วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เดเคอาโพสต์อย่างหล่อ เจ็บแต่ทีมชนะก็แลกได้ พร้อมอัพเดทอาการ


 ดาบิด เด เคอา มือกาวสแปนิชของ แมนฯ ยูไนเต็ด โพสต์อัพเดทอาการหลังเจ็บหัวเข่าจากจังหวะบินชนเสาก่อนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ในเกมที่ "ปีศาจแดง" พลิกนรกรัวแซง เซาธ์แฮมป์ตัน สุดมันส์ 3-2 ที่ เซนต์ แมรี่ส์ เมื่อคืนวันอาทิตย์

     
เด เคอา ลงเป็นตัวจริง และเจ็บในจังหวะที่เขาพยายามบินปัดลูกฟรีคิกของ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ จนตัวไปกระแทกเสาบาดเจ็บ แถมทีมก็เสียประตูที่ 2 ปิดฉากครึ่งแรกด้วยการถูกเจ้าถิ่น เซาธ์แฮมป์ตัน นำห่าง 2-0 ก่อนถูกเปลี่ยนให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ลงมาเฝ้าเสาแทน

ช่วง 45 นาทีหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ดีกว่า และเอาคืน 3 ประตูรวดโดย เอดินสัน กาวานี่ สำรองอีกรายซัด 2 และเปิดอีก 1 จนทำให้ลูกทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา คว้าชัยอย่างสวยงาม ซึ่งภายหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว มือกาวจากแดนกระทิงได้เผยผ่านโลกโซเชี่ยลว่า "ชนะโดยฮึดแซงแบบนี้ถึงเข่าจะเจ็บก็รับได้ มันสุดยอด! ผมจะกลับมาเร็วๆ นี้ เอาหน่อย ทีมของเรา!"




ทั้งนี้ คาดว่า เด เคอา ยังไม่น่าฟิตทันเกม ชปล. ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมงต กลางสัปดาห์นี้ โดย เฮนเดอร์สัน ดีกรีทีมชาติอังกฤษ จะได้โอกาสโชว์ไปก่อน




3เหตุผลลิเวอร์พูลไม่ต้องกังวลกับการลุ้นแชมป์

 


เปิด 3 เหตุผลที่บรรดา "เดอะ ค็อป" ไม่ต้องกังวลกับการลุ้นแชมป์ซีซั่นนี้ แม้ไม่ชนะมาแล้ว 2 นัด และมีนักเตะบาดเจ็บหลายรายก็ตาม

    
ลิเวอร์พูล ไม่ชนะมาแล้ว 2 เกมติดต่อกัน หลังในช่วงกลางสัปดาห์พ่าย อตาลันต้า 0-2 คารัง แอนฟิลด์ ในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนบุกไปเสมอ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นี่คือ 3 เหตุผลที่แฟนบอล "หงส์แดง" ไม่จำเป็นต้องไปกังวลเลยกับการลุ้นแชมป์ โดยเป็นอะไรบ้างไปดูกัน

1. ช่วงนี้นักเตะเจ็บเยอะ



ในซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล เจอปัญหานักเตะบาดเจ็บยาวเป็นหางว่าว โดยเหตุผลสำคัญมาจากการที่ต้องลงเตะกันแบบถี่ยิบ จน คล็อปป์ เรียกร้องอยากให้ พรีเมียร์ลีก เปลี่ยนนักเตะได้ 5 คนเหมือนช่วงรีสตาร์ตฤดูกาลที่แล้ว

กุนซือชาวเยอรมัน ไม่สามารถใช้งานแบ็กโฟร์ชุดหลักเพราะเจ็บไปถึง 3 รายคือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ โดยเหลือแค่ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็กซ้าย

ขณะที่กองกลางก็ผลัดกันเจ็บทั้ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ เจมส์ มิลเนอร์ รวมทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่อดลงเล่นเพราะติดโควิด-19 ไปพักหนึ่ง

หากนักเตะหายเจ็บกลับมาก็จะทำให้ ลิเวอร์พูล มีขุมกำลังที่แกร่งขึ้น นอกจากนั้น ตลาดนักเตะก็กำลังจะเปิดรอบใหม่ในเดือนมกราคมนี้ทำให้สามารถซื้อแข้งใหม่มาเสริมทัพได้อีกด้วย

2. นำเป็นจ่าฝูงอยู่นะ (นับจนถึงวันที่ 28 พ.ย.)



แม้ "หงส์แดง" ทำได้แค่บุกไปเสมอ ไบรท์ตัน 1-1 แต่ก็เพียงพอที่จะขึ้นไปครองตำแหน่งจ่าฝูงชั่วคราว หลังลงเตะไป 10 นัด มี 21 คะแนน

หากผ่านสัปดาห์นี้ไปแล้ว ลิเวอร์พูล โดน เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หรือแม้แต่ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำคะแนนแซงขึ้นไปก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าต้องกังวลแต่อย่างใด และจะยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ยาวๆ แน่นอน

ช่วงนี้ คล็อปป์ พยายามหมุนเวียนนักเตะเพื่อถนอมร่างกายสำหรับฤดูกาลอันยาวนาน และหากทีมยังคงอยู่หัวแถวของตารางไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากกับการป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก เอาไว้ได้

3. มีกุนซือชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ต้องกลัวอะไร



คล็อปป์ พิสูจน์ฝีมือให้เห็นแล้วว่าเป็นกุนซือเบอร์ต้นๆ ของโลกตั้งแต่สมัยคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ก่อนจะมากุมบังเหียน "หงส์แดง" เมื่อปี 2015

กุนซือชาวเยอรมัน พา ลิเวอร์พูล ได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก, สโมสรโลก และ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ รวมทั้งมีสไตล์การเล่นแบบเฮฟวี่เมทัลที่ถูกใจแฟนบอล

แม้ คล็อปป์ จะไม่มีนักเตะสำคัญให้ใช้งานหลายรายในฤดูกาลนี้ แต่ระดับมันสมองอย่างเขาสามารถพาทีมไปถึงแชมป์ได้แน่




ประทับใจ! เปิดคลิปสุดซึ้งแข้งโบคาทำลูกสาวมาราโดน่าร่ำไห้


 บรรดาแข้ง โบคา จูเนียร์ อดีตต้นสังกัดของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ฉลองประตูด้วยการยืนปรบมือเป็นเกียรติให้แก่ ดัลม่า ลูกสาวคนโตของตำนานชาวอาร์เจนไตน์ ที่เดินทางมานั่งชมเกมระหว่างเกมที่ โบค่า จูเนียร์ เปิดรังเอาชนะ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ 2-0 ในศึกอาร์เจนติน่า พรีเมียร์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    
มาราโดน่า เสียชีวิตในวัย 60 ปีด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการจากไปของ "เสือเตี้ย" ซึ่งเป็นมหาบุรุษผู้นำทัพ "ฟ้าขาว" ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของประเทศชาติ ทำให้คนในวงการลูกหนังและกีฬาทั่วโลกร่วมไว้อาลัยมากมาย

เช่นเดียวในในลีกบ้านเกิดของเจ้าตัวในเกมที่อดีตสองต้นสังกัดอย่าง โบคา จูเนียร์ พบ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในนาทีที่ 12 ของการแข่งขันเมื่อ เอ็ดวิน คาร์โน่า สังหารฟรีคิกให้ โบคา จูเนียร์ ได้ประตูขึ้นนำ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ 1-0 ก่อนที่บรรดานักเตะของเจ้าถิ่นจะร่วมไปฉลองประตูด้วยการวางเสื้อทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ปักชื่อของ มาราโดน่า ไปวางไว้หน้าอัฒจันทร์บริเวณที่ ดัลม่า ลูกสาวของอดีตแข้งตำนานนั่งชมเกมอยู่ พร้อมกับยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อของเขา ซึ่งทำให้ ดัลม่า ถึงกับร่ำไห้ออกมา



นอกจากนี้เกมดังกล่าวผู้เล่นของทั้งสองทีมต่างสวมเสื้อพิเศษที่ปักชื่อของ มาราโดน่า ไว้ด้านหลังกันทุกคนเพื่อระลึกถึงยอดแข้งตลอดกาลอีกด้วย

สำหรับ มาราโดน่า เคยลงเล่นกับ โบคา จูเนียร์ สองช่วงในปี 1981 และ 1995-1998 ขณะที่เคยเล่นให้ นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ในปี 1993-94







วูล์ฟส์ยันฮิเมเนซต้องผ่าตัดกะโหลกร้าว-อาการปลอดภัยแล้ว

 


วูล์ฟแฮมป์ตัน ออกมาแถลงความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าตัวเก่งที่ได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างหนักจนน็อคคาสนามในเกมที่ "หม่าป่า" บุกชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    วูล์ฟแฮมป์ตัน ประกาศยืนยันว่า ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโก มีอาการกะโหลกร้าวจากจังหวะที่เข้าปะทะกับ ดาวิด ลุยซ์ และต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว

    ฮิเมเนซ ได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงจากจังหวะเข้าปะทะกับ ดาวิด ลุยซ์ จนน็อคคาสนาม และต้องถูกเปลห้ามออกไปตั้งแต่ครึ่งแรกของการแข่งขัน แล้วเป็น ฟาบิโอ ซิลวา ที่ถูกส่งลงมาเล่นแทน 

    กระทั่งล่าสุด วูล์ฟส์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ราอูล รู้สึกสบายดีหลังจากการเข้ารับการผ่าตัดไปเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ลอนดอน และเขาได้เจอกับ ดานิเอล่า ภรรยาของเขาแล้ว ซึ่งตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพักฟื้นและต้องอยู่ภายใต้การดูแลเพื่อสังเกตอาการอีกสองถึงสามวัน"

    "แน่นอนมันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกคนในทีมและผู้เล่นของทั้งสองทีม เราหวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี สโมสรอยากขอบคุณเจ้าหน้าที่แพทย์ของอาร์เซน่อล หน่วยกู้ชีพเอ็นเอชเอส, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และแพทย์ผ่าตัด ที่ใช้ความสามารถของพวกเขาในการรักษาครั้งนี้T

 



 

แลกกับมาร์กซิยาลไม่พอใจ!สื่อผู้ดีวิเคราะห์คาวานี่ควรยืนตัวจริงแมนยู

 


เดอะมีร์เรอร์ ลงบทความวิเคราะห์ เอดิสัน คาวานี่ หัวหอกชาวอุรุกวัย ของ แมนฯยูไนเต็ด สามารถยืนเป็นกองหน้าตัวหลักของทีมได้ หลังโชว์ฟอร์มเยี่ยมโขก 2 ประตู ช่วยทีมไล่เชือดทีมนักบุญ แม้จะต้องแลกกับการสร้างความไม่พอใจให้กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กองหน้าชาวฝรั่งเศสก็ตามที

   
เดอะมีร์เรอร์ สื่อชื่อดังของ อังกฤษ ลงบทความในเชิงวิเคราะห์ว่า "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ควรให้โอกาส เอดิสัน คาวานี่ หัวหอกชาวอุรุกวัย เป็นกองหน้าตัวหลักของทีม หลังโชว์ประสิทธิภาพในการยิงประตูได้คมกริบกว่า หัวหอกรายอื่นๆในทีม หลังโหม่ง 2 ประตูพาทีมบุกเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เมื่อ เอดิสัน คาวานี่ ย้ายมาร่วมทีม แมนฯยูไนเต็ด แรกเริ่มเดิมที ก็เพื่อใช้เป็นกองหน้าอะไหล่ให้กับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่มีแต่กองหน้าประสบการณ์น้อยอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล,มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

แต่หลังจากผลงานเมื่อคืนจึงเกิดคำถามว่า ทำไม คาวานี่ ไม่สามารถเป็นได้มากกว่านี้กับยูไนเต็ดได้? ทำไมหัวหอกอุรุกวัยถึงเป็นแข้งคนสำคัญของยูไนเต็ดไม่ได้?



คำถามที่ตามมาเหล่านี้ อาจจะทำให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ช่วงหลังถูกเลือกจาก โซลชา เป็นกองหน้าตัวหลักอยู่เป็นประจำจะอารมณ์เสียก็ไม่เป็นไร

ดาวเตะชาวฝรั่งเศสยิงได้เพียงสองประตู จากเก้าเกม ในฤดูกาลนี้ (รวมในลีกและแชมเปี้ยนส์ลีกแล้ว) รวมถึงฟอร์มของเขาก็แทบจะไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลย

ในทางกลับกัน คาวานี่ กำลังเริ่มแสดงให้เห็นว่า ทำไมเขากำลังจะเป็นการซื้อแห่งซีซั่นให้ แมนฯยูไนเต็ด

และยกระดับฟอร์มการเล่นที่น่าทึ่งของเขาในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน มันดูจะเป็นการแย่ไปซะหน่อย หาก ยูไนเต็ด จำกัดดาวชาวอเมริกาใต้วัย 33 ปี ผู้นี้ ให้มีบทบาทแค่ตัวอะไหล่ ของสามตัวรุกวัยละอ่อนของทีม

การใช้งาน คาวานี่ เพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อทีม ในแบบเดียวกับที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช การทำได้ ในฤดูกาลแรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังเมื่อกองหน้าชาวสวีเดนยิงได้ถึง 28 ประตูจาก 46 เกม



อิบราฮิโมวิช อายุมากกว่า คาวานี และทุกวันนี้ หัวหอกในวัย 39 ปี ยังยิงประตูได้ถึง 11 ประตู จาก 10 เกม ในสีเสื้อของ เอซี มิลาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าอายุไม่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ

เฉกเช่นเดียวกับ เฮนริค ลาร์สสัน ในวัยอายุ 36 ปี ที่อยู่กับยูไนเต็ดในปี 2007 แค่สามเดือน หลังถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยืมตัวมาจากเฮลซิงบอร์ก ในช่วงปิดลีกของสวีเดน

ซึ่งการตัดสินใจของท่านเซอร์ ทำให้สองเดือนต่อมา แมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แม้ว่าหนทางสู่บัลลังก์แชมป์ของ โซลชา อาจจะยากไปซักหน่อย แต่การมาของ คาวานี่ สามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกม ในการเดินหน้าต่อกรกับทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ยืนยันคำพูดจากศูนย์ฝึกซ้อมที่แคร์ริงตันว่า ว่า คาวานี่ มีความทุ่มเทในการฝึกซ้อม และมุ่งมั่นในอาชีพของเขา เช่นเดียวกับ อิบราฮิโมวิช และ ลาร์สสัน

โดยผู้ที่ทำงานร่วมกับเขา ตั้งแต่ที่เขามาถึง ต่างยืนยันว่า คาวานี่ ไม่ได้เดินทางมาอังกฤษ เพื่อนั่งรอเวลารับข้อเสนอเงินก้อนโต ในช่วงปลายชีวิตค้าแข้งจาก เมเจอร์ลีก หรือ ไชนิส ซูเปอร์ลีก

คาวานี่ มา แมนฯยูไนเต็ด เพื่อสร้างผลงาน - ไม่ใช่มานั่งรับเงินในม้านั่งสำรอง

การเชื่อมเกมที่ชาญฉลาดของเขา สามารถเล่นกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ให้ได้ชัดเจนในเกมพบ เซาธ์แฮมป์ตัน และ อีสตันบูล บีบี ในเกมแชมเปี้ยนลีก ซึ่งแน่นอน



การเคลื่อนที่ในสนาม ความสามารถ และเทคนิค รวมถึงความฉลาดในเกมของ คาวานี่ มาจากประสบการณ์ล้วนๆในสมัยที่เขายังอยู่ นาโปลี และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ดังนั้นกระดูกในสนามเขาไม่เป็นรองใครแน่นอน เหลือก็เพียงแต่ เขาต้องการการสนับสนุนของ โซลชา เท่านั้น

ซึ่งจะกล้าพอที่จะตัดสินอะไรแบบที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำเอาไว้ในอดีตหรือไม่ โดย ท่านเซอร์ โชว์ความเด็ดขาดให้เห็น ด้วยการทิ้ง จิม ไลค์ตัน ในการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศปี 1990 กับ คริสตัล พาเลซ และการปฏิบัติอย่างไร้ความปรานี ในกรณีของ ยาป สตัม

ในฐานะลูกศิษย์ โซลชา เคยเห็น เฟอร์กี้ รู้สึกเสียใจภายหลังหรือไม่ หลังการตัดสินใจเพื่อทีม?




วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

โรงหมอหรือสนามบอล? ขุดสถิติชัดๆ อาซาร์อยู่ที่ไหนมากกว่ากัน!

 


เช็กประวัติอาการบาดเจ็บของ เอแด็น อาซาร์ ตั้งแต่ย้ายจาก เชลซี มาอยู่กับ เรอัล มาดริด หลังเกมล่าสุดเล่นได้แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดี้ยงอีกแล้ว

     
ซีเนดีน ซีดาน กุนซือ เรอัล มาดริด ต้องเจอกับข่าวร้าย หลัง เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม บาดเจ็บกล้ามเนื้อซ้ำขึ้นมาอีกครั้งในเกม ลา ลีกา สเปน ที่ "ราชันชุดขาว" เปิดบ้านพ่าย เดปอร์ติโบ อลาเบส 1-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

อาซาร์ เพิ่งหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาลงสนาม แต่ก็เล่นไปได้แค่ราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็มีอาการบาดเจ็บจนโดนเปลี่ยนตัวออก ส่งผลให้นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เชลซี ด้วยค่าตัว 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์ปี 2019 โดนโรคเดี้ยงเล่นงานไปแล้วถึง 8 ครั้งเลยทีเดียว

หากนับเป็นจำนวนนัดจากโปรแกรมทั้งหมดตั้งแต่ อาซาร์ ย้ายมาอยู่กับ "ราชันชุดขาว" นั้น ดาวเตะเบลเจี้ยน ได้ลงเล่นไปแค่ 28 เกมจากทั้งหมด 64 นัด หรือคิดเป็นจำนวนวันก็ต้องไปรักษาตัวถึง 253 วันเลยทีเดียว

ประวัติอาการบาดเจ็บของ อาซาร์

อาการบาดเจ็บจำนวนวันที่ต้องพักจำนวนนัดพลาดลงสนาม
เอ็นหลังหัวเข่า253
ข้อเท้า    81
เท้า6717
น่อง763
กระทบกระเทือน102
กล้ามเนื้อ549
ติดโควิด-19132
กล้ามเนื้อ (ล่าสุด)ยังไม่ทราบยังไม่ทราบ

 


แฟร์นานดินโญ่บอกเพื่อนแล้วอยู่หรือลาแมนซิตี้


 สื่อเมืองผู้ดีตีข่าว แฟร์นานดินโญ่ มิดฟิลด์แซมบ้า บอกเพื่อนแล้วจะอยู่หรือลา แมนฯ ซิตี้ หลังหมดสัญญาในปีหน้า

   
แฟร์นานดินโญ่ กองกลางกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมที่จะอำลาถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม หลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ สื่ออังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ดาวเตะบราซิเลียน วัย 35 ปี ย้ายจาก ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค มาอยู่กับ "เรือใบสีฟ้า" เมื่อปี 2013 ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,360 ล้านบาท) และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 3 สมัย (2013/14, 2017/18 และ 2018/19) โดยสามารถเล่นได้ทั้งกองกลางและกองหลัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง แฟร์นานดินโญ่ ไม่ค่อยได้ลงสนาม เพราะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน และเจ้าตัวก็บอกกับเพื่อนแล้วว่า ตัวเองคงไม่ได้สัญญาฉบับใหม่จาก แมนฯ ซิตี้ หลังสัญญาฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

แฟร์นานดินโญ่ วางแผนที่จะค้าแข้งต่อหลังอำลาถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม โดยมีหลายทีมในบราซิล และ เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ สหรัฐฯ สนใจดึงไปร่วมทีม นอกจากนั้นยังไม่ตัดโอกาสที่จะไปเล่นให้ นิวยอร์ก ซิตี้ เอฟซี ทีมพี่ทีมน้องของ แมนฯ ซิตี้ ด้วย

ทั้งนี้ แฟร์นานดินโญ่ ลงเล่นให้ แมนฯ ซิตี้ ไปแล้ว 320 นัด ทำได้ 23 ประตู




กรีซมันน์-คูตี้-เมสซี่ช่วยกันซัด!บาร์เซโลน่าคืนโหดถล่มยับโอซาซูน่าเละ


 "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า เปิดคัมป์ นู ถล่มยับ โอซาซูน่า ไปสบาย 4-0 ดาหน้ายิงกันไม่ซ้ำหน้า โดยเริ่มจาก มาร์ติน ไบร์ธเวท,อองตวน กรีซมันน์,ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ก่อนมาปิดท้ายที่ ลิโอเนล เมสซี่ เรียกความมั่นใจคืนได้ หลังนัดก่อนบุกไปพ่าย แอต.มาดริด มาในเกมลาลีกา สเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

ฟุตบอลลาลีกา สเปน
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563
บาร์เซโลน่า 4-0 โอซาซูน่า

สนาม : คัมป์ นู

บาร์เซโลน่า ของเทรนเนอร์ โรนัลด์ คูมัน ได้รับข่าวดีเมื่อ เซอร์จินโญ่ เดรสต์ แบ็กขวากับ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ฟิตกลับมาทันเวลา ในแผงแบ็กโฟร์ เดรสต์ ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงร่วมกับ ยอร์ดี้ อัลบา, เกลม็อง ล็องเล่ต์ และ ออสการ์ มินเกซ่า
ส่วน บุสเก็ตส์ มีชื่อสำรอง

ตัวรุก 3 คน วาง อองตวน กรีซมันน์, ลิโอเนล เมสซี่ และ ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ลงสร้างสรรค์เกม

ทางฝั่ง โอซาซูน่า ของ ยาโกบา อาร์ราซาเต้ มาเล่นระบบ 4-4-2 รูเบน การ์เซีย ขึ้นไปยืนสูงเป็นกองหน้าคู่กับ อันเต บูดิมีร์ เนื่องจาก ชีมี่ อาบีล่า, อาเดรียน โลเปซ และ โฆนาตาน กาเยรี่ 3 กองหน้ายังบาดเจ็บ



เริ่มเกมมา 15 นาที เป็นฝั่งบาร์ซ่า ได้ลุ้นก่อน จากการยิงนอกกรอบของ อองตวน กรีซมันน์ แต่ เซร์คิโอ เอร์เรร่า ยังเยี่ยมพุ่งเซฟได้อยู่

แต่แล้วนาทีที่ 29 เจ้าถิ่นก็ได้เฮจนได้ เมื่อ ยอร์ดี้ อัลบา เติมขึ้นมาเปิดบอลริมสนามฝั่งซ้ายให้ ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เข้าชาร์จ บอลไปติด เซร์คิโอ เอร์เรร่า ในจังหวะแรก ก่อน มาร์ติน ไบร์ธเวท จะตามซ้ำจ่อๆไม่เหลือ ขยับสกอร์ให้ บาร์เซโลน่า นำก่อน 1-0

สกอร์มาไหลอีกในนาทีที่ 42 เมื่อ ยอร์ดี้ อัลบา เติมมาเปิดบอลเข้ากลาง ยอน มอนกาโยล่า โหม่งเคลียร์ทิ้งมาตรงกรอบเขตโทษ แต่กลายมาเข้าทางปืนของ อองตวน กรีซมันน์ วิ่งมากดยิงวอลเลย์ด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างงามหยดย้อย บาร์เซโลน่า นำ 2-0 พร้อมหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

เริ่มครึ่งหลังมานาทีที่ 57 เจ้าถิ่นออกนำโด่งไปอีก เมื่อ ฟิลิเป้ คูตินโญ่ จ่ายบอลให้ มาร์ติน ไบร์ธเวท โดนกระแทกล้มในกรอบเขตโทษ แต่บอลมาเข้าทาง อองตวน กรีซมันน์ ไหลคืนให้ คูตินโญ่ วิ่งตามมาแปยิงจ่อๆไม่พลาด บาร์เซโลน่า ฉีกหนีไป 3-0

จากนั้นนาทีที่ 70 สองนักเตะที่ลงมาสำรองผสานเกมกัน จากจังหวะที่ ทรินเกา ไหลนิ่มๆให้ อุสมาน เดมเบเล่ แปบอลเข้าหน้าต่างเสาสองตุงตาข่าย อย่างไรก็ตาม หลังผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แล้ว พบว่ามีจังหวะล้ำหน้าไปเสียก่อน เจ้าถิ่นจึงชวดได้ประตูที่ 4



อย่างไรก็ตามนาทีที่ 73 เจ้าถิ่นก็มาได้ประตูอีกจนได้ เมื่อ ทรินเกา จ่ายบอลให้ ลิโอเนล เมสซี่ กระชากบอลผ่านแนวรับ โอซาซูน่า ถึงสามคน ก่อนกดยิงด้วยซ้ายข้างถนัด ส่งบอลผ่านมือ เซร์คิโอ เอร์เรร่า ตุงตาข่ายให้สกอร์ฉีกหนีเป็น 4-0

โดยหลังยิงเสร็จ เมสซี่ ได้ถอดเสื้อบาร์ซ่า ออก และโชว์เสื้อ นีเวลล์ โอลด์ บอย ในสมัยที่มาราโดน่า ยังเป็นนักเตะ เพื่อระลึกถึงตำนานร่วมชาติที่เพิ่งเสียชีวิตไปด้วย ก่อนรับใบเหลืองไปตามกฎ



ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกมจึงเป็น บาร์เซโลน่า เปิดบ้านถล่มยับ โอซาซูน่า ไปนิ่มๆ 4-0 เก็บสามคะแนน เรียกความมั่นใจคืนได้ หลังนัดก่อนบุกไปพ่าย แอต.มาดริด มา

รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีม

บาร์เซโลน่า (4-3-3) มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น - เซอร์จินโญ่ เดรสต์ (จูเนียร์ ฟีร์โป น.61),ออสการ์ มินเกซ่า,เกลม็อง ล็องเล่ต์ (การ์เลส อเลน่า น.67),ยอร์ดี้ อัลบา - แฟร้งกี้ เดอ ยองก์,เปดรี้ (เซร์ฆิโอ บุสเกตต์ส น.46),อุสมาน เดมเบเล่,ฟิลิเป้ คูตินโญ่
(อุสมาน เดมเบเล่ น.61) -ลิโอเนล เมสซี่,อองตวน กรีซมันน์,มาร์ติน ไบร์ธเวท (ทรินเกา น.61)

โอซาซูน่า (4-4-2) เซร์คิโอ เอร์เรร่า-ฟากุนโด้ รอนกาย่า,ราอูล นาบาส,อูไน การ์เซีย,นาโช่ บีดีล - ยอน มอนกาโยล่า,ออยเอร์ ซานฆูร์โฆ (ดาร์โก บราซาเนค น.64),อินญิโก้ เปเรซ (โรแบร์โต้ เปเรซ น.63),โยนี่ โรดริเกซ (ฆวน ครูซ น.23) - รูเบน การ์เซีย,อันเต
บูดิมีร์




คาวานี่ลงมาเบิ้ล! แมนยูพลิกนรกแซงดับเซาธ์แฮมป์ตัน90+3 ขยับขึ้นที่7

 


เอดิสัน คาวานี่ สวมบทซูเปอร์ซัพลงมากดสองประตูพร้อมเป็นประตูชัยพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลิกนรกกลับมาเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน สุดมัน 3-2 คว้าชัยสามนัดรวดขยับขึ้นไปรั้งที่ 7 ของตาราง พร้อมเป็นการยัดเยียดความปราชัยให้ทีม "นักบุญ" ต้องหยุดสถิติไร้พ่ายไว้ที่ 7 นัดติดต่อกัน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา

   
ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ที่สนาม เซนต์ แมรี่ส์ เป็นการพบกันระหว่าง เซาธ์แฮมป์ตัน พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เซาธ์แฮมป์ตัน ของกุนซือ ราล์ฟ ฮาเซนฮึทเทิ่ล ผลงานกำลังเข้าฝักไร้พ่ายมา 7 นัดรวด เกมนี้ยังไร้สองตัวหลักอย่าง นาธาน เร้ดมอนด์ และ แดนนี่ อิงส์ โดยวางคู่หน้าอย่าง ธีโอ วัลคอตต์ และ เช อดัมส์ ลงล่าตาข่าย โดยมี เจมส์ วอร์ด-เพร้าส์ คอยปั้นเกมอยู่ด้านหลัง

ด้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ส่ง อเล็กซ์ เตลลิส ลงประจำการแบ็กซ้ายต่อเนื่อง พร้อมให้โอกาสกับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในลีกนัดแรก ขณะที่คู่หน้าใช้ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด ล่าตาข่าย

ครึ่งแรกเริ่มมาถึง นาทีที่ 6 แมนยู พลาดโอกาสที่จะได้ประตูขึ้นนำแบบเหลือเชื่อจากจังหวะที่ เมสัน กรีนวู้ด ฉกบอลจากความผิดพลาดในแนวรับของ เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะได้ยิงโล่งๆด้วยซ้ายข้างถนัดแต่บอลเข้าข้างตาข่าย

จากนั้น นาที 16 แมนยู ใกล้เคียงจะได้ประตูอีกครั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ลองส่องไกลนอกเขตโทษด้วยขวาบอลไปแฉลบแนวรับ เซาธ์แฮมป์ตัน หลุดกรอบออกไปนิดเดียว 


อย่างไรก็ตาม เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เกมเป็นรองมาได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เจมส์ วอร์ด-เพร้าส์ เปิดโค้มาเข้าหัว ยาน เบดนาเร็ค ได้โหม่งจ่อๆไม่เหลือ ในนาที 23

ถัดมา นาที 27 เซาธ์แฮมป์ตัน เกือบได้ลูกสอง ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ลากเข้าเขตโทษก่อนจะตะบันด้วยขวาบอลไปแฉลบ อเล็กซ์ เตลลิส เปลี่ยนทางไปชนเสาไกลออกหลังไป

แมนยู ชวดตามตีเสมออีกครั้งเมื่อ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ พลาดจ่ายบอลจากเขตโทษไปเข้าทาง เมสัน กรีนวู้ด หลุดมาซัดจ่อๆยังติดเซฟ แม็คคาร์ธี่ ปัดไปเข้าทางปืน บรูโน่ แฟร์นันเดส ตามซ้ำดาบสองเน้นๆ แต่นายด่านชาวอังกฤษโชว์ซูเปอร์เซฟสองครั้วซ้อนปัดทิ้งออกไปได้อีก ในนาที 30

จนกระทั่งนาที 33 เซาธ์แฮมป์ตัน นำห่าง 2-0 เจมส์ วอร์ด-เพร้าส์ ปั่นฟรีคิกหน้าเขตโทษบอลโค้งเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงาม

ช่วงที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรก เซาธ์แฮมป์ตัน นำ แมนยู 2-0

ครึ่งหลัง แมนยู เริ่มต้นด้วยการส่ง ดีน เฮนเดอร์สัน ลงมาเล่นแทน ดาบิด เด เคอา ที่มีอาการบาดเจ็บตั้งแต่ครึ่งแรก ส่วนอีกคนเป็น เอดิสัน คาวานี่ ที่ลงมาแทน เมสัน กรีนวู้ด

หลังจากนั้น นาที 52 แมนยู ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กระชากหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษได้ซัดด้วยขวาเน้นๆ แต่ยังไม่ผ่านมือของ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่

จนกระทั่ง นาที 60 ความพยายามของ "ปีศาจแดง" มาประสบผลสำเร็จ จากจังหวะที่ เอดิสัน คาวานี่ จ่ายบอลจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กลับตัวซัดด้วยเป็นประตูขวาให้ แมนยู ตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2

แมนยู บุกใส่เป็นพายุ และเกือบตามตีเสมอในนาที 69 อาร์รอน วาน-บิสซาก้า เปิดเข้าเขตโทษให้ เอดิสัน คาวานี่ โขกเล่นทางบอลข้ามคานออกไปนิดเดียว

จากนั้น นาที 74 แมนยู ตามตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ จากจังหวะยิงไกลของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส บอลไปแฉลบแข้งเจ้าถิ่นมาเข้าทาง เอดิสัน คาวานี่ ที่สอดมาพุ่งโขกเหน่งๆเข้าไป

เกมทำท่าจะเสมอกันอยู่แล้วจนกระทั่งทดเจ็บนาที 90+3 แมนยู พลิกนรกกลับมาเป็นฝ่ายขึ้นนำ 3-2 จากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดจากนอกเขตโทษให้ เอดิสัน คาวานี่ โฉบมาโขกเปลี่ยนทางเข้าไปอย่างสวยงาม

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน สุดมัน 3-2

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เซาธ์แฮมป์ตัน (4-4-2) : อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ - ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส (แดน ลุนดูลู น.90+4), ยาน เบดนาเร็ค, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด, ไรอัน เบอร์ทรานด์ - สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง (อิบราฮิม่า ดิยัลโล่ น.90), เจมส์ วอร์ด-เพร้าส์, โอริโอล โรเมอู, มุสซ่า เฌเนโป (เชน ลอง น.72) - เช อดัมส์, ธีโอ วัลค็อตต์

แมนฯ ยูไนเต็ด (4-3-1-2) : ดาบิด เด เคอา (ดีน เฮนเดอร์สัน น.46) - อาร์รอน วาน-บิสซาก้า, วิคเตอร์ ลินเดอลอฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, อเล็กซ์ เตลลิส (แบรนดอน วิลเลียมส์ น.84) - ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค, เฟร็ด - เนมานย่า มาติช, บรูโน่ แฟร์นันเดส - มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวู้ด (เอดิสัน คาวานี่ น.46)





"เมสซี่" โชว์ท่าดีใจระลึกถึงมาราโดน่า

 


ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอกจอมเก๋า บาร์เซโลน่า โชว์ซีนสุดสะเทือนใจเพื่อเป็นการระลึกถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานผู้ล่วงลับ หลังซัดประตูในเกมไล่ต้อน โอซาซูน่า 4-0 เกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

             
ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าอัจฉริยะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า แสดงท่าดีใจเพื่อระลึกถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานทีมชาติอาร์เจนตินาผู้ล่วงลับ หลังยิงประตูให้กับต้นสังกัดในแมตช์ชนะโอซาซูน่า 4-0 ในเกมลา ลีกา สเปน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ซีนระทึกเรียกอารมณ์ในแมตช์นี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 73 เมื่อ ทรินเกา จ่ายบอลให้ เมสซี่ กระชากบอลผ่านแนวรับ โอซาซูน่า ถึง 3 คนก่อนกดยิงด้วยซ้ายข้างถนัด ส่งบอลผ่านมือ เซร์คิโอ เอร์เรร่า ตุงตาข่ายให้สกอร์ฉีกหนีเป็น 4-0 ซึ่งเป็นประตูปิดท้ายในแมตช์นี้

หลังยิงเสร็จ สตาร์เลือดอาร์เจนไตน์ ได้ถอดเสื้อบาร์ซ่า ออก และโชว์เสื้อ นีเวลล์ โอลด์ บอย ในสมัยที่ มาราโดน่า ยังเป็นนักเตะ เพื่อระลึกถึงตำนานร่วมชาติที่เพิ่งเสียชีวิตไปด้วย จากนั้นเขาได้ชูนิ้วขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเป็นการสรรเสริญ "เสือเตี้ย" ที่เคยใช้เวลาช่วงสั้นๆ กับ นีเวลล์ โอลด์ บอย ในช่วงท้ายอาชีพพ่อค้าแข้ง ขณะที่ เมสซี่ เริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลที่นั่น ก่อนรับใบเหลืองไปตามกฎ

ทั้งนี้ มาราโดน่า เสียชีวิตในวัย 60 ปี หลังจาเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยร่างไร้วิญญาณของเขาถูกนำไปฝังเอาไว้ที่สุสาน ยาร์ดิน เบลล่า วิสต้า ชานกรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา




วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สนิทกับเอเย่นต์!ลาปอร์ต้าลั่นล่า1แข้งดังหากได้เป็นปธ.บาร์ซ่า

 


เอล ชิรินกีโต้ สื่อของสเปน ตีข่าว โจอัน ลาปอร์ต้า ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเขาได้เป็นประธาน บาร์เซโลน่า เขาก็จะดึง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ดาวยิง ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทัพให้ได้ โดยเจ้าตัวสนิทกับ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของหัวหอกชาวนอร์เวย์ด้วย

   
โจอัน ลาปอร์ต้า หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธาน บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน พร้อมที่จะเดินแผนคว้าตัว เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทัพ ถ้าหากเขาชนะการเลือกตั้ง ตามการเปิดเผยอง เอล ชิรินกีโต้ สื่อของแดนกระทิงดุ

ลาปอร์ต้า ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งบิ๊กบอสของ บาร์เซโลน่า อีกครั้ง หลังจากเคยอยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2003-2010 ซึ่งในช่วงนั้น "อาซูลกราน่า" ภายใต้การบริหารของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก อาทิเช่น การได้แชมป์ลีก 4 สมัย, แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ครั้ง และแชมป์ โกปา เดล เรย์ 1 หน เป็นต้น

ทั้งนี้ เอล ชิรินกีโต้ เสริมว่า ลาปอร์ต้า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของ ฮาแลนด์ และเขาก็ตั้งใจจะใช้สิ่งนั้นมาเป็นตัวช่วยในภารกิจล่าดาวยิงชาวนอร์เวย์ โดยในตอนที่ ลาปอร์ต้า เข้าไปเป็นประธาน บาร์เซโลน่า สมัยแรกนั้น เขาก็เคยสร้างความฮือฮาด้วยการดึง โรนัลดินโญ่ ไปร่วมทัพ ก่อนที่อดีตยอดดาวเตะชาวบราซิเลียนจะโชว์ฟอร์มได้สุดยอดจนกลายเป็นตำนานคนหนึ่งของทีมมาแล้ว




แลมพาร์ดเชื่อคู่หูเคน-ซนทุบสถิติตน-ดร็อกบาได้


แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี มั่นใจ แฮร์รี่ เคน กับ ซน ฮึง-มิน จะทุบสถิติด้านคู่หูที่โหดที่สุดตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก ที่ตนกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ครองเอาไว้มานานลงได้ หลังจากตอนนี้คู่หูของ "ไก่เดือยทอง" ตามสถิติของตนกับ ดร็อกบา เพียงแค่ 7 ลูกเท่านั้น

   
แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี แสดงความเชื่อว่า แฮร์รี่ เคน กับ ซน ฮึง-มิน 2 แนวรุกของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จะทำลายสถิติการประสานงานระหว่างนักเตะ 2 คน (หมายถึงการยิงและจ่ายระหว่างกัน) ที่สูงที่สุดตลอดกาลในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลงได้ หลังจากตอนนี้สถิติดังกล่าวเป็นของ แลมพาร์ด กับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา

ในการลงเล่น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ เคน กับ ซน มีจังหวะทำประตูและแอสซิสต์ระหว่างพวกเขากันเองไปแล้ว 9 ครั้ง จนทำให้ถ้านับรวมทุกฤดูกาลแล้วนั้นการประสานงานระหว่างพวกเขาก็ทำให้เกิดประตูไปแล้ว 29 ลูก ส่วนสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เป็นของคู่หู แลมพาร์ด-ดร็อกบา อยู่ที่ 36 ประตู โดยที่ เคน กับ ซน มีคิวนำ สเปอร์ส ลงดวลกับ เชลซี ในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนนี้ด้วย

แลมพาร์ด เผยว่า "แน่นอนว่าพวกเขามีโอกาสที่จะทำลายสถิตินั้นได้ และผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะทุบสถิติลงได้แบบสบายๆ เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการเล่นที่พวกเขากำลังทำได้ในตอนนี้ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกระวนกระวายใจเกี่ยวกับเรื่องที่อาจจะเสียสถิตินั้นเลยนะ แน่นอนว่าผมกับ ดิดิเย่ร์ ภูมิใจในสถิตินั้นมากๆ แต่ฟุตบอลมันก็มีโอกาสเกิดเรื่องแบบนี้ได้เป็นธรรมดา มันจะต้องมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้น และนักเตะระดับพวกเขาก็จะพิสูจน์ให้เห็นถึงเรื่องนั้นอยู่เสมอ"

"ใช่ ผมเข้าใจถึงความอันตรายของทั้งคู่เป็นอย่างดี ลองดูผลงานที่พวกเขาทั้งคู่ทำได้สิ การประสานงานของพวกเขากับความเข้าใจกันและกันมันยอดเยี่ยมอย่างชัดเจน ก็ต้องให้เครดิตกับพวกเขา, โค้ชของพวกเขา และแนวทางการทำงานในฐานะทีมของพวกเขา ดังนั้นนั่นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักให้ได้ เราไม่สามารถมองข้ามมันได้ มันเป็นจุดแข็งของพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดแข็งเพียงอย่างเดียวของทีมนั้น เพราะมันยังมีด้านอื่นๆ ของพวกเขาที่ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ เช่นกัน"

สำหรับสถิติการประสานงานกันที่ดีที่สุดต่อ 1 ฤดูกาลของ พรีเมียร์ลีก นั้น เป็นของ อลัน เชียเรอร์ กับ คริส ซัตตัน ที่ทำเอาไว้ 13 ครั้ง




มีหลุดเสมอ1ทีม!โอเว่นฟันธงเกมลิเวอร์พูล-แมนยู

 



พ่อหมอมาเจิมให้แล้ว! ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานดาวยิง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ฟันธงเกมของอดีตต้นสังกัดที่จะต้องออกไปเยือนทั้งคู่ในสัปดาห์นี้ แถมด้วยคู่เอก เชลซี พบ สเปอร์ส

   
ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ ออกโรงแสดงทรรศนะว่า ลิเวอร์พูล จะบุกไปเอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ได้ถึงถิ่น เอแม็กซ์ สเตเดี้ยม แต่ "หงส์แดง" คงจะเสียประตูอีกเกม ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ (19.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

โอเว่น ให้ความเห็นผ่าน เบต วิคเตอร์ ว่า "ไบรท์ตัน เป็นทีมที่ดีสำหรับการชม พวกเขาสามารถสร้างความอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะโต้กลับอย่างที่เราได้เห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในการไปเล่นที่ วิลล่า พาร์ค ผมคิดว่า พวกเขาสามารถทำประตูได้ แต่สุดท้าย ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายได้ 3 คะแนนเต็ม"

พร้อมกันนี้ โอเว่น ยังแสดงความเห็นถึงเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีก 1 ต้นสังกัดเก่า จะบุกไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน วันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้ โดยเชื่อว่า นัดนี้จะจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบมีสกอร์

"ผมคิดว่า มันจะเป็นเกมที่สูสีกันมาก และจากฟอร์มที่ดีของทั้งสองทีมในช่วงหลัง ทำให้ผมมองว่า เกมนี้จะจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบที่ทั้งสองทีมทำประตูได้" อดีตดาวยิงผู้ดี เผย

สุดท้าย โอเว่น ฟังธงเกมที่ เชลซี จะเปิดบ้านต้อนรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมจ่าฝูง ในวันอาทิตย์นี้ว่า "ทั้งสองทีมมีแนวรุกที่มีคุณภาพ ผมคิดว่า จะยิงรวมกันเกิน 2.5 ลูกแน่นอน โดยที่ เชลซี จะเฉือนชนะ 2-1"




ได้เวลาฟานเดอเบ็ค!ส่องตัวจริงแมนยูบุกรังเซาธ์ฯ



 คาด 11 ตัวจริง แมนฯ ยูไนเต็ด เกมไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน มีลุ้นได้เห็น ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงตัวจริง หลังฟอร์มเยี่ยมในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก

   
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะนำทัพ "ปีศาจแดง" บุกไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนนี้ (21.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

"ปีศาจแดง" เพิ่งโชว์ฟอร์มเยี่ยมไล่ทุบ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ 4-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ค่อนข้างสดใส

ในเกมชนะทีมจากตุรกีมีนักเตะหลายรายโชว์ฟอร์มเยี่ยมรวมทั้ง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค, อเล็กซ์ เตลลิส และ เอดินสัน คาวานี่ สามแข้งใหม่ ทำให้มีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกม พรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์นี้



นัดเจอ "นักบุญ" คาดว่า โซลชา จะใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยนักเตะที่บาดเจ็บอยู่ในเวลานี้ก็มี ปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มิดฟิลด์ทีมชาติสกอตแลนด์ และ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายชาวเมืองผู้ดี ซึ่งรายหลังหมดสิทธิ์ลงเล่นแน่นอน

สำหรับ 11 ตัวจริงคาดว่าแผงแบ็กโฟร์คงจะเป็น อารอน วาน-บิสซาก้า ยืนแบ็กขวา ขณะที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ จับคู่เซนเตอร์แบ็ก ส่วน เตลลิส ประจำการแบ็กขวา โดยมี ดาบิด เด เคอา ยืนเฝ้าเสา

ส่วนมิดฟิลด์คู่กลางใช้ เฟร็ด กับ ฟาน เดอ เบ็ค โดยกองกลางบราซิเลียนจะยืนต่ำคอยตัดเกมก่อนถึงกองหลัง ปล่อยให้ดาวเตะดัตช์ทำหน้าที่ขึ้นไปช่วยเกมรุกด้วย

ด้าน 3 แนวรุกให้ เมสัน กรีนวู้ด ยืนทางฝั่งขวา, แรชฟอร์ด เล่นด้านซ้าย และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยืนกลาง ขณะที่หัวหอกตัวเป้าส่ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล ล่าตาข่าย โดยที่ เอดินสัน คาวานี่ พร้อมลงมาเป็นตัวทีเด็ดในครึ่งหลัง




เผยเหตุผลไร้มาติปลงช่วยลิเวอร์พูลบู๊ไบรท์ตัน

 


นักข่าวดังเผยเหตุผล เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ส่ง โฌแอล มาติป ลงคุมแนวรับ ลิเวอร์พูล เกมเยือน ไบรท์ตัน เพราะต้องการให้พักบ้างเท่านั้นเอง

   
เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแปลงนักเตะถึง 6 ตำแหน่งจากเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ ในนัดบุกไปเยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ที่สนาม เอแม็กซ์ สเตเดี้ยม ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

เกมนี้ คล็อปป์ ให้โอกาส ทาคูมิ มินามิโนะ ปีกทีมชาติญี่ปุ่น ได้ลงเล่น พรีเมียร์ลีก เกมแรกในซีซั่นนี้ แล้วดร็อป ซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซเนกัล เป็นเพียงตัวสำรองอยู่ที่ข้างสนาม

นอกจากนั้น กุนซือชาวเยอรมัน ยังส่ง แน็ต ฟิลลิปส์ ลงมายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ ฟาบินโญ่ อีกด้วย หลังจากตอนแรกเป็นที่คาดว่า โฌแอล มาติป จะได้ลงมาคุมแนวรับ

ขณะที่ เอียน ดอยล์ นักข่าวของ ลิเวอร์พูล เอคโค่ ยืนยันว่า มาติป ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด เพียงแค่ คล็อปป์ ต้องการให้กองหลังร่างโย่งได้พักบ้างหลังลงเล่นมา 2 เกมติด

ดอยล์ ทวีตข้อความว่า "ไม่มี โฌแอล มาติป ในวันนี้ ลิเวอร์พูล แค่จัดการดูแลเรื่องเวลาลงเล่นของกองหลังหลังลงเล่นเป็นตัวจริง 2 เกมติดในรอบ 4 วันช่วงต้นสัปดาห์"




วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คอนเฟิร์มทีมวางจับสลากคัดบอลโลกโซนยุโรป

 


คอนเฟิร์มทีมวางคัดบอลโลกโซนยุโรป โดยชาติยักษ์ใหญ่ทั้ง เบลเยียม, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปรตุเกส, สเปน, อิตาลี และ เยอรมนี อยู่ในโถ 1

   
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศยืนยันทีมวางฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป อย่างเป็นทางการหลังทราบอันดับโลกของทุกชาติประจำเดือนพฤศจิกายนซึ่งนำมาเป็นเกณฑ์กำหนดทีมวาง ก่อนจับสลาก ที่นครซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคมนี้

โถ 1 : เบลเยียม, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปรตุเกส, สเปน, อิตาลี, โครเอเชีย, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฮอลแลนด์

โถ 2 : สวิตเซอร์แลนด์, เวลส์, โปแลนด์, สวีเดน, ออสเตรีย, ยูเครน, เซอร์เบีย, ตุรกี, สโลวาเกีย, โรมาเนีย

โถ 3 : รัสเซีย, ฮังการี, ไอร์แลนด์, สาธารณรัฐเช็ก, นอร์เวย์, ไอร์แลนด์เหนือ, ไอซ์แลนด์, สกอตแลนด์, กรีซ, ฟินแลนด์

โถ 4 : บอสเนียฯ, สโลวีเนีย, มอนเตเนโกร, มาซิโดเนียเหนือ, แอลเบเนีย, บัลแกเรีย, อิสราเอล, เบลารุส, จอร์เจีย, ลักเซมเบิร์ก

โถ 5 : อาร์เมเนีย, ไซปรัส, หมู่เกาะแฟโร, อาเซอร์ไบจาน, เอสโตเนีย, โคโซโว, คาซัคสถาน, ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, อันดอร์รา

โถ 6 : มอลตา, มอลโดวา, ลิกเตนสไตน์, ยิบรอลตาร์ , ซาน มาริโน

สำหรับการจับสลากจะแบ่งเป็น 10 กลุ่ม โดย 5 กลุ่มมี 5 ทีม และอีก 5 กลุ่ม มี 6 ทีม โดยแชมป์ของทั้ง 10 กลุ่มจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปเล่นที่ประเทศกาตาร์ ในปี 2022 โดยอัตโนมัติ

ส่วนอีก 3 ที่นั่งที่เหลือจะมาจากรองแชมป์ทั้ง 10 กลุ่มและ 2 ทีมอันดับสูงสุดจาก เนชั่นส์ ลีก ที่ยังไม่ได้เข้ารอบหรือจบอันดับสองของกลุ่ม โดยทั้ง 12 ทีมจะถูกจับสลากเพื่อเล่นรอบเพลย์ออฟ 3 เส้นทาง โดยแต่ละเส้นทางมี 4 ทีม เพื่อให้ได้ 3 ทีม มารวมกับ 10 ทีมแชมป์กลุ่ม รวมเป็นทั้งหมด 13 ทีมที่ได้ไปเล่นรอบสุดท้าย




5โมเมนต์สุดยอดเส้นทางลูกหนังมาราโดน่า



 เปิด 5 โมเมนต์สำคัญในเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่มีทั้งด้านขาวและดำ


    แฟนบอลทั่วโลกยังคงโศกเศร้าและเสียใจกับการจากไปของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา และ นาโปลี ที่เสียชีวิตด้วยวัย 60 ปี เนื่องจากหัวใจวาย เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา




มาราโดน่า เจ้าของฉายา "เสือเตี้ย" เป็นนักเตะที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง โดยถ้าเรื่องในสนามต้องยกให้ว่ามีฝีเท้าหมายเลขหนึ่งของโลก แต่ถ้าเรื่องนอกสนามก็ฉาวไม่แพ้กันทั้งการใช้สารกระตุ้นต้องห้าม และยาเสพติด

เส้นทางสายลูกหนังของดาวเตะอาร์เจนไตน์มีความหวือหวาอย่างมาก และนี่คือ 5 โมเมนต์สำคัญของเขา

1. ฉายแสงตั้งแต่นัดแรก



ในนัดแรกที่ มาราโดน่า ลงสนามให้ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส เจอกับ ตัลเลเรส เดอ กอร์โดบา เมื่อปี 1976 นั้น ฮวน คาร์ลอส มอนเตส กุนซือของทีมให้โอกาสกับเด็กวัยเพียงแค่ 15 ปีลงเล่น

เพียงแค่การสัมผัสบอลครั้งที่สอง เจ้าหนูมาราโดน่า ก็โชว์ลีลาเลี้ยงบอลลอดขาของ ฮวน โดมิงโก้ คาเบรร่า กองหลังของทีมคู่แข่งให้เห็นซะเลย

เกมนั้นไม่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่อาจไม่ได้เห็นลีลา ก่อนมีภาพถ่ายที่ตีพิมพ์ให้เห็นทางนิตยสาร เอล กลาฟิโก้ เมื่อปี 2001

2. โดนแบนในฟุตบอลโลก 1994



สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เคยสั่งแบน มาราโดน่า นาน 15 เดือน เมื่อปี 1991 หลังจากตรวจพบว่าเสพโคเคนในประเทศอิตาลี สมัยค้าแข้งอยู่กับ นาโปลี

นอกจากนั้น "เสือเตี้ย" ยังเคยถูกส่งกลับบ้านในศึกฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐฯ หลังจากลงเล่นไปแค่ 2 นัดเท่านั้น หลังจากถูกตรวจพบใช้สารกระตุ้นต้องห้ามอีเฟดรีน

นี่ถือเป็นจุดด่างพร้อยอีกช่วงหนึ่งของ มาราโดน่า อย่างไรก็ตาม แฟนบอลอาร์เจนไตน์ไม่เคยโทษเขาที่ทำให้ทัพ "ฟ้า-ขาว" ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกครั้งนั้นเลย

3. คว้าแชมป์โลกรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี



ในปี 1979 มาราโดน่า พาทีมชาติอาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก รุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ประเทศญี่ปุ่น และยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ด้วย

ก่อนหน้านั้น 1 ปี มาราโดน่า พลาดลงเล่นฟุตบอลโลก 1978 ที่บ้านเกิด หลัง เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือ "ฟ้าขาว" ไม่เรียกไปติดทีม

อย่างไรก็ตาม มาราโดน่า ติดทีมชาติอาร์เจนตินา ไปเล่นฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน แต่ก็ไม่ได้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าจดจำของเจ้าตัวเพราะโดนใบแดง

4. พา นาโปลี ยิ่งใหญ่ในอิตาลี



มาราโดน่า ย้ายจาก บาร์เซโลน่า มาอยู่กับ นาโปลี เมื่อปี 1984 ด้วยค่าตัว 6.9 ล้านปอนด์ และทำให้ทีมจากเนเปิ้ลส์สร้างความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังแดนมะกะโรนี

"เสือเตี้ย" ทำให้ นาโปลี เป็นทีมที่แกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพาทีมคว้าแชมป์หลายรายการอาทิแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย, ยูฟ่า คัพ 1 ครั้ง, โคปปา อิตาเลีย 1 หน และ อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ 1 สมัย

5. คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 และทำประตูสุดงดงาม แถมด้วยหัตถ์พระเจ้า



มาราโดน่า กลับมาผงาดในฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยระเบิดฟอร์มร่ายมนต์ลูกหนังจนคู่แข่งไม่สามารถรับมือได้ โดยเฉพาะในเกมพบ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่เจ้าตัวได้สร้างตำนานยิง 2 ประตูที่โลกไม่มีวันลืมจนถึงทุกวันนี้

ประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 51 หลัง มาราโดน่า สร้างเรื่องสุดมหัศจรรย์ด้วยการกระโดดขึ้นโหม่งบอลหนีมือ ปีเตอร์ ชิลตัน นายทวาร "สิงโตคำราม" อย่างไรก็ตามเมื่อมองจากภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาใช้มือชกบอลก่อนที่ ชิลตัน จะลอยตัวมาถึงทำให้บอลเข้าประตูในที่สุด และในเวลาต่อมาลูกนี้ก็เป็นที่จดจำว่า "หัตถ์พระเจ้า"

จากนั้นอีก 4 นาทีต่อมา มาราโดน่า โชว์ลีลาเลี้ยงบอลกว่าครึ่งสนามหลบผู้เล่นอังกฤษ 6 คน รวมทั้ง ชิลตัน ด้วย ก่อนที่จะส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างงดงาม ก่อนที่ในเวลาต่อมา ฟีฟ่า จะยกให้เป็นประตูแห่งศตวรรษ

นอกจากนั้น มาราโดน่า ยังโชว์ลีลาลากหลบคู่แข่ง 4 คนในรอบรองชนะเลิศที่ อาร์เจนตินา ชนะ เบลเยียม อีกด้วย ก่อนที่จะเอาชนะ เยอรมันตะวันตก 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่