหาในการจัดการกับพวกแนวรุกตัวใหญ่ โดยนักเตะใช้วิธีการอ่านเกมที่เฉียบคม และฉลาดในการใช้ร่างกายแม้ว่าจะเสียเปรียบก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาสามารถแย่งบอลจากกองหน้าคู่แข่งได้ตลอดแม้จะเป็นรองเรื่องรูปร่างก็ตาม

2 ล้านปอนด์ที่ต้องจ่ายจะสูญเปล่าหรือไม่ ?
แม้ว่า เดวี่ส์ จะไม่เคยได้สัมผัสเกมที่อยู่สูงกว่าเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก็ตาม แต่ความสามารถของเขาทำให้ ลิเวอร์พูล ค่อนข้างจะประทับใจโดยเฉพาะเรื่องความเร็ว และการลากบอลจากหลังขึ้นไปหน้า รวมทั้งยังสามารถยืนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายก็ได้ หรือแบ็กซ้ายก็ดี

ค่าตัวแค่ 2 ล้านปอนด์ (ราว 76 ล้านบาท) กับซื้อมาเพื่อแก้ขัดในยามที่ ฟาน ไดค์ กับ โกเมซ รักษาอาการบาดเจ็บ มันจะคุ้มกันไหม ? นี่คือคำถามที่สาวก "เดอะ ค็อป" อาจจะตั้งข้อสงสัยเอาไว้ เพราะหากทั้งสองคนกลับมา เดวี่ส์ ก็คงต้องเป็นแค่ยางอะไหล่เท่านั้น



อย่างไรก็ตามด้วยศักยภาพของนักเตะ ต้องบอกเลยว่าเม็ดเงินเพียงแค่ 2 ล้านปอนด์ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวจริงๆ เพราะอย่างลืมว่าตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กของ "หงส์แดง" มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนบ่อยมาก การที่มี เดวี่ส์ เป็นกำลังเสริมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีเยี่ยม

ในขณะเดียวกันเมื่อนักเตะได้ชื่อว่าเคยผ่านประสบการณ์ในการค้าแข้งที่แอนฟิลด์ แล้ว หากในอนาคต เดวี่ส์ ไม่ค่อยได้รับโอกาส "เดอะ เร้ดส์" ก็สามารถขายเขาออกมาด้วยสนนราคาที่มากกว่า 2 ล้านปอนด์ก็เป็นได้

มีประสบการณ์พร้อมรับมือเกมหนักในพรีเมียร์ลีก
เดวี่ย์ เข้าร่วมทีมเยาวชนของ เปรสตัน ตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเขามีโอกาสได้ลงเล่นเปิดตัวให้กับต้นสังกัด 6 ปีหลังจากนั้นในแมตช์ที่พบกับ โคเวนทรี ซิตี้ เมื่อเดือนมกราคม 2013 และทำผลงานได้น่าประทับใจพอสมควร

อย่างไรก็ตาม สโมสรเลือกที่จะส่งเขาไปฝึกปรือฝีเท้าเพื่ออัพเลเวลกับ ยอร์ค ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัว ตามด้วย ทรานเมียร์ โรเวอร์ส, เซาธ์พอร์ท, นิวพอร์ท คันทรี และ ฟลีทวู้ด ทาวน์ ก่อนจะกลับมาอยู่กับต้นสังกัดแม่ และได้เป็นแข้งหลังในยุคที่ อเล็กซ์ นีล กุมบังเหียน



ปราการหลังชาวอังกฤษ วัย 25 ปี ได้ลงสัมผัสเกมลีกให้กับ เปรสตัน อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา และแน่นอนว่าผลงานของเข้าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ไม่อย่างนั้น กลาสโกว์ เซลติก คงไม่เล็งกระชากตัวไปเสริมทัพ ก่อนโดน ลิเวอร์พูล ตัดหน้า

แม้ว่านักเตะจะไม่เคยได้เล่นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี แต่ประสบการณ์ที่โชกโชนในวัยเบญจเพส ต้องบอกว่านี่คือการซื้อกองหลังเพื่อแก้ขัดที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยสำหรับ ลิเวอร์พูล





คาห์นประกาศชัดบาเยิร์นไม่สนซิวรามอสร่วมทัพ


 โอลิเวอร์ คาห์น ประกาศเอง บาเยิร์น ไม่ได้กำลังสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ เซร์คิโอ รามอส เลย พร้อมยอมรับอีกครั้งว่าเตรียมเสีย ดาวิด อลาบา แน่นอน

  
โอลิเวอร์ คาห์น ตำนานผู้รักษาประตูของ บาเยิร์น มิวนิค ที่ตอนนี้เป็นผู้บริหารของทีมด้วยนั้น กล่าวว่าทีมของตนไม่ได้คิดที่จะเอา เซร์คิโอ รามอส กองหลัง เรอัล มาดริด มาร่วมทีมแต่อย่างใด

รามอส เหลือสัญญากับ มาดริด จนถึงช่วงซัมเมอร์นี้เท่านั้น และจนถึงตอนนี้ "ราชันชุดขาว" ก็ยังไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาต่อสัญญาได้ ทำให้เจ้าตัวสามารถคุยเรื่องย้ายทีมแบบไร้ค่าตัวล่วงหน้าได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่ง บาเยิร์น ก็เป็นหนึ่งในทีมที่มีข่าวกับเขา หลังจากที่ "เสือใต้" มีแววว่าจะต้องเสีย ดาวิด อลาบา ไปแบบฟรีๆ หลังจบฤดูกาลนี้

คาห์น เผยว่า "เรากำลังจะเสีย ดาวิด อลาบา เรายื่นข้อเสนอให้เขาไปพักหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่ยอมรับข้อเสนอที่ว่า แต่ผมเองก็เข้าใจดีที่นักเตะแบบเขาจะต้องการมองหาความท้าทายใหม่ๆ บ้างหลังจากอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค มานาน เราต้องคิดเกี่ยวกับคนที่จะแทน ดาวิด ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ถ้าเป็นในฐานะนักเตะแล้วน่ะผมก็อยากจะเล่นร่วมกับ (เซร์คิโอ) รามอส มากๆ เหมือนกัน แต่มันไม่มีมูลความจริงอะไรทั้งนั้น (ที่ บาเยิร์น จะเซ็นสัญญากับ รามอส)"




เปิดโผทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21-แข้งลิเวอร์พูล, เชลซี โชว์ฟอร์มแจ่ม


 ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ประจำสัปดาห์ มีผู้เล่นจากหลากหลายทีมติดเข้ามาโดยส่วนใหญ่ส่งเข้าประกวดทีมละ 2 คนจากผลงานอันยอดเยี่ยมที่พวกเขาทำได้ในเกมล่าสุด ซึ่งจะมีใครบ้าง ไปดูกันได้เลย

   
ผู้รักษาประตู : คาร์ล ดาร์โลว์ (นิวคาสเซิล)

โชว์เซฟลูกยากๆ จากลูกยิงของ ริชาร์ลิซอน โดย คาร์ล ดาร์โลว์ ออกแรงป้องกันประตูไป 3 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีแค่นัดที่เขาเฝ้าเสาดวลกับ ลิเวอร์พูล เท่านั้นที่เซฟได้มากกว่า และสามารถพา นิวคาสเซิล เก็บคลีนชีตได้

กองหลัง : เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (เชลซี)



กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงในทีม เชลซี ยุค โธมัส ทูเคิล ได้ และสามารถทำประตูแรกใน พรีเมียร์ลีก ในรอบ 376 วัน นับตั้งแต่สอยตาข่าย อาร์เซน่อล เมื่อเดือนมกราคม ปี 2020

นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก เชลซี ไม่เคยแพ้เลยสักนัด (ชนะ 5 เสมอ 4)

กองหลัง : นาธาเนียล ฟิลลิปส์ (ลิเวอร์พูล)



ฟอร์มเข้าตาเหลือเกินกับการเก็บ มิคาอิล อันโตนิโอ แพ็คใส่ในกระเป๋า โดยเฉพาะลูกกลางอากาศที่เก็บกินได้เกือบทุกลูก ซึ่งนี่เป็นเกมที่ 4 ที่เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริง และทุกเกม ลิเวอร์พูล ไม่จบลงด้วยความพ่ายแพ้เลย (ชนะ 2 เสมอ 2)

กองหลัง : รูเบน ดิอาส (แมนฯ ซิตี้)

เป็นตัวหลักบนแผงแนวรับที่ต่อให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างไร แต่กองหลังทีมชาติโปรตุเกส ก็ยังมีชื่อเป็นตัวจริงอยู่ตลอด

แมนฯ ซิตี้ เสียไปแค่ 7 ประตูเท่านั้นจาก 18 เกมพรีเมียร์ลีก ที่มี รูเบน ดิอาส ปักหลังเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

กองหลัง : แมทธิว แคช (แอสตัน วิลล่า)

ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น รับมือกับผู้เล่นตัวรุกของ เซาธ์แฮมป์ตัน ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเข้าสกัดบอลที่ทำได้ถึง 4 ครั้ง รวมถึงตัดบอลและเคลียร์บอลอีก 2 กับ 3 หน

กองกลาง: มาร์กอส อลอนโซ่ (เชลซี)



ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงแบบชนิดไม่มีใครคาดคิด ประตูที่ มาร์กอส อลอนโซ่ ทำได้เกิดจากความยอดเยี่ยมในการจบสกอร์ ซึ่งนับเป็นลูกแรกในลีกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020

กองกลาง: มาเธอัส เปเรยร่า (เวสต์บรอมวิช)

มิดฟิลด์แซมบ้า ทำผลงานได้ก้าวกระโดดในช่วงหลัง โดย 4 เกมหลังสุดเจ้าตัวซัดได้ถึง 4 ลูก

กองกลาง : แจ็ก กรีลิช (แอสตัน วิลล่า)



จากแอสซิสต์ที่สนาม เดอะ ฮอว์ธอร์นส ทำให้ แจ็ก กรีลิช มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงไปแล้ว 15 ลูก(6 ประตู 9 แอสซิสต์) ซึ่งมากกว่าที่เขาลงเล่น 36 นัดเมื่อซีซั่นที่แล้ว(14 ครั้ง - 8 ประตู 6 แอสซิสต์)

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)



ปลดแอกตัวเองหลังจากทำประตูไม่ได้มา 6 เกมติดต่อกัน โดย โม ซาลาห์ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ เอียน รัช ช่วงระหว่างปี 1981-1987 ที่สามารถทำประตูรวมเกิน 20 ลูกจากทุกรายการได้ 4 ซีซั่นติดต่อกัน

กองหน้า : คัลลั่ม วิลสัน (นิวคาสเซิล)



น่าเสียดายที่เจ้าตัวมีโอกาสทำแฮตทริกในเกมที่ กูดิสัน พาร์ค แต่ถึงอย่างไร สองประตูก็เพียงพอต่อการติดทีมยอดเยี่ยมสัปดาห์นี้

คัลลั่ม วิลสัน มีส่วนร่วมกับประตูของ นิวคาสเซิล ในพรีเมียร์ลีก ถึง 67% โดยแบ่งเป็น 10 ประตู 4 แอสซิสต์

กองหน้า : แพทริค แบมฟอร์ด (ลีดส์)



เป็นอีกหนึ่งคนที่ปลดล็อกตัวเองหลังเป้าสะอาด 4 เกมติด แพทริค แบมฟอร์ด โชว์คลาสอย่างเหนือชั้นจากประตูที่ซัดด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อ ก่อนที่จะใจกว้างผ่านบอลให้ แจ็ก แฮร์ริสัน ทำประตูปิดกล่อง

แบมฟอร์ด มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรง 15 ลูกจาก 20 นัดที่ลงเล่นให้ ลีดส์ ในศึก พรีเมียร์ลีก (11 ประตู 4 แอสซิสต์) ซึ่งมีแค่ โทนี่ เยบัว (17) เท่านั้นที่ทำได้มากกว่าเขาสำหรับการลงเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก 20 นัดแรกกับ "ยูงทอง"




มูรินโญ่รับสเปอร์สขาดความมั่นใจทำฟอร์มบู่ต่อเนื่อง


 โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ระบุ "ไก่เดือยทอง" กำลังขาดความมั่นใจกันหนักพอตัวจนล่าสุดถึงขั้นพ่าย ไบรท์ตันฯ แต่บอกว่าไม่คิดที่จะจวกลูกทีมจากฟอร์มในนัดล่าสุด

   
โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กล่าวว่าทีมของตนกำลังมีปัญหาเรื่องขาดความมั่นใจในตัวเอง ภายหลังพวกเขาออกไปแพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 0-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

หลังจากเคยทำผลงานได้ร้อนแรงช่วงหนึ่งจนหลายคนถึงขั้นยกให้มีลุ้นแชมป์ลีก สเปอร์ส ก็ผลงานแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในเกมลีก 10 นัดหลังสุดพวกเขาชนะแค่ 3 เกม แถมยังเป็นการแพ้ถึง 4 นัด และการพ่าย ไบรท์ตันฯ ยังทำให้ทีมของ มูรินโญ่ แพ้ในลีก 2 นัดติดต่อกันเป็นหนที่ 2 ประจำซีซั่นนี้ด้วย

กุนซือชาวโปรตุกีสเผยว่า "ถ้าพูดกันจริงๆ แล้วนี่นับเป็นการแพ้เกมที่ 5 ในรอบ 30 นัดหลังสุด ดังนั้นเราจึงสามารถมองได้ในหลายมุม (หมายถึงทั้งในด้านดีที่แพ้น้อยในช่วงดังกล่าว และในด้านร้ายจากการที่สะดุดติดต่อกันหลายเกม) ทุกทีมใน พรีเมียร์ลีก ต่างก็มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงกันทั้งนั้น"

"แน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งในเรื่องของผลการแข่งขัน, อาการบาดเจ็บ และความเชื่อมั่นในตัวเอง ทีมที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองน่ะย่อมดีกว่าทีมที่เล่นกันแบบเศร้าโศกอยู่แล้ว ตอนนี้เรามีปัญหาเหล่านั้นซึ่งมันก็เป็นปีญหาที่จะจบลงไม่ช้าก็เร็ว พอจบฤดูกาลนี้แล้วเราจะมาดูกันว่าเราจะได้อันดับไหนในลีก และผลงานในเกมบอลถ้วยจะเป็นยังไงบ้าง"

มูรินโญ่ เสริมว่าไม่คิดที่จะตำหนิลูกทีมแต่อย่างใด เพราะมองว่าพวกเขาพยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว "เราเริ่มเกมกันได้ไม่ดี พวกเขามีโอกาสที่จะทำประตูได้อย่างรวดเร็วด้วยซ้ำในชอตที่ยิงชนเสา ในครึ่งแรกเราอาจจะเล่นแบบพกความเศร้าลงสนามมากไปหน่อยเมื่อพิจารณาถึงประตูที่เสียไปและสถานการณ์ต่างๆ เราขาดความกระตือรือร้นที่ดี ในช่วง 25 หรือ 30 นาทีสุดท้ายพวกเขา (นักเตะ สเปอร์ส) พยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่มันก็โดนจำกัดเอาไว้ เราทำประตูไม่ได้โดยที่ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสเล่นเกมสวนกลับเร็ว"

"นักเตะของผมแสดงให้เห็นถึงสปิริตที่ยอดเยี่ยมในครึ่งหลัง พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาแต่ก็พยายามสู้กับความเศร้าที่กำลังเจออยู่ ลูกทีมของผมพยายามกันแล้ว ดังนั้นผมเลยไม่คิดที่จะพูดอะไรแย่ๆ กับพวกเขา ผมจบเกมนี้ด้วยการที่รู้สึกดีกับลูกทีมของผม เพราะพวกเขาพยายามกันอย่างหนักในครึ่งหลัง เราพยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ตั้งรับด้วยทุกอย่างที่พวกเขามี, ใช้เกมสวนกลับเร็วเล่นงานเรา เราไม่มีทางทำประตูได้เลย"




เลวานกระทุ้งด้วย! บาเยิร์นยิงสลุตอัดฮอฟเฟ่นไฮม์สนุกเท้า


 "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ลงเล่นแบบสบายใจ หลัง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นลูกที่ 24 ของเจ้าตัวซีซั่นนี้ ช่วยทีมเรียงหน้าซัด ฮอฟเฟ่นไฮม์ 4-1 นำจ่าฝูงไกลสูดกู่ ในการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา


สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

"จ่าฝูง" และแชมป์เก่า บาเยิร์น มิวนิค ฟอร์มยอดเยี่ยมชนะมา 3 เกมติดต่อกันล่าสุดบุกไปถล่ม ชาลเก้ 4-0 แมตช์นี้กลับมาเปิดบ้านรับมือ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมอันดับ 11 ซึ่งไม่แพ้มา 3 นัดติดและชนะมา 2 นัดรวด โดยเกมที่แล้วไล่ถล่ม โคโลญจน์ 3-0

เริ่มครึ่งแรก นาทีที่ 8 ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทักทายก่อนเลยหลัง คริสตอฟ เบาม์การ์ท จ่ายบอลให้ อิห์ลาส เบบู กดด้วยขวาไปติดเซฟของ นอยเออร์

โอกาสแรกของ "เสือใต้" ต้องรอถึงนาที 15 คิงส์เล่ย์ โกมัน หยอดมาเสาไกลให้ โธมัส มุลเลอร์ เอาบอลลงแล้วปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งจะหมุดเข้าอยู่แล้วแต่ไปชนคาน แม้กระดอนมาเข้าทาง คิมมิช ตักไปเสาแรกให้ เลวานดอฟสกี้ แต่ โอลิเวอร์ เบามันน์ นายด่านทีมเยือนบล็อคบอลออกไปได้ ก่อนเป่าเป็นจังหวะฟาวล์ของเลวานดอฟสกี้

นาที 32 บาเยิร์น มิวนิค เอาจนได้ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจากลูกคอนเนอร์ทางด้านขวา โยชัว คิมมิช เปิดมากลางประตูบอลเลย เลวานดอฟสกี้ เข้าหัว เยโรม บัวเต็ง สะบัดเสียบเสาสองอย่างเฉียบขาด

อีก 5 นาทีต่อมา มุลเลอร์ ผ่านเข้ากลางให้ โยชัว คิมมิช ลองซัดด้วยขวานอกกรอบ แต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ โอลิเวอร์ เบามันน์ นายด่านฮอฟเฟ่นไฮม์

นาที 43 สกอร์ของ "เสือใต้" นำห่างเป็น 2-0 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปในกรอบก่อนดึงจังหวะหนีแข้งทีมเยือนแล้วไหลคืนหลังให้ โธมัส มุลเลอร์ วิ่งมาซัดด้วยขวานอกกรอบส่งบอลเสียบมุมเข้าไป

ทว่านาทีสุดท้ายครึ่งแรก ฮอฟเฟ่นไฮม์ มาตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 ทันควันหลัง อิห์ลาส เบบู พาบอลขึ้นมาแล้วครอสไปหน้าประตูให้ อังเดรย์ ครามาริช วิ่งมาซัดด้วยซ้ายส่งบอลผ่านมือ นอยเออร์ เข้าไป จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 2-1

นาทีที่ 52 คิงส์เล่ย์ โกมัน กระชากบอลลุยเข้าเขตโทษทางซ้าย ก่อนตบปาดหน้าปากประตู ทว่านายทวารทีมเยือนยืนปิดใช้เท้าแหย่สกัดทิ้งออกหลังได้ทันเวลา

นาทีที่ 57 โยชัว คิมมิช รับบอลสวนกลับเร็วไหลต่อออกมางซ้ายให้ คิงส์เล่ย์ โกมัน ลากบอลมาผ่านบอลเขตโทษด้านซ้าย บอลถูก โอลิเวอร์ เบามันน์ นายทวารฮอฟเฟ่นไฮม์ปัดได้ทว่าบอลกระฉอกเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ตามมาจิ้มระยะเผาขนส่งบอลซุกตาข่ายจนได้ เป็นลูกที่ 24 ของเจ้าตัวซีซั่นนี้

นาทีที่ 63 โธมัส มุลเลอร์ วิ่งไล่บี้จนผู้เล่นทีมเยือนจ่ายบอลพลาด เข้าเท้า คิงส์เล่ย์ โกมัน แทงบอลเข้าเขตโทษทางซ้ายไปที่ แซร์ช นาบรี้ หลุดมาแปบอลผ่านตัวนายด่านคู่แข่งตุงประตูอีกเม็ด

นาทีที่ 70 โยชัว คิมมิช วางบอลโด่งกลางสนามเกือบ 30 หลา บอลมาที่ ลีรอย ซาเน่ สปีดมาเก็บบอลเขตโทษด้านขวา ไหลย้อนมากลางเขตโทษ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ วิ่งมาหวดจังหวะเดียวบอลพุ่งเสียบเข้าไปอย่างสวยงาม ทว่ากรรมการฟังสัยญาณวีเออาร์เป่าเป็นลูกล้ำหน้าของอดีตแข้งเรือใบ

นาทีที่ 88 อังเดรย์ ครามาริช ส่งบอลตั้งป้อมให้ ฮาวาร์ด นอร์ดเวท ฟูลแบ็กดันมาบรรจงปั่นบอลโค้งในเขตโทษทางซ้าย บอลเลี้ยวจะซุกประตูแต่ มานูเอล นอยเออร์ นายทวารเสือใต้เหินตัวปัดออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถลุง ฮอฟเฟ่นไฮม์ 4-1

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ - เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซือเล่ น.87), ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส - มาร์ค โรคา (จามาล มูเซียล่า น.70), โยชัว คิมมิช - แซร์ช นาบรี้ , โธมัส มุลเลอร์ (ดั๊กลาส คอสต้า น.74), คิงส์เล่ย์ โกมัน (มักซิม ชูโป-โมติง น.74)- โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

ฮอฟเฟ่นไฮม์ (3-3-2-2) : โอลิเวอร์ เบามันน์ - ชเตฟาน พอสช์, ฮาวาร์ด นอร์ดเวท, คาซิม อดัมส์ (เควิน โฟ้กท์ น.59) - มิยัต กาซิโนวิช (พาเวล คาเดราเบ็ค น.59), เดียดี้ ซามาสเซกู (โฟลเรียน กริลลิตช์ น.74), มาร์โค จอห์น - เซบาสเตียน รูดี้, คริสตอฟ เบาม์การ์ท (อิชํค เบลโฟดิล น.74)- อิห์ลาส เบบู (โมอาเนส ดาบูร์ น.81), อังเดรย์ ครามาริช

เทรนเนอร์ : เซบาสเตียน เฮอเนส





 

ซานโช่ซัด-ฮาแลนด์บอดโทษ! ดอร์ทมุนด์รัวแซงเอาก์สบวร์ก ขยับขึ้นที่4บุนเดส

 


เออร์ลิง ฮาแลนด์ แม้จะยิงจุดโทษพลาดเป็นหนแรกในอาชีพตัวเองแต่ "เสือเหลือง" ยังร่วมพลังหลังโดนยิงนำไปก่อนแต่มารัวสามเม็ดพลิกกลับมาเอาชนะ เอาก์สบวร์ก 3-1 ซิวชัยชนะนัดแรกในรอบ 4 เกม ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 4 ของตาราง ในเกมบุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา


สนาม : ซิกนัล-อิดูน่า-พาร์ค

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อันดับ 7 ฟอร์มแผ่วหลังไม่ชนะมา 3 นัดติด เป็นการแพ้สองนัดล่าสุดในลีกอีกด้วย โดยเกมที่แล้วบุกไปพ่าย มึนเช่นกลัดบัค 2-4 เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับการมาเยือนของ เอาก์สบวร์ก อันดับ 12 ซึ่งฟอร์มล่าสุดกลับมาคว้าชัยเหนือ อูนิโอน เบอร์ลิน 2-1

เปิดฉากมาแค่ 8 นาทีแรก "เสือเหลือง" ได้ลุ้นหลัง มาร์โค รอยส์ ชิ่งบอลเร็วทะลุช่องให้ ฮาแลนด์ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดติดเซฟของ ราฟาล กีคีวิชซ์ ที่ออกมาปิดมุมเร็วปัดออกหลังไป

ทว่าอีกสองนาทีถัดมา นาทีที่ 10 กลายเป็น เอาก์สบวร์ก ที่มีโอกาสหนแรกแล้วพังประตูขึ้นนำเจ้าบ้านไปก่อน 1-0 บอลขึ้นทางขวา ลาโก้ ครอสบอลจากเส้นหลังมาเสาแรกให้ โฟลเรียน นีเดอร์เลชเนอร์ ขึ้นเช็กบอลเข้ากลางบอลมาถึง อันเดร ฮาห์น จับบอลลงอย่างใจเย็นแล้วสับไกยิงเสียบตาข่ายเข้าไปไม่เหลือ

นาที 20 ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้องวีเออาร์ ถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าบ้านจะได้ลูกที่จุดโทษ ก่อนวิ่งไปดูเหตุการณ์จากจอมอนิเตอร์ข้างสนาม ซึ่งจากภาพช้า คาร์ลอส กรูเอโซ่ ทำแฮนด์บอลในเขตโทษทำให้วิ่งมายืนยันเป่าเป็นจุดโทษให้ "เสือเหลือง" ทว่า นาที 23 เออร์ลิง ฮาแลนด์ มือสังหารจุดโทษดันยิงไปชนคานพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย และนับเป็นการพลาดจุดโทษหนแรกในชีวิตการค้าแข้งของหัวหอกวัย 20 ปีชาวนอร์วีเจี้ยนอีกด้วย

กระนั้น นาที 26 ดอร์ทมุนด์ มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ มาร์โค รอยส์ ครอสบอลมาเสาแรกให้ โธมัส เดลานีย์ เทกตัวโขกบอลเช็ดไปเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม

จบครึ่งแรก ดอร์ทมุนด์ เสมอกับ เอาก์สบวร์ก 1-1

ครึ่งหลัง นาที 63 "เสือเหลือง" มาแซงขึ้นนำ 2-1 บอลจาก ราฟาแอล เกร์เรยโร่ ตักข้ามแนวรับให้ เจดอน ซานโช่ หลุดเข้าไปในกรอบก่อนปีกทีมชาติอังกฤษ จะแปด้วยขวาผ่านขา ราฟาล กีคีวิชซ์ เข้าไป

นาที 76 ดอร์ทมุนด์ มานำห่างเป็น 3-1 บอลสวนกลับแทงออกซ้ายให้ เออร์ลิง ฮาแลนด์ วิ่งไปเก็บบอลก่อนควบขึ้นมาถึงเส้นหลังแล้วปาดมาเสาแรก ทว่าบอลไปโดน เฟลิกซ์ อูดูโอไค เซ็นเตอร์แบ็กเอาก์สบวร์กสกัดผิดเหลี่ยมบอลเข้าประตูตัวเองไป

จบเกม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยิงสามประตูรวดแซงกลับมาเอาชนะ เอาก์สบวร์ก 3-1 คว้าชัยชนะในรอบ 4 เกม มีเพิ่มเป็น 32 คะแนนขยับมารั้งอันดับ 4 ส่วน เอาก์สบวร์ก อยู่อันดับ 13 มีแค่ 22 คะแนน

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ดอร์ทมุนด์ (4-2-3-1) : โรมัน เบือร์กี้ - มาเตว โมเรย์, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, มานูเอล อคานจี, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ - โธมัส เดลานีย์, ยูเลี่ยน บรันด์ท - เจดอน ซานโช่, มาร์โค รอยส์, โจวานนี่ เรย์น่า - เออร์ลิง ฮาแลนด์

เทรนเนอร์ : เออร์ดิน เทอร์ซิช

เอาก์สบวร์ก (3-4-3) : ราฟาล กีคีวิชซ์ - รีซ อ็อกซ์ฟอร์ด, เจฟเฟร่ย์ กูเวเลฟ, เฟลิกซ์ อูดูโอไค - ดาเนียล คาลิจิวรี่, คาร์ลอส กรูเอโซ่, โทเบียส ชโตรเบิ้ล, ลาโก้ - อันเดร ฮาห์น, โฟลเรียน นีเดอร์เลชเนอร์, มาร์โค ริชเทอร์

เทรนเนอร์ : ไฮโค แฮร์ลิช





 

เอาแน่!บิ๊กบาเยิร์นยันเริ่มถกซิวอูปาเมกาโน่

 


งานนี้ ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงรอช้าไม่ได้ เพราะล่าสุด ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผอ.กีฬา บาเยิร์น มิวนิค คอนเฟิร์มเอง "เสือใต้" เริ่มถกกับเอเจนต์ของ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลังเนื้อหอม แอร์เบ ไลป์ซิก แล้ว 

     
ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬาของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ยืนยันว่า ตนได้เริ่มพูดคุยกับเอเจนต์ของ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง แอร์เบ ไลป์ซิก เรียบร้อย ถึงโอกาสที่จะเซ็นสัญญากับตัวนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้

เป็นที่เข้าใจกันว่า บาเยิร์น คือหนึ่งในหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ ซึ่งก็รวมถึง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ที่มีข่าวอยากได้ตัว อูปาเมกาโน่ และดูเหมือน "เสือใต้" จะรุกหนักก่อนใคร หลังจากที่ทีมเอเจนต์ของ ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสวัย 22 ปี ถูกจับภาพขณะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ บาเยิร์น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา และล่าสุด ซาลิฮามิดซิช คอนเฟิร์มว่า มีการพุดคุยกันจริง

"แน่นอน เรากำลังคิดเกี่ยวกับเขา (อูปาเมกาโน่) อยู่ เรามีการพูดคุยที่ยอดเยี่ยมกับเอเจนต์ของเขาเมื่อวาน ยังไงก็รอดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ผอ.กีฬา บาเยิร์น ระบุ

ทั้งนี้ อูปาเมกาโน่ มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 42 ล้านยูโร (ประมาณ 1,554 ล้านบาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ช่วงซัมเมอร์นี้

ADVERTISEMENT


ล็อกแล้ว!เป้าหมายเสริมทัพเบอร์1แมนยูซัมเมอร์นี้

 


สื่อผู้ดีเผยชื่อนักเตะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล็งดึงมาเสริมทัพเบอร์หนึ่งในซัมเมอร์นี้ หลังส่อแววยอมตัดใจจาก ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ไปแล้ว


โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แจ้งกับ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารสโมสรให้ทราบแล้วว่า ชูลส์ กุนเด้ กองหลัง เซบีย่า เป็นนักเตะที่อยากได้มาเสริมทัพลำดับแรกในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ สื่ออังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

โซลชา ยังคงต้องการเซนเตอร์แบ็กคนใหม่มาจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในซีซั่นหน้า โดยก่อนหน้านี้เล็งไปที่ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลัง แอร์เบ ไลป์ซิก แต่ล่าสุดดูเหมือนจะยอมถอดใจ เนื่องจาก บาเยิร์น มิวนิค แสดงตัวชัดเจนว่า ต้องการคว้าไปแทน ดาบิด อลาบา

สื่อเมืองผู้เผยว่า โซลชา ล็อก กุนเด้ เป็นเป้าหมายเบอร์ 1 ไปแล้ว หลังประทับใจกับฟอร์มการเล่นของกองหลังชาวฝรั่งเศส วัย 22 ปี ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วที่ เซบีย่า คว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก โดยเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ในรอบรองชนะเลิศ

สำหรับ กุนเด้ เพิ่งย้ายจาก บอร์กโดซ์ มาอยู่กับ เซบีย่า เมื่อปี 2019 ก่อนโชว์ฟอร์มเยี่ยมจนมีหลายทีมให้ความสนใจ โดยก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า แมนฯ ซิตี้ อยากได้ตัวไปเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ปี 2020 แต่นักเตะอยากเติบโตบนเส้นทางอาชีพแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าไปเป็นสำรองที่อื่น

ขณะที่ วู้ดเวิร์ด ก็พร้อมทำความต้องการของ โซลชา แต่ก็บอกกับกุนซือชาวนอร์วีเจี้ยนว่า ก่อนที่จะซื้อ กุนเด้ มาร่วมทีมก็ต้องปล่อยนักเตะอย่าง ฟิล โจนส์, มาร์กอส โรโฮ และ เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกไปให้ได้เสียก่อน




จับตา5สตาร์ลีกใหญ่ยุโรปย้ายทีมก่อนปิดตลาด

 


จับตามองห้ามกะพริบตา 5 นักเตะดังที่มีโอกาสได้ย้ายสังกัดก่อนปิดตลาดหน้าหนาววันจันทร์นี้

  
ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงเดือนมกราคมปี 2021 อาจไม่ค่อยคึกคักมากนัก หลังจากทุกทีมต้องเจอปัญหาทางการเงินจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าก่อนปิดตลาดของบรรดาลีกใหญ่ในยุโรปวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ คงมีการย้ายทีมของบรรดานักเตะดังอย่างแน่นอน และนี่คือ 5 คนที่ต้องจับตามอง

1. ชโคดราน มุสตาฟี่ (อาร์เซน่อล)



มุสตาฟี่ ไม่ได้เป็นตัวหลักของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ หลัง มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสแปนิช ไม่ได้ส่งลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก เลย

กองหลังวัย 28 ปี เหลือสัญญากับ "ปืนใหญ่" อีก 6 เดือน และมีข่าวว่า ลิเวอร์พูล อยากได้ไปเสริมทัพในเดือนม.ค.นี้ เลย อย่างไรก็ตามต้องให้นักเตะยกเลิกสัญญากับ อาร์เซน่อล เสียก่อน

สาเหตุที่มีข่าว "หงส์แดง" อยากได้ มุสตาฟี่ เพราะเซนเตอร์แบ็กตัวหลักทั้ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ บาดเจ็บต้องพักยาว ขณะที่ โฌแอล มาติป ก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ แถมล่าสุด ฟาบินโญ่ ที่ถอยลงมายืนก็เจ็บไปอีกรายด้วย

2. เดเล่ อัลลี (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์)



อัลลี ไม่ได้เป็นกำลังหลักของ สเปอร์ส ไปแล้ว โดยซีซั่นนี้เพิ่งได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 4 นัดเท่านั้น หรือถ้าคิดเป็นจำนวนเวลาก็อยู่ที่เพียง 74 นาทีเท่านั้น

อัลลี ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่เพิ่งได้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อดีตผู้จัดการทีม สเปอร์ส ไปเป็นเทรนเนอร์คนใหม่

คาดว่า เปแอสเช จะขอยืมตัว อัลลี ไปใช้งานจนจบฤดูกาลนี้ โดยที่จะจ่ายค่ายืมให้ด้วย แต่คงจะไม่มีออปชั่นซื้อขาด เพราะ สเปอร์ส ยังไม่ต้องการเสียดาวเตะวัย 24 ปีไปแบบถาวร

3. อิสซ่า ดิย็อป (เวสต์แฮม)



ดิย็อป โผล่ขึ้นมาเป็นเป้าหมายเสริมทัพอีกรายของ ลิเวอร์พูล ในช่วงโค้งท้ายๆ ของตลาดนักเตะหน้าหนาว หลัง "หงส์แดง" อยากได้เซนเตอร์แบ็กคนใหม่เพราะตัวหลักนัดกันเจ็บไปหมด

ดิย็อป ตกเป็นตัวสำรองในช่วงหลัง แต่ เวสต์แฮม พร้อมปล่อยให้ ลิเวอร์พูล ยืม ก็ต่อเมื่อต้องมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท) ด้วย

4. อเล็กซิส ซานเชซ (อินเตอร์ มิลาน)



อเล็กซิส ย้ายมาอยู่กับ อินเตอร์ แบบถาวรเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน หลังจากที่เคยล้มเหลวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ซีซั่นนี้ผลงานก็ไม่โดดเด่นเท่าที่ควรหลังพิ่งทำไป 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์

อเล็กซิส ตกเป็นเป้าหมายของ โรม่า โดยทีม "หมาป่าแห่งกรุงโรม" พร้อมส่ง เอดิน เชโก้ กองหน้าบอสเนีย มาแลกตัว อย่างไรก็ตามจนถึงเวลานี้ "งูใหญ่" ยังไม่พอใจกับข้อเสนอจากคู่แข่งร่วมลีก

5. เอดิน เชโก้ (โรม่า)



แม้ เชโก้ จะยังคงทำผลงานได้ดีในซีซั่นนี้หลังยิงไปแล้ว 8 ประตูกับ 2 แอสซิสต์จาก 20 เกม แต่ก็มีข่าวว่า โรม่า ต้องการปล่อยตัวหลังทะเลาะกับ เปาโล ฟอนเซก้า เทรนเนอร์ของทีม

โรม่า ต้องการส่ง เชโก้ ไปแลกกับ อเล็กซิส ของ อินเตอร์ และหากดีลล่ม ก็ยังมี ยูเวนตุส ที่สนดึงไปเสริมทัพเช่นกัน




วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

ดันน์ชูดิอาสส่งผลดีกับแมนซิตี้เหมือนฟานไดค์กับลิเวอร์พูล

 


ริชาร์ด ดันน์ ชี้ รูเบน ดิอาส กองหลัง แมนฯ ซิตี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแบบเดียวกับที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ทำกับ ลิเวอร์พูล โดยบอกว่า ดิอาส เป็นนักเตะสไตล์ต่างกับที่ กวาร์ดิโอล่า มักจะชอบใช้ในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย

  
ริชาร์ด ดันน์ อดีตกองหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงความเชื่อว่า รูเบน ดิอาส แนวรับของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกับทีมเหมือนที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ทำได้กับ ลิเวอร์พูล

แม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน แต่ ดิอาส ก็ปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกำลังหลักของทีม โดยหลายคนมองว่าการจับคู่กันที่ยอดเยี่ยมระหว่างเขากับ จอห์น สโตนส์ มีส่วนทำให้ "เรือใบสีฟ้า" มีผลงานที่ดีในตอนนี้

ดันน์ เผยว่า "ผมคิดว่าเขาเปลี่ยน ซิตี้ ไปเลย เขาช่วยให้ จอห์น สโตนส์ โชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ จากแนวทางการเล่นของพวกเขาน่ะ ซิตี้ มักจะสร้างโอกาสทำประตูได้อยู่เสมออยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็สามารถบุกขึ้นหน้าด้วยความมั่นใจได้มากกว่าเดิมเพราะพวกเขามีแนวรับที่แข็งแกร่ง"

"ดิอาส ไม่ใช่นักเตะตามแบบฉบับที่ กวาร์ดิโอล่า มักจะชอบใช้ในช่วงก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งและเล่นกับบอลได้ดีก็จริง แต่งานแรกของเขาคือการเล่นเกมรับ ผมประทับใจกับการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของเขากับสโมสรมากๆ ที่บอกว่า -ผมเป็นผู้ชนะ ผมเป็นผู้นำ- เพราะว่า ซิตี้ ไม่ได้ต้องการกองหลังที่เล่นกับบอลได้ดีเพิ่มอีก 1 คน พวกเขาต้องการกองหลังตัวกลางที่สามารถเล่นเกมรับได้, คนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ทีมเก็บคลีนชีทให้ได้, คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง และปล่อยให้การทำประตูเป็นหน้าที่ของแนวรุกเท่านั้น พูดกันไปแล้วมันก็ไม่ได้ต่างกับกรณีระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เลย ทันทีที่พวกเขาได้ ฟาน ไดค์ ไปร่วมทีมแล้วน่ะ ทุกอย่างมันก็ได้ผลดีสุดๆ"




ขึ้นอยู่กับบอร์ดอินเตอร์!คอนเต้ยันชัดไม่สนคว้าเชโก้ร่วมทีม

 


อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อินเตอร์ ประกาศชัด ส่วนตัวแล้วตนไม่ได้ต้องการได้ เอดิน เชโก้ มาเป็นลูกทีม โดยบอกว่ามันขึ้นอยู่กับบอร์ดบริหาร พร้อมบอกว่าอยากให้ อเล็กซิส ซานเชซ มีสมาธิกับการเล่นให้ทีมต่อไปก่อน

   
อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ อินเตอร์ มิลาน ยอดสโมสรแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กล่าวว่าตนไม่ได้ต้องการเอา เอดิน เชโก้ หัวหอก อาแอส โรม่า มาร่วมทีมแต่อย่างใด

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระแสข่าวลือว่า อินเตอร์ กำลังเจรจากับ โรม่า ถึงดีลการแลกตัวกันระหว่าง อเล็กซิส ซานเชซ กับ เชโก้ หลังจากที่ อเล็กซิส ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ อินเตอร์ ได้ นับตั้งแต่ที่ทีมดึงเขามาร่วมทัพแบบถาวรเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ขณะที่ เชโก้ ว่ากันว่ากำลังผิดใจกับ เปาโล ฟอนเซก้า กุนซือของทีมอย่างรุนแรง

คอนเต้ เผยว่า "ผมจะไม่พูดเกี่ยวกับกรณีของ เอดิน เชโก้ กับ อินเตอร์ หรอกนะ เพราะเขาเป็นนักเตะของ โรม่า แต่ถ้ามีนักเตะคนไหนของทีมเราที่ไม่มีความสุขกับการเล่นที่นี่แล้วล่ะก็ เราก็พร้อมที่จะเปิดการเจรจาด้วย ผมไม่ได้ขอให้สโมสรเซ็น เชโก้ แน่นอน มันขึ้นอยู่กับคนเบื้องบน ซานเชซ เป็นนักเตะของเรา และผมก็อยากให้เขามีสมาธิกับนัดต่อไป"




แย่ลงหนักไหม?เทียบผลงานสเปอร์สระหว่างมีกับไร้เงาเคน

 


สเปอร์ส ตอนที่ไม่มี แฮร์รี่ เคน ลงช่วยทีมนั้น มีค่าเฉลี่ยการทำประตูในลีกน้อยกว่าตอนที่มีเขาในระดับหนึ่ง ส่วนเปอร์เซ็นต์ชนะตอนไร้เงาเขาก็น้อยกว่าเยอะพอตัว

    
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีค่าเฉลี่ยการทำประตูในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ น้อยลงในระดับหนึ่งในตอนที่ไม่มี แฮร์รี่ เคน ลงเล่น หากนับตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 เป็นต้นมา เพราะตอนมีเขาลงเล่นทีมมีค่าเฉลี่ยการทำประตูในลีก 1.9 ลูกต่อนัด ส่วนพอไร้เงาเขาแล้วเหลือ 1.3 ประตูต่อเกม

เคน เริ่มทำประตูในเกม พรีเมียร์ลีก ได้แบบเป็นกอบเป็นกำในซีซั่น 2014-15 จนทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในยอดกองหน้าของยุค แต่ล่าสุดเขาก็ได้รับบาดเจ็บตรงข้อเท้าจนทำให้สาวก "ไก่เดือยทอง" กลัวว่าเขาต้องพักเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ นอกจากจะมีค่าเฉลี่ยการทำประตูได้น้อยลงแล้วนั้น สเปอร์ส ในตอนที่ไม่มี เคน ยังชนะเพียง 43.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต่างกับตอนมีเขาที่ชนะได้ถึง 56.3 เปอร์เซ็นต์ แถมจำนวนแต้มที่ได้ต่อ 1 เกมในตอนที่ เคน ลงเล่นไหวก็อยู่ที่ 1.90 แต้มต่อนัด คนละแบบกับตอนไม่มีเขาซึ่งอยู่ที่ 1.60 แต้มต่อเกมด้วย






โอเว่นฟันธงเกมอาร์เซน่อล-แมนยูพร้อมชี้ตัวทีเด็ดยิงแน่

 


ไมเคิ่ล โอเว่น ฟันธงเกม อาร์เซน่อล เปิดบ้านพบ แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมชี้ตัวทีเด็ดที่จะมีชื่อทำประตูได้แน่

   
ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ มั่นใจว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะบุกไปชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ถึงรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในศึก พรีเมียร์ลีก คืนวันเสาร์ที่ 30 มกราคมนี้ (00.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

อดีตดาวยิง "ปีศาจแดง" เชื่อว่า ต้นสังกัดเก่าจะกลับมาคืนฟอร์มได้ หลังนัดล่าสุดแพ้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมบ๊วยคาบ้าน เนื่องจากทำผลงานได้ดีเวลาออกไปเล่นเป็นทีมเยือน และ มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าทีมชาติอังกฤษ มีความอันตรายในจังหวะเล่นโต้กลับเร็ว

โอเว่น เผยผ่าน เบต วิคเตอร์ ว่า "อาร์เซน่อล กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากที่ฟอร์มแย่ก่อนเข้าสู่ปีใหม่ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดจนกระทั่งมาพลาดท่าแพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด คาบ้านของพวกเขา"

"ผมประทับใจอย่างมากกับการเล่นเป็นทีมเยือนของ แมนฯ ยูไนเต็ด หากพวกเขายังใช้แท็กติกเหมือนที่เล่นกับ ลิเวอร์พูล ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ผมก็เชื่อว่า เกมนี้พวกเขาจะชนะ อาร์เซน่อล ได้อย่างแน่นอน"

"มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นนักเตะที่รับมือได้ยากมากเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นในจังหวะโต้กลับเร็ว และหากเขาอยู่ในฟอร์มเหมือนที่เจอกับ ลิเวอร์พูล ในถ้วย เอฟเอ คัพ ผมก็เชื่อว่า เขาจะมีชื่อทำประตู ก่อนที่สุดท้าย แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะ อาร์เซน่อล 2-1" โอเว่น ทิ้งท้าย




12จะเป็นใคร!ผลงาน11คู่เซนเตอร์แบ็กลิเวอร์พูลซีซั่นนี้

 


เปิดผลงานเซนเตอร์แบ็ก ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ หลังผลัดเปลี่ยนใช้งานกันมาแล้วถึง 11 คู่ และคงจะมีคู่ที่ 12 แน่นอน

  
เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล กำลังเจอเรื่องปวดหัวกับการที่บรรดาผู้เล่นตัวรับพากันล้มเจ็บทั้ง เฟอร์จิล ฟานไดค์, โจ โกเมซ, โฌแอล มาติป และ ฟาบินโญ่ ทำให้ "หงส์แดง" จำเป็นต้องมองหาเซนเตอร์แบ็กมาเสริมทัพในช่วงเปิดตลาดนักเตะเดือนมกราคมนี้

ในซีซั่นนี้ คล็อปป์ ใช้งานคู่เซนเตอร์แบ็กที่แตกต่างกันไปแล้วถึง 11 คู่ หลังจากที่ พรีเมียร์ลีก เตะไปแค่ 20 เกม ก่อนที่ "หงส์แดง" จะมีโปรแกรมต้องออกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค.นี้

คู่เซนเตอร์แบ็ก ลิเวอร์พูล ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21

นักเตะ เกม เสียประตู คลีนชีต (นับเฉพาะที่ยืนร่วมกัน90นาที)
ฟานไดค์/โกเมซ 3 9 0
ฟาน ไดค์/ฟาบินโญ่ 1 0 1
ฟาน ไดค์/มาติป 1 2 0
โกเมซ/ฟาบินโญ่ 1 1 0
โกเมซ/ฟิลลิปส์ 1 1 0
โกเมซ/มาติป 1 1 0
มาติป/ฟาบินโญ่ 6 2 3
ฟาบินโญ่ /ฟิลลิปส์ 2 1 1
ฟาบินโญ่/วิลเลี่ยมส์ 1 1 0
ฟาบินโญ่/เฮนเดอร์สัน 2 1 1
มาติป/เฮนเดอร์สัน 1 1 0