วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แมนยูลุ้นโหดต่อ!หวัง "แรชฟอร์ด" โชว์แจ่ม,อาร์เซน่อลใช้ "โอบาเมย็อง" โป้งสู้

 


"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังฟอร์มโหดต่อเนื่องเตรียมส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิงจอมกระหายลงล่าสกอร์ เกมเปิดรังรับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่มี ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง พร้อมลั่นไก ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier Football HD 1 (เวลา : 23.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด     - อาร์เซน่อล 
ถ่ายทอดสด :
 True Premier Football HD 1  (เวลา : 23.30 น.)


สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด

แมนฯ ยูไนเต็ด :

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถเอาชนะเกมในบ้านนัดแรกได้แล้วในฤดูกาลนี้ หลังถล่ม แอร์เบ ไลป์ซิก ไป 5-0 ในฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด เสมอกับทาง เชลซี ในบ้านตัวเองไปแบบไม่มีสกอร์ 0-0

สภาพความพร้อมของทีมเกมนี้ ทัพปีศาจแดง จะยังใช้งาน อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล ไม่ได้เนื่องจากติดโทษแบนเป็นเกมสุดท้าย รวมไปถึง อเล็กซ์ เตลลิส ที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนทางนักเตะที่มีอาการบาดเจ็บอยู่ไม่สามารถลงเล่นได้มีทาง เอริก ไบญี่ กับ เจสซี่ ลินการ์ด ส่วนตัวหลักคนอื่นๆนั้นพร้อมลงสนามช่วยทีมไม่ว่าจะเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส, เฟร็ด, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ปอล ป็อกบา, เอดินสัน คาวานี่, ดาบิด เด เคอา, เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ผู้ทำแฮตทริกในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดล่าสุด ที่พบ ไลป์ซิก

การจัดทัพในเกมนี้คาดว่า โซลชา จะมาในระบบ 4-3-1-2 แผนที่ถล่ม ไลป์ซิก ไป 5-0 โดยมี ดาบิด เด เคอา ลงเฝ้าเสา แผงหลังใช้ทาง แม็กไกวร์ จับคู่กับทาง ลินเดอเลิฟ แบ็กขวา-ซ้าย เป็นทาง วาน-บิสซาก้า กับ ลุค ชอว์ แดนกลางสามคนมี เฟร็ด, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ ปอล ป็อกบา โดยมีหน้าต่ำเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส ด้านกองหน้าคู่ใช้ เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด

อาร์เซน่อล :

ด้าน อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า เพิ่งพาทีมเอาชนะ ดันดอล์ค ในยูโรปา ลีก ไป 3-0 ในกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนเกมในพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด ทัพปืนใหญ่ แพ้คารัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ให้กับทาง เลสเตอร์ ไป 0-1

สภาพความพร้อมของทีมเกมนี้ อาร์เซน่อล จะไม่มี ดาวิด ลุยซ์ ปราการหลังชาวแซมบ้าที่เจ็บต้นขาซ้ายจากเกมแพ้ เลสเตอร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนแน่นอน ส่วนตัวบาดเจ็บรายอื่นๆที่ยังไม่สามารถกลับมาลงเล่นช่วยทีมได้มี ปาโบล มารี, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ร็อบ โฮลดิ้ง และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แต่ตัวหลักคนอื่นๆที่เหลือยังอยู่ครบทั้ง แบรนด์ เลโน่, กาเบรียล มากัลเญส, โธมัส ปาร์เตย์, ดานี่ เซบายอส, คีแรน เทียร์นี่ย์, อเลซ็องด์ ลากาแซตต์, บูคาโย่ ซาก้า, วิลเลี่ยน และ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง

การจัดทัพในเกมนี้คาดว่า อาร์เตต้า จะมาในระบบ 4-3-3 โดยใช้ เลโน่ ลงเฝ้าเสา แผงหลังมี กาเบรียล เป็นตัวยืน แต่คู่หูอีกคนต้องมาดูว่า อาร์เตต้าจะใช้ใคร ด้านแบ็กขวา-ซ้ายเป็น เอ็คตอร์ เบเยริน กับ คีแรน เทียร์นี่ย์ ขยับมาแดนกลางสามคนใช้ ดานี่ เซบายอส, โธมัส ปาร์เตย์ และ กรานิต ชาก้า ส่วนสามประสานในแดนหน้าเป็น วิลเลี่ยน, อเลซ็องด์ ลากาแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯยูไนเต็ด (4-3-1-2) : ดาบิด เด เคอา - แอรอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ - เฟร็ด, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา - บรูโน่ แฟร์นันด์ส - เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด

ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

อาร์เซน่อล (4-3-3) : แบรนด์ เลโน่ - เอ็คตอร์ เบเยริน, ชโคดราน มุสตาฟี่, กาเบรียล มากัลเญส, คีแรน เทียร์นี่ย์ - ดานี่ เซบายอส, โธมัส ปาร์เตย์, กรานิต ชาก้า - วิลเลี่ยน, อเลซ็องด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง

ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน







สเปอร์สรุกเต็มสูบ! "ซน-เคน-มูร่า" ผนึกคมกระชากชัยเกมรับคมไบรท์ตัน

 


"ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส เตรียมจัดแผงแนวรุกล่าประตูสุดโหดโดยมี ซน ฮึง-มิน, แฮร์รี่ เคน และ ลูคัส มูร่า ยืนสามหน้าประจำการปิดสกอร์เกมเปิดบ้านรับ ไบรท์ตัน ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier Football HD 1 (เวลา : 02.15 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์   -   ไบรท์ตัน
ถ่ายทอดสด
 : True Premier Football HD 1  (เวลา : 02.15 น.)


สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ :

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ของ โชเซ่ มูรินโญ่ เพิ่งออกไปแพ้ทาง รอยัล อันท์เวิร์ป ในยูโรปา ลีก มา 0-1 ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แพ้เป็นเกมแรกในรอบ 11 นัด ส่วนเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด บุกไปเฉือน เบิร์นลี่ย์ 1-0 จากประตูชัยของ ซน ฮึง-มิน

สภาพความพร้อมของทีมเกมนี้ ทัพไก่เดือยทอง จะขาดเพียงแค่ จาเฟ็ต ทังกังกา ที่ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บบกวนอยู่ ส่วน เอริก ดายเออร์ และ ต็องกี เอ็นดอมเบเล่ 2 ผู้เล่นสำคัญของ ไก่ ได้รับการคาดหมายว่าจะฟิตทันลงสนามเกมนี้ หลังจากที่ได้พักไม่ต้องลินไปเล่นที่เบลเยี่ยมเมื่อกลางสัปดาห์ พร้อมด้วยตัวหลักคนอื่นๆทั้ง อูโก้ โยริส, ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก, ลูคัส มูร่า, แฮรี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน

การจัดทัพคาดว่า มูรินโญ่ จะมาในระบบ 4-3-3 โดยมี อูโก้ โยริส ยืนเฝ้าเสา แผงหลังใช้ทาง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ เอริก ดายเออร์ จับคู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก แบ็กขวา-ซ้ายใช้ทาง แมตต์ โดเฮอร์ตี้ และ เซร์คิโอ เรกีล่อน ขยับมาที่แดนกลางสามคนเป็นทาง มูสซ่า ซิสโซโก้, ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก และ ต็องกี เอ็นดอมเบเล่ ส่วนสามแนวรุกใช้ ลูคัส มูร่า, แฮรี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน

ไบรท์ตัน :

ด้าน ไบรท์ตัน ของ เกรแฮม พอตเตอร์ พาทีมไม่ชนะใครมา 4 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก โดย 2 เกมล่าสุด พวกเขาทำได้แค่ เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (เยือน) และ เสมอ เวสต์บรอมวิช 1-1 (เหย้า)

สภาพความพร้อมของทีมเกมนี้ ทัพนกนางนวล จะยังไม่มี ลูอิส ดังค์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีมคนเก่งที่จะต้องติดโทษแบนต่อไปเป็นเกมที่ 2 จากทั้งหมด 3 เกม ส่วน ดาวี่ พรอพเพอร์ กองกลางของทีมมีโอกาสลงสนามได้เพียงน้อยนิดเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่า ส่วนตัวหลักคนอื่นพร้อมลงช่วยทีมทั้ง แม็ทธิว ไรอัน, ทาริก แลมพ์ตี้ย์, อีฟส์ บิสซูม่า, อดัม ลัลลานา, เลอันโดร ทรอสซาร์ด และ นีล โมเปย์

การจัดทัพคาดว่า พ็อตเตอร์ จะมาในระบบ 3-4-2-1 โดยใช้ แม็ทธิว ไรอัน ลงเฝ้าเสา แนวรับสามคนใช้ อดัม เว็บส์เตอร์, โจเอล เวลท์แมน และ แดน เบิร์น ส่วนคู่มิดฟิลด์เป็น เบน ไวท์ ยืนคุมเกมร่วมกับ อีฟส์ บิสซูม่า โดยมีวิงแบ็กขวา-ซ้ายเป็น ทาริก แลมพ์ตี้ย์ และ โซโลม่อน มาร์ช ส่วนแนวรุกสองคนใช้งาน อดัม ลัลลานา และ เลอันโดร ทรอสซาร์ด ยืนทำเกมอยู่หลัง นีล โมเปย์

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

สเปอร์ส (4-3-3) : อูโก้ โยริส - แมตต์ โดเฮอร์ตี้, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เอริก ดายเออร์, เซร์คิโอ เรกีล่อน - มูสซ่า ซิสโซโก้, ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก, ต็องกี เอ็นดอมเบเล่ - ลูคัส มูร่า, แฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน
ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่

ไบรท์ตัน (3-4-2-1) : แม็ทธิว ไรอัน - อดัม เว็บส์เตอร์, โจเอล เวลท์แมน, แดน เบิร์น - ทาริก แลมพ์ตี้ย์, เบน ไวท์, อีฟส์ บิสซูม่า, โซโลม่อน มาร์ช - อดัม ลัลลานา, เลอันโดร ทรอสซาร์ด - นีล โมเปย์
ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พอตเตอร์

ผู้ตัดสิน : เกรแฮม สกอตต์







เฮขึ้นฝูง! โซเซียดาดปรับทัพ "ซิลบา" ตัวจริงบุกยิงเซลต้า


 เรอัล โซเซียดาด ของ อีมานอล อัลกวาซิล ผลงานในลีกร้อนแรงแม้พึ่งพ่าย นาโปลี คาบ้านในศึกยูโรป้าลีกโดยหากเก็บ 3 แต้มในเกมนี้จะแซงขึ้นไปรั้งจ่าฝูงทันทีความพร้อมมี ดาบิด ซิลบา นำทัพ ทางด้าน ออสการ์ การ์เซีย นายใหญ่ เจ้าถิ่น ฟอร์มไม่สู้ดีส่ง ยาโก้ อาสปาส ล่าสกอร์ ในศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. นี้

ปรีวิวฟุตบอลลาลีกา สเปน 
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563
เซลต้า บีโก้ - เรอัล โซเซียดาด
เวลา : 22.00 น.


สนาม : อาบานก้า-ไบไลโดส

เซลต้า บีโก้ ของ ออสการ์ การ์เซีย เตรียมยึดขุมกำลังชุดเดิมจากเกมบุกเสมอ เลบันเต้ ลงสนามทั้งหมด แนวรับ 3 คนใช้ เนสตอร์ อาเราโฮ,เฮซอน มูรีโย่ และ โฆเซ่ ฟอนตาน ยืนร่วมกัน และใช้ เซร์คิโอ การ์เรยร่า ลงยืนวิงแบ็กขวา ส่วนวิงแบ็กซ้ายเป็น ลูกัส โอลาซ่า ในแดนกลาง เรนาโต้ ตาเปีย มิดฟิลด์เปรูยืนเป็นตัวรับ

และวาง โนลีโต้ กับ เดนิส ซัวเรซ เป็นตัวสร้างสรรค์เกม และใช้ ยาโก้ อาสปาส ยืนคู่กองหน้ากับ ซานติ มีน่า ส่วนในรายของ เซร์คิโอ อัลบาเรซ, รูเบน บลังโก้,เกบิน บาสเกซ,โจเซป ไอดู รวมถึง อูโก้ มาโย่ แบ็กขวาที่กล้ามเนื้อฉีกยังไม่พร้อมลงสนาม

ด้าน เรอัล โซเซียดาด ของ อีมานอล อัลกวาซิล เตรียมปรับทัพบางตำแหน่งจากเกมพ่าย นาโปลี คาบ้านในศึกยูโรป้าลีก หน้าเป้าสลับมาใช่ วิลเลี่ยน โชเซ่ แทน ไอซัค อเล็กซานเดอร์ ส่วนตัวรุกทางด้านข้างยังคงเป็น อัดนาน ยานูไซ กับ มิเกล โอยาซาบัล ในแดนกลาง มิเกล เมรีโน่ เดินเกมร่วมกับ ดาบิด ซิลบา โดยมี มาร์ติน ซูบิเมนดี้ รับบทตัวตัดเกม

ส่วนแนวรับ อันโดนี่ โกโรซาเบล ลงเล่นแบ็กขวา,แบ็กซ้ายเป็น ไอเอน มูนญอซ ลงมาแทน นาโช่ มอนเรอัล ส่วน โมดิโบ ซาญาน ลงแทน อาริตซ์ เอลูสตอนโด้ ที่บาดเจ็บ จับคู่กับ โรแบง เลอ นอร์มังด์ เป็นปราการหลังตัวกลาง มี อเล็กซ์ รามีโร่ เฝ้าเสา ในรายของผู้เล่นบาดเจ็บก่อนหน้านี้มี อเล็กซ์ โซล่า,เโยเซบา ซัลดูอา,อาเซียร์ อิยาร์ราเมนดี้,ลูก้า ซานกายี่ และ อิกอร์ ซูเบลเดีย

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม


เซลต้า บีโก้ (3-5-2)อีบัน บียาร์-เฮซอน มูรีโย่,เนสตอร์ อาเราโฮ,โฆเซ่ ฟอนตาน-เซร์คิโอ การ์เรยร่า,เดนิส ซัวเรซ,เรนาโต้ ตาเปีย,โนลีโต้,ลูกัส โอลาซ่า-ยาโก้ อาสปาส,ซานติ มีน่า

เรอัล โซเซียดาด (4-3-3) อเล็กซ์ รามีโร่-อันโดนี่ โกโรซาเบล, โมดิโบ ซาญาน,โรแบง เลอ นอร์มังด์,ไอเอน มูนญอซ-มิเกล เมรีโน่,มาร์ติน ซูบิเมนดี้,ดาบิด ซิลบา-อันนาน ยานูไซ,วิลเลี่ยน โชเซ่,มิเกล โอยาซาบัล





ลีลล์ลุ้นทาบฝูง! "ยิลมาซ" ล่าตาข่าย-ลียงจัด "อาอูอาร์" ปั้นเกมบุกยิง



"ทัพตราหมา" ลีลล์ เป็นทีมเดียวที่ยังไม่แพ้ทีมใดในลีกซีซั่นนี้ กระนั้นเกมนี้ต้องคว้าชัยให้ได้เพื่อทำแต้มเท่ากับ เปแอสเช พร้อมส่ง บูรัค ยิลมาซ หัวหอกฟอร์มแรงล่าตาข่ายในเกมรับมือ โอลิมปิก ลียง ที่มาแบบจัดเต็ม อุสเซม อาอูอาร์ และเมมฟิส เดอปาย กัปตันทีม ในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส คืนวันอาทิตย์นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 03.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ลีก เอิง ฝรั่งเศส นัดที่ 9
ลีลล์ (2) - โอลิมปิก ลียง (6)
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 03.00 น.


สนาม : สต๊าด ปิแอร์ โมรัว

ลีลล์

คริสตอฟ กัลติเย่ร์ กุนซือของ ลีลล์ พาทีมลงสนามเกมล่าสุด เปิดบ้านเสมอ เซลติก 2-2 ในยูฟ่า ยูโรปา ลีก โดยผลงานในลีกล่าสุด พวกเขาบุกไปเจ๊า นีซ มา 1-1 ทำให้ตอนนี้พวกเขารักษาสถิติไม่แพ้ใครมา 10 เกมติดแล้ว

ความพร้อมของทีมในเกมนี้ กัลติเย่ร์ ได้รับข่าวดี โชเซ่ ฟอนเต้ เซนเตอร์แบ็กตัวเก๋าหายป่วยจากการติดเชื้อไวรัส โควิด-19 กลับมาช่วยทีมได้แล้ว

ทำให้ตอนนี้ ลีลล์ ไม่มีปัญหาการจัดทัพแต่อย่างใด เตรียมส่ง ผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนามช่วยทีมในนัดนี้ นำทีมมาโดย โชเซ่ ฟอนเต้ กองหลังกัปตันทีม, โชนาต็อง บ็อมบา มิดฟิลด์ตัวเก่ง, และ บูรัค ยิลมาซ, โชนาต็อง อิโกเน่ สองคู่หูหน้าเป้า

โอลิมปิก ลียง

รูดี้ การ์เซีย กุนซือของ โอลิมปิก ลียง พาทีมลงสนามเกมล่าสุด เปิดรังเอาชนะ อาแอส โมนาโก 4-1 ทำให้พวกเข้าไม่แพ้มา 5 เกมติดแล้ว

ความพร้อมของทีมเวลานี้ การ์เซีย จะขาด เจสัน เดนาเยอร์ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติเบลเยียมบาดเจ็บ ในส่วนของ เมลวิน บาร์ แบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ติดโทษแบน 1 นัด หลังจากเขาโดนไล่ออกในเกมล่าสุด

นอกนั้นไม่มีปัญหารบกวนเพิ่ม เตรียมส่งพวกแกนหลักขาประจำลงสนาม นำทีมมาโดย มาร์เซโล่, อุสเซม อาอูอาร์, เมมฟิส เดอปาย และ คาร์ล โตโก เอก็อมบี้

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ลีลล์(4-4-2) : ไมค์ เมญอง - เมห์เมต เซกี้ เซลิค, โชเซ่ ฟอนเต้ (กัปตันทีม), สเวน บ็อตมาน, โดมากอย บราดาริช - ลุยซ์ อเราโช่, แบ็งฌาแม็ง อองเดร, เรนาโต้ ซานเชส, โชนาต็อง บ็อมบา - บูรัค ยิลมาซ, โชนาต็อง อิโกเน่

ผู้จัดการทีม : คริสตอฟ กัลติเย่ร์

โอลิมปิก ลียง (4-3-3): แอนโธนี่ โลเปส - เลโอ ดูบัวส์, มาร์เซโล่, ซินาลี่ ดิโอม็องเด้, มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ - ลูคัส ปาเกต้า, ติอาโก้ เมนเดส, อุสเซม อาอูอาร์ - ทีโน่ คาเดเวียร์, เมมฟิส เดอปาย (กัปตันทีม), คาร์ล โตโก เอก็อมบี้

ผู้จัดการทีม : รูดี้ การ์เซีย

ผู้ตัดสิน : มิกาแอล เลอซาช

ผลการพบกันที่ผ่านมา
09/03/20 ลีก เอิง ลีลล์ 1 - 0 โอลิมปิก ลียง
22/01/20 เฟร้นซ์ ลีกคัพ โอลิมปิก ลียง 2 - 2 ลีลล์
04/12/19 ลีก เอิง โอลิมปิก ลียง 0 - 1 ลีลล์
06/05/19 ลีก เอิง โอลิมปิก ลียง 2 - 2 ลีลล์
01/12/18 ลีก เอิง ลีลล์ 2 - 2 โอลิมปิก ลียง

ผลงาน 5 นัดหลังสุด 

ลีลล์
30/10/20 เสมอ เซลติก 2-2 (เหย้า) ยูฟ่า ยูโรปา ลีก
25/10/20 เสมอ นีซ 1-1 (เยือน) ลีก เอิง
23/10/20 ชนะ สปาร์ต้า ปราฮา 4-1 (เยือน) ยูฟ่า ยูโรปา ลีก
19/10/20 ชนะ ล็องส์ 4-0 (เหย้า) ลีก เอิง
04/10/20 ชนะ สตราส์บูร์ก 3-0 (เยือน) ลีก เอิง

โอลิมปิก ลียง
26/10/20 ชนะ โมนาโก 4-1 (เหย้า) ลีก เอิง
18/10/20 ชนะ สตราส์บูร์ก 3-2 (เยือน) ลีก เอิง
05/10/20 เสมอ มาร์กเซย 1-1 (เหย้า) ลีก เอิง
27/09/20 เสมอ ลอริยองต์ 1-1 (เยือน) ลีก เอิง
19/09/20 เสมอ นีมส์ โอลิมปิก 0-0 (เหย้า) ลีก เอิง






เกือบเป็นสตาร์ผีแดง!เผย "ฌอน คอนเนอรี่"เคยปัดเล่นให้แมนยู

  


หลายคนอาจจะยังไม่รู้... ฌอน คอนเนอรี่ ตำนานพระเอก "เจมส์ บอนด์" ผู้ล่วงลับ ครั้งหนึ่งเคยเกือบได้เป็นนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นนักแสดง 

    
ฌอน คอนเนอรี่ ตำนานพระเอก "เจมส์ บอนด์" ผู้ล่วงลับ เคยปฏิเสธโอกาสเซ็นสัญญาเป็นนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่เมืองผู้ดี เมื่อราว 67 ปีก่อน จากการเปิดเผยของเว็บไซต์ yahoo.com

เป็นที่ทราบกันดีว่า คอนเนอรี่ ได้เสียชีวิตลงในวัย 90 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นข่าวเศร้าครั้งใหญ่ของวงการฮอลลิวู้ด เนื่องจากเจ้าตัวถือเป็นสุดยอดนักแสดงฝีมือดีคนหนึ่งของวงการ โดยเฉพาะการรับบท "เจมส์ บอนด์" ในภาพยนตร์เรื่อง พยัคฆ์ร้าย 007 ถึง 7 ภาค แถมกอบโกยรางวัลอันทรงเกียรติอีกเพียบ โดยเฉพาะรางวัลออสการ์ (Academy Awards), รางวัลแบฟตา (British Academy Film Award) และรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards)



อย่างไรก็ตาม มีอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ คอนเนอรี่ คือ เขาหลงรักในเกมฟุตบอลเป็นอย่างมาก และเคยไปทดสอบฝีเท้ากับ อีสต์ ไฟฟ์ สโมสรกึ่งอาชีพในสกอตแลนด์ ประเทศบ้านเกิด และมีอยู่วันหนึ่งในปี 1953 เขาได้ลงเตะกับทีมท้องถิ่น ซึ่งวันนั้น เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เข้ามาสังเกตการณ์ ซุ่มดูฟอร์มนักเตะเพื่อหาผู้เล่นเข้าสังกัดพอดี

ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของ คอนเนอรี่ โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกาย ทำเอา บัสบี้ ถึงกับยื่นข้อเสนอเงินสัปดาห์ละ 25 ปอนด์ (ประมาณ 1,025 บาท) เพื่อหวังดึงอนาคตพระเอก "เจมส์ บอนด์" ไปร่วมทัพ "ปีศาจแดง" ทว่า คอนเนอรี่ ที่ ณ เวลานั้นอายุ 23 ปี ได้ตอบปฏิเสธไป ก่อนเลือกทางเดินสายนักแสดง จนกลายเป็นตำนานคนหนึ่งของวงการฮอลลิวู้ด

"ผมตระหนักดีว่า นักฟุตบอลระดับท็อปคลาส มักจะไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพตอนอายุ 30 ปี และตอนนั้นผมอายุ 23 ปีเข้าไปแล้ว ผมจึงตัดสินใจหันมาเป็นนักแสดงแทน และมันก็กลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากๆ สำหรับผม" คำพูดของ คอนเนอรี่ ที่เจ้าตัวเคยกล่าวเอาไว้ ถึงเหตุการณ์ที่เกือบได้เป็นนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด






วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เนเกรโด้ยิง1จ่าย1-กาดิซฟอร์มฮอตบุกอัดเออิบาร์ ทำแต้มทาบจ่าฝูง

 


กาดิซ น้องใหม่ทีเพิ่งเลื่อนชั้นมาสร้างผลงานร้อนแรงสุดยอด หลังบุกไปปราบ เออิบาร์ 2-0 ทำสถิติไร้พ่าย 5 เกมติดในลีก แมตช์นี้ อัลบาโร่ เนเกรโด้ หัวหอกจอมเก๋าทั้งยิง และจ่ายพาทีมเก็บสามแต้มมีเพิ่มเป็น 14 คะแนนเท่ากับ เรอัล โซเซียดาดแต่ลูกได้เสียเป็นรองแถมแข่งมากกว่าหนึ่งเกมทำให้นั่งรองจ่าฝูง ในเกม ลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา


สนาม : เอสตาดิโอ มูนิซิปัล เด อิปูรัว

ศึกลา ลีกา สเปน นัดที่ 8 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าถิ่น เออิบาร์ ทีมอันดับ 11 ผลงานไร้พ่ายมา 3 นัดติด เกมล่าสุดบุกไปเฉือนเอาชนะ เซบีย่า ถึงถิ่น 1-0 ขณะที่ กาดิซ ทีมอันดับ 6 น้องใหม่ไฟแรงที่ไม่ธรรมดา ไม่แพ้มา 4 เกมติด เก็บไปแล้วถึง 11 คะแนน ผลงานล่าสุดเสมอกับ บียาร์เรอัล แบบไร้สกอร์ 0-0 เกมนี้หากบุกคว้าชัยจะขึ้นไปมีแต้มทาบกับจ่าฝูงอย่าง เรอัล โซเซียดาด ทันที

เกมในครึ่งแรก ค่อนข้างเล่นกันอย่างระมัดระวังทำให้หาโอกาสลุ้นกันยาก กระทั่งต้องรอผ่านครึ่งชั่วโมง นาที 33 เออิบาร์ เกือบได้ลุ้นขึ้นหลัง ไบอัน คิล ครอสบอลมาเสาไกลให้ ทาเคชิ อินูอิ โขกมุมแคบแต่บอลยังไปติดขาของ เฮเรเมียส เลเดสม่านายด่านทีมเยือน

กลายเป็นโอกาสยิงเข้ากรอบของ กาดิซ หนแรกเป็นประตูขึ้นนำเจ้าบ้าน 1-0 ทันที ในนาที 36 จากจังหวะที่ อัลฟองโซ่ เอสปิโน่ แบ็กซ้ายครอสมาในกรอบ 6 หลาให้ อัลบาโร่ เนเกรโด้ ขึ้นโขกเล่นทางย้อนไปเสาแรกหนีมือ มาร์โก ดมิโตรวิช เข้าไป

อีก 3 นาทีถัดมา กาดิซ ทำแสบเมื่อทะยานนำไป 2-0 อย่างรวดเร็ว คราวนี้ อัลบาโร่ เนเกรโด้ ผู้ทำประตูแรกมาแอสซิสต์แทงบอลให้ ซัลวาดอร์ ซานเชซ หลุดเข้าไปซัดลอดขา เลเดสม่า นายด่านเออิบาร์เข้าไปอย่างเฉียบขาด

จบครึ่งแรก เออิบาร์ ตามหลัง กาดิซ 0-2

ครึ่งหลัง แค่นาที 47 เนรเกรโด้ แทงบอลให้ อองโตนี่ โลซาโน่ ยิงบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าไม่ให้เนื่องจากเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

นาที 64 หลัง โฆเซ่ มารี กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ มาร์โก ดมิโตรวิช นายด่านเจ้าถิ่น

ท้ายเกม เจ้าบ้าน เออิบาร์ พยายามทวงประตูคืน แต่ลูกโขกของ กีเก้ การ์เซีย ในนาที 79 และแซร์กี้ เอนริช ก็ยังไม่เข้ากรอบอีก

ทำให้จบเกม กลายเป็น กาดิซ ที่ฟอร์มร้อนแรงบุกมาปราบ เออิบาร์ ถึงบ้าน 2-0 เก็บสามแต้มมี 14 คะแนนเท่ากับจ่าฝูง โซเซียดาด แต่ลูกได้เสียเป็นรองทำให้รั้งอันดับ 2 แทน

รายชื่อ11ผู้เล่นทั้งสองทีม

เออิบาร์ (4-2-3-1) มาร์โก ดมิโตรวิช - อเลฆานโดร โปโซ่, เปาโล โอลิเวยร่า, เอสเตบัน บูร์โกส, อาร์นาอิตซ์ อาร์บีย่า - ปาเป้ ดิย็อป, เซร์คิโอ อัลบาเรซ - เกบิน โรดริเกซ, ทาเคชิ อินูอิ, บรียาน คิล - กีเก้ การ์เซีย

กาดิซ (4-4-2) เฮเรเมียส เลเดสม่า - การ์ลอส อากาโป, ฆวน กาล่า, ฟาลิ ฆิเมเนซ, อัลฟองโซ่ เอสปิโน่ - ซัลวาดอร์ ซานเชซ, โฆเซ่ มารี, เยนส์ ยอนส์สัน ,อเล็ก เฟร์นานเดซ - อองโตนี่ โลซาโน่, อัลบาโร่ เนเกรโด้









เชลซีลุ้นขึ้นท็อปไฟว์! "แวร์เนอร์-ฮาแวร์ทซ์" พร้อมล่าถิ่นเบิร์นลี่ย์ที่หวังเฮแรก

 


"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เน้นหนักหวังเก็บชัยเพื่อขยับขึ้นไปอยู่ใน 5 อันดับแรกของตารางคะแนนโดย ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ พร้อมลงล่าตาข่ายเกมบุกบ้าน เบิร์นลี่ย์ ที่ยังไม่รู้จักสามแต้มนับแต่เปิดซีซั่น ตามชมได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด :  True Premier Football HD 1  (เวลา : 22.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563
เบิร์นลี่ย์     -     เชลซี
ถ่ายทอดสด 
: True Premier Football HD 1  (เวลา : 22.00 น.)


สนาม : เทิร์ฟ มัวร์

เบิร์นลี่ย์ :

เบิร์นลี่ย์ เปิดบ้านพ่ายให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-1 ในเกมลีกนัดล่าสุดทำให้เจ้าบ้านไม่ชนะใครมา 5 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการ

เดอะ คลาเร็ตส์ ยังไม่มี แจ็ค คอร์ก และ เบน มี ที่ยังคงต้องพักรักษาตัวจากโรคเดี้ยงจนถึงช่วงพักเบรคทีมชาติ เช่นเดียวกันกับ ฟิล บาร์ดสลี่ย์ ที่ติดเชื้อโควิด-19 จนพลาดการลงสนามในเกมกับ ไก่เดือยทอง และจะไม่สามารถลงสนามในเกมนี้ด้วยเช่นกัน ส่วน เอริค ปีเตอร์ส มีปัญหาอาการบาดเจ็บบริเวณน่อง

การจัดทัพคาดว่า ฌอน ไดซ์ กุนซือชาวอังกฤษ จะยึดผู้เล่นชุดเดิมจากเกมที่แล้ว นำทัพโดย คริส วู้ด และ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ที่จะเป็นคู่หูแห่งความหวังในแดนหน้าของทีม ถึงแม้ว่าจะมีแรงกนดันจาก เจย์ โรดริเกซ และ มาเตจ วีดร้า ที่หวังจะแย่งตำแหน่งตัวจริงในแนวรุกก็ตาม

ทั้งนี้ นายใหญ่เลือดผู้ดี ออกมาเปิดเผยว่า โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมุนด์ส์สัน อาจพลาดการลงสนามช่วยทีมหลังจากที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณน่องรบกวนอยู่ในเวลานี้

เชลซี :
เชลซี บุกไปเสมอกับ แมนฯยูไนเต็ด 0-0 ในเกมลีกนัดก่อนหน้านี้และถล่มเอาชนะ คราสโนดาร์ 4-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี นัดสอง

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือหนุ่มไฟแรง จะไม่สามารถใช้งาน เกปา อาร์ริซาบาลาก้า และ บิลลี่ กิลมอร์ ที่โดนโรคเดี้ยงเล่นงานอยู่ในเวลานี้ แต่ก็ไม่มีผลอะไรกับเกมนี้มากนัก เนื่องจากในตำแหน่งผู้รักษาประตู เอดูอาร์ เมนดี้ กำลังทำผลงานได้ดีทีเดียว ส่วน กิลมอร์ ก็พักรักษาตัวมาตั้งแต่ปลายซีซั่นก่อน

ถึงแม้ว่า ติอาโก้ ซิลวา ปราการหลังตัวเก๋า จะไม่ได้ลงสนามในเเกมกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ อดีตโค้ช ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ออกมายืนยันแล้วว่า อาการบาดเจ็บของเจ้าตัวไม่ได้รุนแรงมากนักและก็น่าจะพร้อมออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมนี้

ส่วนสี่กำลังสำคัญในแดนหน้าอย่าง ฮาคิม ซิเย็ค, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช และ ติโม แวร์เนอร์ จะได้ประสานงานกันเป็นครั้งแรก

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เบิร์นลี่ย์ (4-4-2) : นิค โป๊ป - แม็ทธิว โลว์ตัน, เควิน ลอง, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, ชาร์ลี เทย์เลอร์ - โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมุนด์สสัน, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, จอช บราวน์ฮิลล์, ดไวท์ แม็คนีล - คริส วู้ด, แอชลี่ย์ บาร์นส์

ผู้จัดการทีม : ฌอน ไดซ์

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ - รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ - เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ - ฮาคิม ซีเย็ค, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช - ติโม แวร์เนอร์ 

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

ผู้ตัดสิน : เดวิด คู้ต







"อเกวโร่" ยังไม่พร้อม!แมนซิตี้จัด "สเตอร์ลิง-มาห์เรซ" ผนึกซัดเชฟยูPPTVยิงสด

 


"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงไม่สามารใช้งาน เซร์คิโอ อเกวโร่ โดยเตรียมส่ง ราฮีม สเตอร์ลิง กับ ริยาด มาห์เรซ ประสานคมแดนหน้าล่าสกอร์ถิ่น "ดาบคู่" เชฟฯ ยูไนเต็ด ในศึกฟุต่บอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : PPTV HD และ True Premier Football HD 1  (เวลา : 19.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563 
เชฟฯ ยูไนเต็ด   -   แมนฯ ซิตี้
ถ่ายทอดสด
 : PPTV HD และ True Premier Football HD 1  (เวลา : 19.30 น.)


สนาม : บรามอลล์ เลน

เชฟฯ ยูไนเต็ด :

เชฟฯยูไนเต็ด บุกไปพ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล 1-2 ในเกมลีกนัดล่าสุดทำให้ ดาบคู่ ยังควานหาชัยชนะในเกมลีกฤดูกาลนี้ไม่เจอ

ความพร้อมในเกมนี้ คริส ไวล์เดอร์ ผู้จัดการทีม ยังคงไม่สามารถใช้งาน ลีส มุสเซ็ต, แจ็ค โอคอนเนลล์, จอห์น เฟล็ค และ ไซม่อน มัวร์ ที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ในเวลานี้

ก่อนหน้านี้ นายใหญ่ชาวอังกฤษ ออกมาเปิดเผยว่า จอห์น ลุนด์สตรัม ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะขยายสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ อดีตแข้ง เอฟเวอร์ตัน อาจจะไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง

การจัดทัพคาดว่าเจ้าบ้านคงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักจากเกมกับ หงส์แดง นำทัพโดย ริอาน บรูว์สเตอร์ และ โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ ที่จะประสานงานกันในแดนหน้า 

แมนฯ ซิตี้ :

แมนฯ ซิตี้ บุกไปเสมอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ก่อนถล่ม โอลิมปิก มาร์กเซย 3-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ซี นัดที่สอง

สภาพทีมของ เรือใบสีฟ้า จะไม่มี กาเบรียล เชซุส, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้, แฟร์นานดินโญ่, และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่ยังไม่พร้อมช่วยทีม แต่ นาธาน อาเก้ เตรียมจะสลัดอาการบาดเจ็บบริเวณโคนขาหนีบกลับมาเป็นตัวเลือกให้กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือจอมแท็กติก

คาดว่า อดีตเทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า จะเปลี่ยนแปลงทีมหลายตำแหน่ง นำทัพโดย ริยาด มาห์เรซ และ ชูเอา คานเซโล่ จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมนี้

ถึงแม้ว่า เฟร์ราน ตอร์เรส จะทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในเกมกับ มาร์กเซย แต่เชื่อว่า อดีตแข้ง บาเลนเซีย จะต้องรอโอกาสอยู่ที่ข้างสนามก่อนเพื่อเปิดทางให้ ราฮีม สเตอร์ลิง กลับมายืนในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าอีกครั้ง โดยมี ฟิล โฟเด้น และ มาห์เรซ ปั้นเกมในตำแหน่งริมเส้น

ขณะที่ โรดรี้ และ อิลคาย กุนโดกัน จะได้บัญชาแดนกลางร่วมกับ เควิน เดอ บรอยน์

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : แอรอน แรมส์เดล - คริส บาแชม, จอห์น อีแกน, เอ็นดา สตีเว่นส์ - จอร์จ บัลด็อค, โอลิเวอร์ นอร์วู้ด, อีธาน อัมปาดู, ซานเดอร์ เบิร์ก, เบน ออสบอร์น - ริอาน บรูว์สเตอร์, โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่

ผู้จัดการทีม : คริส ไวล์เดอร์

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส - ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาซ, อายเมริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา คานเซโล่ - อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์ - ฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์







"วิลเลียมส์" ประเดิมเกมลีก!ลิเวอร์พูลขอยึดฝูง "ซาลาห์" ผนึก3หน้าโป้งรับเวสต์แฮม

 


"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล คาดจะส่ง รีห์ส วิลเลียมส์ ลงประเดิมเกมลีกนัดแรก โดยแผงหน้า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ พร้อมประสานคม โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ปิดสกอร์นัดรับคม "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. ศกนี้   ถ่ายทอดสด : True Premier Football HD 1  (เวลา : 00.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล   -   เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
ถ่ายทอดสด
 : True Premier Football HD 1  (เวลา : 00.30 น.)

สนาม : แอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล :
ลิเวอร์พูล กำลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจหลังคว้าชัยมา 3 นัดติดต่อกัน โดยเกมลีกนัดล่าสุดเปิดบ้านเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 2-1 ก่อนที่ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดที่สอง ไล่ต้อน มิดทิลแลนด์ 2-0

คาดว่า รีห์ส วิลเลียมส์ ปราการหลังอนาคตไกล จะได้รับโอกาสประเดิมสนามในเกมลีกนัดแรก โดยจะจับคู่กับ โจ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กหลังจากที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอย่างหนักจนต้องผ่าตัดและพักรักษาตัวเป็นเวลานาน และล่าสุด ฟาบินโญ่ ที่ถูกถอยลงมาเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กก็ดันมาโดนโรคเดี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อต้นขารบกวนอีกราย ซึ่งทำให้ แข้งบราซิลเลี่ยน จะพลาดการลงสนามจนถึงช่วงหลังจากการพักเบรคทีมชาติเป็นอย่างน้อย ส่วน โฌแอล มาติป ก็ยังไม่พร้อม

ถึงแม้ว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะถูกเปลี่ยนตัวออกจากทีมในช่วงพักครึ่งแรกในเกมกับ มิดทิลแลนด์ แต่ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์เลือดเบียร์ ยืนยันแล้วว่า ห้องเครื่องทีมชาติอังกฤษ พร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมในเกมนี้ แต่อาจจะไม่มี ติอาโก้ อัลคันตาร่า และ นาบี เกอิต้า ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน

ขณะที่สามประสานในแดนหน้าอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ พร้อมลงสนามล่าตาข่ายให้กับ เร้ด แมชีน เช่นเดิม

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด :

เวสต์แฮม เปิดบ้านเสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 ในเกมลีกนัดล่าสุดทำให้ 5 นัดล่าสุดแพ้แค่เกมเดียวเท่านั้น

ความพร้อมในเกมนี้ เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสกอตต์ จะไม่มี มิคาอิล อันโตนิโอ ที่ล่าสุดผลสแกนระบุว่าเจ้าตัวจะต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยหนึ่งเดือน ทำให้เป็นโอกาสของ เซบาสเตียง อัลแลร์ จะได้ลงสนามแทน หลัง อันโตนิโอ ได้รับบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาจนถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมกับ เรือใบสีฟ้า

ส่วนการจัดทัพ อดีตเทรนเนอร์ แมนฯยูไนเต็ด จะยึดผู้เล่นชุดเดิมจากเกมที่แล้วเป็นหลักทำให้ ซาอิด เบนราห์ม่า แข้งตัวใหม่ที่ย้ายมาจาก เบรนท์ฟอร์ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาและยังไม่ได้ลงสนามช่วยทีมคงจะเริ่มต้นด้วยการนั่งรอโอกาสที่ซุ้มม้านั่งสำรองไปก่อน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลิสซอน เบ็คเกอร์ - เล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, รีห์ส วิลเลียมส์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม - โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่

ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (5-4-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ - วลาดิเมียร์ คูฟาล, ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์, อาร์กตูร์ มาซูอากู - จาร์ร็อด โบเว่น, เดแคลน ไรซ์, โทมัส ซูเช็ค, ปาโบล ฟอร์นัลส์ - เซบาสเตียง อัลแลร์

ผู้จัดการทีม : เดวิด มอยส์

ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์






มาเน่นัดที่200,ซาลาห์ชอบยิงค้อน!เกร็ดน่าสนใจเกมลิเวอร์พูลดวลเวสต์แฮม

 


"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์เก่าศึก พรีเมียร์ลีก มีโอกาสดีที่จะแซง เอฟเวอร์ตัน ขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงชั่วคราว เพราะคืนนี้พวกเขามีโปรแกรมเปิดรัง แอนฟิลด์ ดวลกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 12 ซึ่งถึงแม้จะมีปัญหานักเตะแนวรับพร้อมใจกันเดี้ยง แต่ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ยังดูเหนือกว่า "ขุนค้อน" อยู่พอสมควร และนี่คือเกร็ดความรู้และสถิติที่น่าสนใจเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเกม  


เฮด-ทู-เฮด
- ลิเวอร์พูล ไม่แพ้เกม พรีเมียร์ลีก 8 นัดหลังสุดที่เจอกับ เวสต์แฮม (ชนะ 6 เสมอ 2) นับตั้งแต่ที่แพ้ "ขุนค้อน" ทั้งเหย้า-เยือนในฤดูกาล 2015/16

- "ขุนค้อน" บุกไปกระซวก ลิเวอร์พูล 3-0 เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2015 แต่นั่นคือชัยชนะเหนือ "หงส์แดง" ครั้งเดียวของพวกเขาในการบุกไปเตะเกมลีกที่ แอนฟิลด์ ตลอดช่วง 47 นัดที่ผ่านมา (เสมอ 12 แพ้ 34)

- 6 นัดหลังสุดที่เจอกันในศึก พรีเมียร์ลีก นั้น ลิเวอร์พูล ชนะ 5, เสมอ 1 โดยที่ทำประตูได้ถึง 18 ลูก และเสียแค่ 5 ลูก



ลิเวอร์พูล
- "หงส์แดง" ชนะเกมลีก 28 จาก 29 นัดหลังสุดที่ แอนฟิลด์ (เสมอ 1)
- หากหลีกเลี่ยงความปราชัยได้ในเกมนี้ ลิเวอร์พูล ก็จะทำสถิติไม่แพ้เกมลีกที่บ้านตัวเอง 63 นัดติดต่อกัน ซึ่งจะเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดตลอดกาลของสโมสร (ที่เคยทำได้ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1978 ถึง เดือนธันวาคม ปี 1980)

- จากสถิติข้างต้น มีเพียงแค่ เชลซี เพียงทีมเดียวในลีกเมืองผู้ดี (รวมลีกทุกระดับ) ที่ไม่แพ้เกมลีกที่บ้านตัวเองยาวนานกว่า ลิเวอร์พูล (เชลซี เคยไม่แพ้ 86 นัดติด ช่วงระหว่างปี 2004-2008)



- ซาดิโอ มาเน่ เตรียมลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ 200 (เล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 132 นัด ส่วนตอนอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ลงเล่นไป 67 นัด)

- มาเน่ ทำประตูได้ทุกนัด ใน 4 เกมหลังสุดที่เจอกับ เวสต์แฮม นอกจากนี้เจ้าตัวยังทำได้ถึง 5 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ ในเกมลีก 6 นัด ที่เจ้าตัวลงช่วย ลิเวอร์พูล เจอกับ "ขุนค้อน" 

- ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำ 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จาก 6 เกมลีกที่เจอกับ เวสต์แฮม



เวสต์แฮม
- "ขุนค้อน" แพ้ 21 จาก 24 นัด (ชนะ 1 เสมอ 2) ยามบุกไปเยือนทีมแชมป์เก่าในศึก พรีเมียร์ลีก โดยชัยชนะหนเดียวของพวกเขาคือการบุกไปเชือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2001 จากการทำประตูของ เจอร์เมน เดโฟ



- อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เวสต์แฮม ไม่แพ้เกมลีกมาแล้ว 4 นัดติด ซึ่งทั้งหมดเป็นการเจอกับทีมที่จบในกลุ่ม 7 อันดับแรกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส, เลสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

- นอกจากนี้ "เดอะ แฮมเมอร์ส" แพ้เกมเยือนในศึก พรีเมียร์ลีก แค่หนเดียว จาก 6 นัดหลังสุด ซึ่งนั่นก็คือการออกไปพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อเดือนที่แล้ว 

- กุนซือ เดวิด มอยส์ ไม่เคยพาทีมเก็บชัยชนะได้เลย ใน 15 เกม พรีเมียร์ลีก ที่บุกไปเยือน ลิเวอร์พูล ณ สังเวียนแข้ง แอนฟิลด์ (เสมอ 6 แพ้ 9)





วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แนวรับดาวรุ่งลุ้น, โชต้า ยังวางใจได้ ! 5 ข้อ ลิเวอร์พูล รับมือ เวสต์แฮม

 


ลิเวอร์พูล ยังทำผลงานไม่โดดเด่นมากนักในช่วง 2 เกมหลังสุดแม้ว่าพวกเขาจะเก็บชัยชนะก็ตาม แต่ฟอร์มค่อนข้างจะลุ่มๆ ดอนๆ ที่สำคัญทีมยังประสบปัญหาเซนเตอร์แบ็ก หลังจากที่ ฟาบินโญ่ เป็นแข้งรายล่าสุดที่ได้รับบาดเจ็บ และหมดสิทธิ์ช่วยทีมในเกมดวล เวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมนี้

    
สถานการณ์ที่ "เดอะ เร้ดส์" อาจจะเหลือกองหลังอาชีพเพียงคนเดียว หาก โฌแอล มาติป ยังไม่ฟิต ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องเลือกเซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งลงทำหน้าที่ในแมตช์สำคัญนี้ ซึ่งทั้งสามคนได้แก่ รีส วิลเลี่ยมส์, นาธาเนียล ฟิลลิปส์ และ บิลลี่ คูเมติโอ ยังขาดประสบการณ์ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น งานนี้ก็ต้องลองวัดดวงกัน

ขณะเดียวกับ ดีโอโก้ โชต้า น่าจะเป็นผู้เล่นที่ กุนซือชาวเยอรมัน ตัดสินใจใช้งานในฐานะตัวจริงอีกแมตช์ เพราะนักเตะเล่นได้อย่างโดดเด่น และมีส่วนสำคัญต่อชัยชนะของทีมใน 2 เกมที่ผ่านมา ส่วนแนวรุกคาดว่าคงจะเป็นหน้าที่ของ 3 ประตู "หินเหล็กไฟ" เหมือนเดิม

1. สามดาวรุ่งตัวเลือกคู่ โกเมซ



ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ต้องประสบกับปัญหาใหญ่ในเกมรับเมื่อพวกเขาเหลือเซนเตอร์แบ็กอาชีพแค่ โจ โกเมซ เนื่องจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวหลายเดือนจากอาการบาดเจ็บหัวเข่า ขณะที่ โฌแอล มาติป ยังลุ้นว่าจะฟิตสมบูรณ์ทันลงเล่นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือไม่

ฉะนั้นตอนนี้ คล็อปป์ จำเป็นต้องใช้แผนสำรองที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงมากๆ นั่นก็คือการเปิดโอกาสให้ 3 กองหลังดาวรุ่งอย่าง รีส วิลเลี่ยมส์, นาธาเนียล ฟิลลิปส์ และ บิลลี่ คูเมติโอ ได้ลงเล่นตัวจริง ในขณะที่ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่จะได้ลงเล่นในแมตช์วันเสาร์นี้

สำหรับ 3 ตัวเลือกที่เหลืออยู่แน่นอนว่าพวกเขายังขาดประสบการณ์ในการเล่นเกมระดับพรีเมียร์ลีก โดยในรายของ ฟิลลิปส์ แม้จะเคยเล่นทีมชุดใหญ่ให้กับ สตุ๊ตการ์ท ตอนที่ถูกส่งไปเล่นยืมตัวเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่ก็เป็นแค่การลงสนามในเกมระดับบุนเดสลีกา 2 เท่านั้น



ในขณะที่ คูเมติโอ ยิ่งแทบจะเป็นทางเลือกน้อยที่สุด เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสเกมอย่างเป็นทางการของ "หงส์แดง" เลย ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับแบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะเลือกใช้งาน วิลเลี่ยมส์ เพราะถึงอายุเพียงแค่ 19 ปีแต่ก็มีความนิ่งในการเล่นพอสมควร

ที่สำคัญ คล็อปป์ ค่อนข้างชื่นชอบ วิลเลี่ยมส์ เป็นพิเศษ โดยให้โอกาสนักเตะได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่มาแล้ว 4 แมตช์โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่ต้องลงเล่นตั้งแต่กลางครึ่งหลังแมตช์ชนะ มิดทิลแลนด์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้นักเตะจะไม่ได้ทำงานหนักมากนัก แต่ผลงานโดยรวมถือว่าน่าพอใจกับการเล่นเกมใหญ่ในวัยไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม วิลเลี่ยมส์ ยังไม่เคยเล่นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ คล็อปป์ จำเป็นต้องเสี่ยง ซึ่งหากนักเตะสามารถสอบผ่าน งานนี้โอกาสที่เขาจะได้อยู่ในทีมชุดใหญ่ในอนาคตก็มีค่อนข้างสูง

2. โชต้า สมควรลงตัวจริง



ได้เวลาที่ ดีโอโก้ โชต้า จะได้เฉิดฉายในฐานะตัวหลักของ ลิเวอร์พูล แล้ว หลังจากที่เขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ "เดอะ เร้ดส์" โดยเฉพาะสองเกมหลังสุดที่ซัดประตูสำคัญนำสโมสรเก็บชัยชนะได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

โชต้า ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายเป็นประตูชัยช่วยให้ ลิเวอร์พูล เฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 ขณะที่แมตช์ปะทะ มิดทิลแลนด์ เขาเป็นคนเบิกร่องให้ทีมขึ้นนำก่อนจะชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 ที่สำคัญประตูของเขาในเกมถ้วยใบโตยุโรป ยังเป็นประตูที่ 10,000 ในหน้าประวัติศาสตร์ 128 ปีของสโมสรลิเวอร์พูลด้วย

สำหรับในแมตช์ที่ต้องรับมือทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ มีความเป็นไปได้สูงว่า คล็อปป์ อาจจะเลือกส่ง ดาวเตะชาวโปรตุกีส ลงสนามในตำแหน่งแนวรุกฝั่งขวา เหมือนในเกมที่ชนะ "ดาบคู่" โดยมี โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับ ซาดิโอ มาเน่ เป็นกำลังสนับสนุน ส่วนหน้าเป้า กุนซือเลือดด๊อยท์ช คงใช้งาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์



ในเวลานี้ต้องบอกว่า โชต้า เป็นนักเตะที่ทำงานได้ดีวันดีคืน และเล่นเข้ากับระบบของ คล็อปป์ ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นมีความเป็นไปได้เช่นกันว่าหาก คล็อปป์ เลือกใช้แผน 4-3-3 เขาจะส่ง โชต้า ลงสนามร่วมกับ มาเน่ และ "โมซาลาห์" โดยดร็อปป์ ฟีร์มีโน่ เอาไว้เป็นอาวุธลับในช่วงครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตามไม่ว่า คล็อปป์ จะเลือกใช้แผนไหน โชต้า ก็น่าจะได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นจริง เพราะผลงานของเขาคู่ควรมากกว่าการเป็นแค่ตัวสำรอง

3. แผงกองกลางพร้อมรบ



แม้ว่าปัญหาเซนเตอร์แบ็กจะทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" กังวลก็ตาม แต่สำหรับแผงมิดฟิลด์ต้องบอกเลยว่า ลิเวอร์พูล อัดแน่นไปด้วยนักเตะชั้นยอดที่ฟิตเปรี๊ยะในเกมนี้ โดยเฉพาะ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนามช่วยทีมแมตช์นี้

"เฮนโด้" เพิ่งโดนเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่งเกมชนะ มิดทิลแลนด์ เนื่องจากดูเหมือนได้รับบาดเจ็บ แต่ คล็อปป์ ยืนยันชัดเจนว่าการเปลี่ยนตัวเป็นเรื่องของแผนการเล่น ส่วนสภาพร่างกายของกัปตันทีมไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมลงประจำการในแดนกลาง



ในส่วนของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ซึ่งไม่ได้ลงสนามในเกมกลางสัปดาห์ มีแววฟิตสมบูรณ์ ขณะที่ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ตอนนี้น่าจะเป็นตัวเลือกหลักของ กุนซือแดนไส้กรอก สำหรับ เคอร์ติช โจนส์ แน่นอนว่านักเตะยังคงต้องทำหน้าที่เป็นกำลังเสริมให้กับทีม และอาจจะถูกส่งลงสนามหาก คล็อปป์ ต้องการปรับเปลี่ยนระบบ เพื่อสร้างความแตกต่างในแดนกลาง

ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ ก็พร้อมที่จะเสียบตำแหน่งหากเกิดกรณีที่ ติอาโก้ กับ นาบี เกอิต้า ไม่ฟิตสมบูรณ์ โดย ดาวเตะมากประสบการณ์รายนี้ ถือเป็นกำลังเสริมชั้นยอดสำหรับ คล็อปป์ เพราะเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์ และยังขยับลงไปเล่นฟูลแบ็กได้ทั้งสองฝั่งด้วย

4. "หินเหล็กไฟ" ประจำการที่เดิม-อลีสซง วางใจได้



คงไม่ต้องคาดเดาอะไรกันมากนักสำหรับแนวรุกของ ลิเวอร์พูล เพราะ คล็อปป์ แทบจะไม่ดร็อป ซาดิโอ มาเน่ , โรบแร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โม ซาลาห์ ในเกมลีกเลย ฉะนั้นในแมตช์เปิดแอนฟิลด์รับมือ "เดอะ แฮมเมอร์ส" จึงคาดเดาได้ทันทีว่าทั้งสามคนจะได้ลงสนามพร้อมกัน

การที่สามประสาน "SMF" ยืนตระหง่านในแดนหน้าถือเป็นการข่มขวัญเกมรับของ เวสต์แฮม ได้เป็นอย่างดี กอรปกับหากมี โชต้า คอยหนุนหลังด้วย ยิ่งทำให้ "เดอะ เร้ดส์" มีโอกาสสร้างสรรค์เกมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังทำให้เกมบุกมีมิติมากกว่าเดิม



ขณะที่กำลังสำรองก็ยังคงเป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ซึ่งตอนนี้อาจจะขาดความมั่นใจไปบ้าง หลังยังไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งได้เหมือนกับที่เจ้าตัวแสดงให้เห็นตอนค้าแข้งกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก แต่กระนั้น คล็อปป์ ก็ยังพร้อมให้โอกาส ดาวเตะชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของเขาอยู่เสมอ

ส่วนในตำแหน่งผู้รักษาประตู งานนี้สาวก "เดอะ ค็อป" คงอุ่นใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ อลีสซง เบ็คเกอร์ กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม โดยในเกมล่าสุดเขามีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมไม่โดน สโมสรจากแดนโคนม ยิงประตูนำตั้งแต่ 2-3 นาทีแรก แน่นอนว่าการได้เห็น "พ่อหมี" ยืนเฝ้าเสาประตู คงทำให้เกมรับของ "หงส์แดง" อุ่นใจมากยิ่งขึ้น

5. ระวังสามแข้งค้อนที่อาจทุบหงส์คาบ้าน



แม้ว่าเกมนี้หลายคนอาจจะมองว่า ลิเวอร์พูล เป็นต่อก็ตาม แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะน้ำตาตกได้หากปล่อยให้ เวสต์แฮม ได้มีโอกาสเล่นเกมบุก โดยเฉพาะในจังหวะลูกตั้งเตะ เพราะอย่าลืมว่า "เดอะ เร้ดส์" ในเวลานี้เกมรับค่อนข้างอ่อนยวบพอสมควร

สำหรับ 3 แข้งของทีมเยือนที่ต้องระมัดระวังเอาไว้ให้ดีๆ รายแรกก็คือ มิชาอิล อันโตนิโอ ที่ฟอร์มฮอตสุดๆ นับตั้งแต่ที่เกมลูกหนังกลับมาแข่งกันต่อเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และยังทำผลงานได้โดดเด่นอย่างต่อเนื่องกับการช่วยต้นสังกัดในฤดูกาล 2020/2021



แม้นักเตะอาจจะไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติ แต่เป็นผู้เล่นที่จบสกอร์ได้ดีซึ่งน่าเสียดายที่ฟอร์มของ อันโตนิโอ กับโดนเมินจาก แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ในการเรียกตัวติดธง "สิงโตคำราม" ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นก็คือต่อให้เขาอายุ 30 ปีแล้วแต่พละกำลัง และความรวดเร็วในการเลี้ยงบอลยังยอดเยี่ยม ถือเป็นผู้เล่นที่มีทักษะสูงสามารถสร้างโอกาสให้กับทีมได้

รายที่สองก็คือ อาร์เธอร์ มาซูอากู อีกหนึ่งแข้งที่จะสร้างปัญหาให้กับ "เดอะ เร้ดส์" โดยนักเตะไม่ได้โดดเด่นแค่การเล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายเท่านั้น แต่ยังสามารถรับบทบาทวิงแบ็กที่เติมเกมบุกได้อย่างดุดัน และเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นด้วย



ฟูลแบ็กชาวดีอาร์ คองโก สามารถเลี้ยงบอลด้วยความรวดเร็ว และมีทักษะในการเปิดบอลจากริมเส้นได้อย่างแม่นยำ โดย มาซูอากู ได้พิสูจน์ศักยภาพของเขาให้เห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ที่สำคัญการเล่นได้อย่างเข้าขากับ อารอน เครสเวลล์ ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในเกมรุกทางฝั่งซ้ายน่ากลัวมากขึ้น

สำหรับรายที่สามคงหนีไม่พ้น ดีแคลน ไรซ์ ซึ่งแม้ว่าผลงานในช่วงต้นซีซั่นนี้จะค่อนข้างเงียบๆ แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาทำผลงานได้โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะในแมตช์ชนะ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส จุดเด่นของนักเตะก็คือการทำเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายดาย
บ่อยครั้งที่ ไรซ์ ต้องทำหน้าที่ในหลายๆ บทบาทให้กับ เวสต์แฮม ในฤดูกาลนี้ แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการสวมบทมิดฟิลด์ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของเขา และเกมเยือนแอนฟิลด์ เจ้าตัวอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มพอดี งานนี้การปะทะฝีเท้าในแดนกลางคงมันยกร่องหลายเท่า






ตัวเต็งชิงเก้าอี้ปธ.เปิดนโยบายเด็ดมัดใจเมสซี่


 บิคตอร์ ฟอนต์ ตัวเต็งเก้าอี้ประธานบาร์เซโลน่า เปิดนโยบายเด็ดที่จะนำพา "เจ้าบุญทุ่ม" ประสบความสำเร็จในโปรเจกต์ต่างๆ ด้วยการดึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กลับมาคุมทัพ และจะช่วยรั้ง ลิโอเนล เมสซี่ ให้อยู่กับทีมตลอดไป

               
บิคตอร์ ฟอนต์ หนึ่งในผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานสโมสรบาร์เซโลน่า ตั้งเป้าดึง โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือสมองเพชรกลับมาทำหน้าที่กุมบังเหียนทัพ "เจ้าบุญทุ่ม" อีกครั้ง โดยเชื่อว่าหาก "เป๊ป" นั่งคุมทีมจะช่วยให้ลิโอเนล เมสซี่ เลิกล้มแนวคิดที่จะย้ายออกจากถิ่นคัมป์ นู ถาวร

หลังจากที่ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งบิ๊กบอสบาร์ซ่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งประธานสโมสรว่างลง และ ฟอนต์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งที่จะได้นั่งเก้าอี้สำคัญนี้ โดยเจ้าตัวได้วางนโยบายสำคัญที่จะทำให้ บาร์เซโลน่า กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

หนึ่งในแผนงานสำคัญของ ฟอนต์ ก็คือการดึง กวาร์ดิโอล่า ซึ่งปัจจุบันคุมทัพ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมายังทำงานในถิ่นคัมป์ นู อีกครั้งหลังจากที่เขาโบกมือลาสโมสรไปตั้งแต่ปี 2012 โดยเชื่อว่าหาก "เป๊ป" กลับมาที่นี่จะสามารถแก้ปัญหาของ เมสซี่ ได้หมดทุกเรื่องทันที

"มีนักฟุตบอลอาชีพชั้นยอดมากมายซึ่งรู้จักสไตล์การเล่นของเราล้วนเป็นแฟนบอลของเรา และรักสโมสรแห่งนี้อย่างเช่น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ชาบี (เอร์นานเดซ), อันเดรียส อิเนียสต้า, การ์เลส ปูโยล พวกเขาเป็นตำนานและรักบาร์เซโลน่า แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำงานให้กับ บาร์ซ่า"

"เราจำเป็นต้องนำพวกเขากลับมาเพื่อจะได้มั่นใจว่าโปรเจกต์ต่างๆ ของเราจะประสบความสำเร็จได้ สิ่งเดียวที่ เมสซี่ ต้องการก็คือการรู้ว่าเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจกต์สู่ความสำเร็จที่มีแรงบันดาลใจในการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกสมัย เราไม่มีอะไรต้องสงสัยถ้าเราได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่บริหารเอฟซี บาร์เซโลน่า เราจะประสบความสำเร็จในการรั้ง เมสซี่ ให้อยู่กับทีมต่อไป" ฟอนต์ ระบุ



เริ่มมีหวัง!ลิเวอร์พูลแถลงคืบหน้าแฟนเตรียมเข้าสนาม

 


ลิเวอร์พูล เปิดแถลงการณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเตรียมต้อนรับแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามแอนฟิลด์ โดยงานนี้ทุกๆ ฝ่ายของสโมสรพยายามที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลไฟเขียวให้คอลูกหนังเข้าสนามได้ ทุกๆ คนจะได้รับความปลอดภัยด้านสุขภาพภายใต้การปฏิบัติงานตามคำแนะนำของรัฐ

               
ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แถลงการณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าในเรื่องของความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้แฟนบอลได้เข้ามาชมเกมในสนามแอนฟิลด์ หลังจากที่ทัพ "หงส์แดง" ต้องลงแข่งขันแบบไร้กองเชียร์มานานนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ยังไม่มีโอกาสได้โชว์เพลงแข้งต่อหน้าสาวก "เดอะ ค็อป" ในสนามเหย้าที่แสนเต็มไปด้วยมนต์ขลัง นับตั้งแต่ที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะ โดยแมตช์สุดท้ายที่พวกเขาได้เล่นในบ้านต้องย้อนไปถึงเกมที่แพ้ แอตเลติโก มาดริด 2-3 ร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

"หงส์แดง" ซึ่งก็เหมือนกับสโมสรอื่นๆ ในลีก ที่พยายามหาแนวทางที่จะให้แฟนบอลได้กลับเข้ามาชมเกมด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลในเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่กระนั้นแผนดังกล่าวยังคงทำไม่ได้เนื่องจากรัฐบาลเมืองผู้ดียังไม่อนุญาตให้กองเชียร์ได้เข้ามาชมการแข่งขันกีฬาทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม "เดอะ เร้ดส์" แถลงการณ์ว่ายังไม่ยอมแพ้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อหวังที่จะเห็นแฟนบอลที่จงรักภักดีต่อสโมสรได้กลับเข้ามาเชียร์ทีมรักอีกครั้ง "ในขณะที่สโมสรยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องสำหรับความเป็นไปได้ที่แฟนบอลจะได้กลับเข้ามาชมเกมที่สนามในอนาคต เราอยากจะอัพเดทสถานการณ์ล่าสุดให้กับแฟนบอลได้รับทราบ"

"มีการคาดการณ์กันว่าในช่วงที่เปิดฤดูกาล 2020/2021 สโมสรยังคงต้องลงแข่งขันแบบปิดสนามไปจนกระทั่งอย่างน้อยช่วงต้นเดือนตุลาคม พร้อมกับความเป็นไปได้ที่ทุกๆ สนามจะมีการเปิดใจแฟนบอลได้เข้าชมเกมในช่วงแรกด้วยการลดขนาดความจุของสนามพร้อมกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม"

"จนกระทั่งช่วงปลายเดือนกันยายน แผนนี้ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เราพยายามทำงานหนักมาตลอดเพื่อให้พร้อมสำหรับแฟนบอลในการกลับเข้ามาชมเกมในสนาม"

"เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อต้อนรับแฟนบอลกลับเข้าสนามแอนฟิลด์ ขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าสภาพแวดล้อมจะมีความปลอดภัยสำหรับทุกๆ คนที่เข้ามาชมเกมในสนาม ด้วยเหตุนี้เราจึงดำเนินงานหลายอย่างที่เกี่ยวกับกระบวนการ และระบบใหม่ๆ ซึ่งจะมีการนำมาใช้ในช่วงหลายๆ สัปดาห์ต่อจากนี้"

"นั่นจะทำให้เราสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสมในการต้อนรับแฟนบอลที่จะกลับเข้ามาชมเกมในแอนฟิลด์ได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อรัฐบาลอนุญาต เราจะพยายามแจ้งข่าวในเรื่องนี้ และจะติดต่อกับแฟนบอลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต"

"เราจะพยายามอัพเดทความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาล 2020/2021 และขอบคุณพวกคุณทุกๆ คนที่อดทน และเข้าใจในเรื่องนี้" แถลงการณ์ฉบับเดิม ระบุ






"กิ๊กส์" เผยเรื่องลับโดนฟานกัลต่อยท้องเจอครั้งแรก


 ไรอัน กิ๊กส์ นายใหญ่ทีมชาติเวลส์ เผยเรื่องสำคัญตนเคยโดน หลุยส์ ฟาน กัล ต่อยท้องตอนที่พบกันครั้งแรกที่โรงแรม สมัยที่ กุนซือชาวดัตช์ ได้รับการแต่งตั้งให้คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยกย่อง ฟาน กัล เป็นคนน่าเกรงขาม และดูแลเอาใจใส่ทีมงานเป็นอย่างดีเยี่ยม

              
ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีก "พ่อมด" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยความลับว่า ตนเคยโดน หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ต่อยที่ท้องหลังจากได้พบกันครั้งแรกสมัยที่ทั้งสองคนร่วมงานกันในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อดีตแข้งดังวัย 46 ปี มีโอกาสได้พบกับ ฟาน กัล ตอนที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามากุมบังเหียนทัพ "ปีศาจแดง" เมื่อปี 2014 โดย กิ๊กส์ ซึ่งได้ทำหน้าที่คุมทีมชั่วคราวหลัง เดวิด มอยส์ โดนปลด ได้เรียนรู้ศาสตร์งานด้านโค้ชมากมายตอนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับ นายใหญ่ชาวดัตช์ ก่อนที่เขาจะ โดนไล่ออกในปี 2016 แล้วสโมสรแต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาสานต่องานแทน

กิ๊กส์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเวลส์ ยอมรับว่า ฟาน กัล เป็นคนที่มีบุคลิกน่าเกรงขาม ที่สำคัญในการพบกันครั้งแรกที่โรงแรม ตนโดน กุนซือจอมแท็คติกชาวดัตช์ ต่อยท้องอย่างแรง "เขาเป็นคนที่แตกต่าง เขามีบุคลิกที่น่าเกรงขามมากๆ ครั้งแรกที่ผมได้พบกับเขา เขาชกผมเข้าที่ท้อง"

"ผมไปพบกับเขา เรามีรายชื่อนักเตะที่ผมคิดว่าน่าจะดี และบางคนก็ไม่ค่อยดี ผมไปพบกับเขาที่โรงแรม เขาเปิดประตูห้อง เขามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็พูดว่า -นายดูดีนะเนี่ยะ !- จากนั้นเขาก็ชกผมที่ท้อง มันแรงมาก และผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรตอบโต้ คุณอาจจะทำอะไรซักอย่างสวนกลับไป แต่นั่นคงทำให้ผมตกงาน"

"นั่นเป็นสิ่งที่เขามักจะทำ เขาเป็นคนที่น่าเกรงขาม และพร้อมที่จะจ้องหน้าคุณกับคุณ สถานการณ์ในตอนนี้คงเป็นฝันร้ายสำหรับเขาเนื่องจากต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม เขาเอาใจใส่ทีมสตาฟฟ์และนักเตะทุกคน เขาเป็นคนดีมากๆ แต่ก็มักจะมีพฤติกรรมไม่เหมือนใคร"

"(ตอนที่ ฟาน กัล โดนปลด) ไม่มีการพูดเกี่ยวกับเรื่อง โชเซ่ (มูรินโญ่) มันเป็นสองปีที่ยากลำบาก และผมได้รับข้อเสนอให้ทำงานร่วมกับทีมเยาวชน ผมแค่รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะต้องไป มันน่าเศร้าแต่ก็เหมือนได้ปลดปล่อย ผมรู้สึกเสียใจและรู้สึกว่า -ตอนนี้ผมจะทำอะไรต่อไป ?- มันเป็นช่วงเวลา 18 เดือนที่ยากลำบาก และผมคิดอะไรไม่ออกเลย" กิ๊กส์ ระบุ








อย่าคิดสู้โควิดเพราะคุณไม่ใช่ผม!ซลาตันวอนทุกฝ่ายดูแลตัวเอง

 


ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอก เอซี มิลาน กระตุ้นทุกฝ่ายให้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยพูดแบบเอาฮาว่าทุกคนไม่เหมือนเขาที่เคยเอาชนะมันได้ พร้อมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันแล้วนั้นพวกเขาก็จะชนะเชื้อนี้ได้

    
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าคนดังของ เอซี มิลาน สโมสรชั้นนำแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี วอนทุกฝ่ายให้ใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยพูดแบบติดตลกด้วยว่าทุกคนไม่เหมือนกับเขาที่เก่งจนสามารถพิชิตเชื้อร้ายได้

ตอนนี้ที่ทวีปยุโรปกำลังหวาดกลัวกันว่าจะเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นรอบที่สอง หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ขณะที่ อิบราฮิโมวิช ก็เคยถูกตรวจพบว่าติดเชื้อร้ายนี้ไปเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่หลังจากหายแล้วนั้นเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนถึงขั้นนำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของศึก กัลโช่ เซเรีย อา ในตอนนี้ ด้วยการทำไป 6 ประตู จากการลงเล่น 3 นัด

แข้งวัย 39 ปี เผยว่า "เจ้าไวรัสนั่นมาท้าสู้กับผม และผมก็เอาชนะมันได้ไปแล้ว แต่พวกคุณไม่ใช่ ซลาตัน ดังนั้นอย่าได้คิดท้าสู้กับเชื้อไวรัสเด็ดขาด ใช้สมองของคุณสักหน่อยและเคารพกฎที่ออกมา พวกคุณต้องเว้นระยะห่างทางสังคมและสวมหน้ากากอยู่ตลอด เราจะชนะมันได้แน่"






วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โซลชาระเบิดพลังแฝง! 5 ประเด็น แมนยู ยำใหญ่ ไลป์ซิก

 


โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน มักจะระเบิดพลังแฝงได้สำเร็จ ล่าสุดก็โชว์กึ๋นวางหมากเด็ดเปิดบ้านถลุง แอร์เบ ไลป์ซิก 5-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา

   
เกมนี้ "น้าลูกอม" ปรับตัวผู้เล่นโดยดร็อป บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ มาร์คัส แรชฟอร์ด โดยใช้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เป็นตัวจริง และฟอร์มของทีมก็ยังยอดเยี่ยม สามารถจัดการทีมจ่าฝูงบุนเดสลีกา เยอรมนี ได้อยู่หมัด ทำให้ตอนนี้สามารถเก็บชัยชนะ 2 เกมรวด รั้งจ่าฝูงได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยผลงานแบบนี้เครดิตส่วนหนึ่งต้องยกให้กับ โซลชา ที่วางระบบได้อย่างสมดุลทั้งเกมรับ และเกมรุก รวมไปถึงความยอดเยี่ยมของ แรชฟอร์ด ที่ลงสนามในช่วงเกือบครึ่งชั่วโมงสุดท้าย และจัดการซัดแฮตทริกช่วยให้ต้นสังกัดเก็บชัยชนะไปได้แบบขาดลอย

1. ขุมกำลังเชิงลึกชั้นยอด



แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะรู้สึกกังวลใจพอสมควรกับการที่เห็น โซลชา ตัดสินใจดร็อป บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด นั่งดูเพื่อนร่วมทีมเล่นอยู่ในม้านั่งสำรอง เพราะคู่แข่งของพวกเขาไม่ใช่ธรรมดาเป็นจ่าฝูงบุนเดสลีกา เยอรมนี ประจำซีซั่นนี้ และเพิ่งผ่านเข้ารอบตัดเชือกถ้วยใบโตยุโรป เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

กระนั้นการที่ กุนซือชาวนอร์เวย์ ตัดสินใจทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่า "ผีแดง" มีขุมกำลังเชิงลึกที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก เพราะพวกเขามีตัวเลือกที่จะใช้ลงสนามได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการที่ทีมมีโปรแกรมหนักถี่ยิบจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีกำลังสำรองคอยสลับเปลี่ยนใช้งานได้ตลอดเวลา



แมตช์นี้ โซลชา เลือกใช้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค จับคู่แดนกลางกับ ปอล ป็อกบา โดยมี เนมานย่า มาติช กับ เฟร็ด ทำหน้าที่จัดการตัดเกมคู่แข่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจัดการแผงมิดฟิลด์ไลป์ซิกจนอยู่หมัด ขณะที่แดนหน้าการใช้งาน อองโตนี่ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด จับคู่ทะลวงประตูก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกัน

ขณะที่ในช่วงกลางครึ่งหลัง โซลชา เลือกที่จะส่งตัวหลักอย่าง แฟร์นันด์ กับ แรชฟอร์ด ลงสนามเพราะมองเห็นแล้วว่าเกมรับทีมเยือนเริ่มอ่อนล้า ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะ จอมทัพชาวโปรตุกีส สร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ตลอด ส่วน "เจ้าหนูแรช" จัดหนักซัดแฮตทริกซะเลย

2. แรชฟอร์ด หัวหอกที่ขาดไม่ได้



แมตช์นี้หลายๆ คนคงเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดซูเปอร์สตาร์ไปหลายคน โดยเฉพาะ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ถูกจับนั่งอยู่ซุ้มม้านั่งสำรอง เพราะ โซลชา เลือกที่จะพักสภาพร่างกายของนักเตะเอาไว้ เพื่อที่จะได้ฟิตพร้อมสำหรับแมตช์ดวลกับ อาร์เซน่อล

อย่างไรก็ตาม โซลชา เลือกที่จะส่ง แรชฟอร์ด ลงสนามในนาทีที่ 63 แทน เมสัน กรีนวู้ด และนักเตะแสดงให้โลกได้เห็นแล้วว่าเขาคือหัวหอกเบอร์ 1 แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเขาจัดการระเบิดแฮตทริก ถือเป็นฟอร์มที่สุดเพอร์เฟกต์ของ "เจ้าหนูแรช" อย่างแท้จริง



ตอนนี้เขาได้ก้าวไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแล้วเมื่อกลายเป็นนักเตะคนที่สองของ แมนฯ ยูนไเต็ด ที่สามารถซัดแฮตทริกได้ในฐานะตัวสำรอง หลังจากที่ โซลชา ซึ่งนั่งกุมบังเหียนทีมในปัจจุบัน เคยทำได้ในแมตช์ที่ชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เมื่อปี 1999

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ยังกลายเป็นนักเตะคนที่ 5 ในหน้าประวัติศาสตร์ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สามารถซัด 3 ประตูในฐานะตัวสำรอง โดยนักเตะอยู่ในสนาม 27 นาทีซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยที่สุดที่สามารถซัดแฮตทริกในเกมถ้วยใบโตยุโรปด้วย

3. แผนไดมอนด์ช่วยเสริม ฟาน เดอ เบ็ค งัดฟอร์มเก่ง



ในที่สุด ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ก็ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง โดยงานนี้ โซลชา เลือกที่จะวางระบบเพื่อให้เหมาะกับนักเตะ และทำให้ทีมไม่เสียสมดุล โดยเขาตัดสินใจวางแผนกองกลางเป็นรูปเพชร หรือ "ไดมอนด์" ซึ่งถือเป็นการวางแท็คติกที่ชาญฉลาดอย่างมาก

ดาวเตะเลือดดัตช์ ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการยืนแดนกลางร่วมกับ ป็อกบา, เฟร็ด และ มาติช โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแผงมิดฟิลด์ของ แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย สามารถครองเกมได้อย่างต่อเนื่อง และยังจัดการเกมรุกของ ไลป์ซิก ได้อย่างเด็ดขาด

ในขณะเดียวกันการเล่นด้วยระบบนี้ยังช่วยทำให้เกมรับมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาสามารถรับมือกับ ไลป์ซิก ที่มาเยือนด้วยระบบ 3-5-2 ได้อยู่หมัด ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลอดทั้งเกมแนวรุกของทีมเยือน มีโอกาสสร้างความหวาดเสียวได้ไม่มากนัก



ที่สำคัญการมี เฟร็ด กับ มาติช ยืนช่วยกันเปรียบเสมือนมดงานที่ทำหน้าที่ตัดเกมคู่แข่งได้ตลอด และปล่อยให้ ป็อกบา กับ ฟาน เดอ เบ็ค ได้เล่นเกมรุกอย่างเต็มที่ ซึ่งงานนี้ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ แสดงให้เห็นว่าเขาเหมาะกับระบบแบบนี้อย่างมาก แถมเจ้าตัวยังโชว์การส่งบอลแบบคิลเลอร์พาสให้ กรีนวู้ด ซัดเบิกร่องในครึ่งแรก

ลองจินตนาการดูว่าหาก โซลชา เลือกใช้ระบบนี้โดยมี แฟร์นันด์ส แทนที่ ฟาน เดอ เบ็ค ตั้งแต่ต้นเกม งานนี้อาจจะได้เห็นการสร้างโอกาสทำประตูคู่แข่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าแน่นอน

4. เกมรับเล่นได้อย่างมีระเบียบวินัย



หลายครั้งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะโดนแซวเกี่ยวกับเกมรับ เพราะพวกเขามักจะทำผลงานได้น่าผิดหวังในช่วงต้นซีซั่นจนทำให้ทีมแพ้โดยเฉพาะเกมดับคารังแมตช์รับมือ "ดิ อีเกิ้ลส์" คริสตัล พาเลซ และ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

อย่างไรก็ตามในช่วง 4 เกมที่ผ่านมา ระบบการเล่นเกมรับของ "ผีแดง" เริ่มมีความนิ่งมากขึ้น และเล่นได้อย่างมีระเบียบวินัย โดยเฉพาะในแมตช์ที่ปะทะกับ ไลป์ซิก สโมสรที่ได้ชื่อว่าเกมรุกที่น่ากลัว เพราะพวกเขายิงประตูในลีกเมืองเบียร์เป็นอันดับ 2 รองจาก บาเยิร์น และยึดจ่าฝูงลีกในเวลานี้

5 เกมลีกที่ผ่านมา ไลป์ซิก สามารถซัดประตูได้เรียบวุธ แถมย้อนไปเมื่อซีซั่น 2019/2020 พวกเขาก็ตะบันตาข่ายทีมใหญ่ๆ อย่าง สเปอร์ส, "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด, "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค และ "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาแล้ว อย่างไรก็ตามในการเยือน "โรงละครแห่งความฝัน" ไลป์ซิก ต้องพบกับความยากลำบากในการเจาะตาข่ายเจ้าบ้าน



เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมเยือนเจอกับความผิดหวังในการยิงประตูมาจากการเล่นเกมรับที่มีระบบ และรักษาระเบียบวินัยได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บ 2 คลีนชีตติดต่อกันหลังจากที่เกมก่อนหน้านี้เพิ่งรับมือ เชลซี พร้อมกับผลเสมอ 0-0

น่าเสียดายที่สองประตูที่พวกเขาเสียไปจากจำนวน 4 แมตช์ล่าสุดในเกมพบ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (ชนะ 4-1) และ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ชนะ 2-1) เป็นการทำเข้าประตูตัวเองของแข้ง "ผีแดง" ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นสถิติเก็บคลีนชีตจะสวยงามยิ่งกว่านี้

5. พลังแฝงโซลชาไม่เคยทำให้ผิดหวัง



เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม มีหลายเสียงพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าอนาคตของ โซลชา จะตัดสินใน 7 เกมต่อจากนี้ ซึ่งเมื่อมองดูโปรแกรมแล้วก็อาจจะเป็นเช่นนั้นเพราะ "ปีศาจแดง" มีคิวต้องเจอกับหลายเกมที่ยากลำบากพอสมควรทั้งในพรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

อย่างไรก็ตาม "น้าลูกอม" มักจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่กดดันแบบนี้ไปได้เลย โดยผ่านไป 4 จาก 7 แมตช์อันตรายที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดเก็บชัยชนะ 3 แมตช์และเสมอ 1 เกมเท่านั้น โดยแมตช์ที่เสมอกับ เชลซี พวกเขาเล่นได้ดี และมีโอกาสชนะด้วยซ้ำ แต่ดันพลาดในจังหวะจบสกอร์ 3

ตอนนี้ต้องบอกว่า โซลชา เปรียบเสมือนกับ "ฮัลค์" ยักษ์เขียวที่มักจะระเบิดพลังแฝงในยามที่อัตราการเต้นของหัวใจบีบรัด จนกลายสภาพเป็นสุดยอดซูเปอร์ฮีโร่อารมณ์เดือด ส่วน นายใหญ่เบบี้เฟซ เมื่อไหร่ก็ตามที่โดนแรงกดดันจนเก้าอี้กุนซือร้อน เขามักจะบรรเจิดมันสมอง วางหมากปรับแท็คติกจนทำให้ทีมกลับมาเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หลายๆ คนรู้จักอีกครั้ง



แน่นอนว่า 4 แมตช์ที่ผ่านมา (นิวคาสเซิ่ล, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, เชลซี และ ไลป์ซิก) เครดิตส่วนใหญ่ต้องยกให้กับ โซลชา เพราะสามารถวางแผนการเล่นได้อย่างลงตัว ที่สำคัญทีมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เกมรุกที่ดุดันเกมรับที่เหนียวแน่น ทุกตำแหน่งมีความสมดุลอย่างมาก

ฉะนั้นในแมตช์ที่จะรับมือ อาร์เซน่อล เกมลีกวันอาทิตย์นี้ สาวก "เร้ด อาร์มี่" อาจจะได้เห็นของดีจาก "กึ๋น" ของ โซลชา อีกครั้ง