วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563

ตัวรับก็จำเป็น! 5มิดฟิลด์เชิงรับที่แมนยูควรคว้ามาแทนมาติช

มาติช" เร้า แมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาลหน้าล่าแชมป์มาครองแน่ | Buaksib

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับนักเตะชื่อดังหลายรายโดยตำแหน่งที่ตกเป็นข่าวมากที่สุดคือมิดฟิลด์ตัวรุกทั้ง เจดอน ซานโช่, แจ็ค กรีลิช หรือ เจมส์ แมดดิสัน ที่ต้องการมาเพิ่มศักยภาพในแนวรุกให้มีความอันตรายมากขึ้น

   
อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่ "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องเสริมทัพคือมิดฟิลด์ตัวรับ หลังในเวลานี้พวกเขามีเพียง เนมันย่า มาติช เท่านั้นที่เป็นตัวรับธรรมชาติ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่วัย 32 ปีแล้ว

ส่วน เฟร็ด และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็เป็นนักเตะสไตล์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์มากกว่า ทำให้ในช่วงซัมเมอร์นี้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จำเป็นต้องมองหาตัวตายตัวแทนของมิดฟิลด์ชาวเซอร์เบียไว้แล้ว โดยมี 5 ตัวเลือกที่น่าสนใจดังนี้

5.เดแคลน ไรซ์ (เวสต์ แฮม)
ราคาประเมิณ : 70 ล้านปอนด์



มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษเคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับ แมนยู มาแล้วตั้งแต่ปลายปีก่อน หลังพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับ เวสต์ แฮม จนถูก แกเร็ธ เซาธ์เกต ต้องเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ และแม้ว่าในซีซั่นนี้ทีม "ขุนค้อน" จะทำผลงานได้น่าผิดหวังจนตอนนี้จำเป็นต้องมาลุ้นหนีตกชั้น แต่ ไรซ์ ถือว่าโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นพอตัวเลยทีเดียว

แถมยังมีข่าวลือมาด้วยว่าตอนนี้ เวสต์แฮม ก็พร้อมที่จะปล่อยตัวนักเตะออกไปเช่นกันหากได้ค่าตัวไม่ต่ำกว่า 70 ล้านปอนด์ หลังพวกเขาเจอปัญหาทางด้านการเงินจากาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

4.เดนิส ซากาเรีย (กลัดบัค)
ราคาประเมิณ : 40 ล้านยูโร



มิดฟิลด์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ย้ายจาก ยัง บอยส์ มาเล่นกับ กลัดบัค ในปี 2017 ในฐานะตัวแทนของ มามูด ดาอูด ที่ย้ายไปอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ ก่อนจะทำผลงานได้น่าประทับใจและเคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล

ดาวเตะวัย 23 ปี ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ดาวรุ่งดีที่สุดในยุโรป หลังมีอัตราการเข้าปะทะต่อเกมอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นคุณสมับติสำคัญของกองกลางตัวตัดเกม และยังมีรูปร่างที่สูงถึง 189 เซนติเมตร ซึ่งทำให้เขายังเล่นลูกกลางอากาศได้ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตามมันก็แลกมาด้วยการโดนลงโทษจากผู้ตัดสิน โดยซีซั่นนี้เจ้าตัวโดนใบเหลืองไปแล้ว 7 ใบจาก 18 นัด ซึ่งเป็นจุดที่เขาต้องนำมาปรับปรุงต่อไปหากย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

3.รูเบน เนเวส (วูล์ฟแฮมป์ตัน)
ราคาประเมิณ : 70 ล้านปอนด์



นับตั้งแต่ที่ดาวเตะเลือดฝอยทองย้ายจาก ปอร์โต้ มาเล่นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในปี 2017 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์เท่านั้น ก็กลายฟันเฟืองชิ้นสำคัญพาทีม "หมาป่า" เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกในปีถัดมา

ความยอดเยี่ยมของดาวเตะวัย 23 ปี สามารถยกระดับให้กับ วูล์ฟส จนคว้าตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกในฤดูกาลนี้ โดยเจ้าตัวมีจุดเด่นอยู่ที่การสามารถพาบอลขึ้นมาเองได้ ลูกยิงไกล และลูกฟรีคิก สุดฉมังคนหนึ่งในยุโรป

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ เนเวส ยังมีสัญญากับ วูล์ฟส์ จนถึงปี 2023 ทำให้ แมนยู อาจต้องทุ่มเงินหนักหน่อยหากต้องการได้ตัวนักเตะไปร่วมทีม

2.โธมัส ปาร์เตย์
ราคาประเมิณ : 50 ล้านยูโร



มิดฟิลด์ชาวกาน่าทำผลงานยอดเยี่ยมกับ แอตเลติโก มาดริด โดยมีความโดดเด่นในเรื่องเกมรับและสามารถเติมมาช่วยเกมรุกได้ แถมยังถอยมาเล่นเซนเตอร์แบ็กได้อีกด้วย จนตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับหลายทีมโดยเฉพาะ อาร์เซน่อล

ที่สำคัญดาวเตะวัย 26 ปี มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 50 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงดึงมาใช้งาน ซึ่งหากดูจากสไตล์การเล่นที่มีทั้งความดุดัน และแข็งแกร่งแล้ว น่าจะมาปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีกได้ไม่ยาก

1.วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้)
ราคาประเมิณ : 70 ล้านปอนด์



ห้องเครื่องชาวเซเนกัลย้ายมาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฐานะตัวแทนของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ย้ายไปอยู่ เชลซี ในปี 2016 ก่อนจะมาแจ้งเกิดได้สำเร็จทดแทนการขาดหายไปของดาวเตะเลือดน้ำหอมได้แบบไร้ข้อกังขา

ดาวเตะวัย 23 ปี มีสถิติแท็กเกิ้ลและแย่งบอลอยู่ในอันดับท็อปของพรีเมียร์ลีก และยังทำได้อีก 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 23 เกม อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เลสเตอร์ จะไม่ยอมปล่อยตัวนักเตะออกไปราคาถูกแน่นอนเช่นเดียวกับในรายของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แต่เชื่อได้ว่าดีลนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน

ส่องโฉมใหม่อาร์เซน่อลหากได้วิลเลี่ยนแต่เสียโอบาเมยอง

ส่องโฉมใหม่อาร์เซน่อลหากได้วิลเลี่ยนแต่เสีย

คาดการณ์ 11 ตัวจริง อาร์เซน่อล ในซีซั่นหน้า หลังมีโอกาสได้ วิลเลี่ยน และ โธมัส ปาร์เตย์ เข้ามาเสริมทัพ

    
อาร์เซน่อล กลายเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะได้ วิลเลี่ยน ปีกบราซิเลียน ที่กำลังจะหมดสัญญากับ เชลซี ไปเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หลังมีข่าวว่าเอเยนต์เสนอนักเตะไปให้ "ปืนใหญ่" ที่มีโอกาสจะเสีย ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง กองหน้าทีมชาติกาบอง ออกจากถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

นอกจาก วิลเลี่ยน แล้วนั้น อาร์เซน่อล ยังมีข่าวกับ โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางตัวรับ แอตเลติโก มาดริด โดยพ่อของนักเตะก็ร่วมยืนยันว่า ลูกชายของตัวเองได้เปิดฉากเจรจากับ "ปืนใหญ่" แล้วด้วย

ส่วนในแนวรับ อาร์เซน่อล สนใจ อักเซล ดิซาซี่ กองหลัง แร็งส์ โดยหากได้มาร่วมทีมก็มีโอกาสมาจับคู่กับ วิลเลี่ยม ซาลิบา ปราการหลังชาวฝรั่งเศส ที่จะกลับมาจากการไปเล่นให้ แซงต์-เอเตียน แบบยืมตัว

คาดการณ์ 11 ตัวจริง อาร์เซน่อล ฤดูกาล 2020/21


ผู้รักษาประตู: แบรนด์ เลโน่

กองหลัง: เอคตอร์ เบเยริน, อักเซล ดิซาซี่, วิลเลี่ยม ซาลิบา, คีแรน เทียร์นี่ย์

กองกลาง: โธมัส ปาร์เตย์, กรานิต ชาคา, นิโกล่าส์ เปเป้, เมซุต โอซิล, วิลเลี่ยน

กองหน้า: อเล็กซ็องดร์ ลากาแซตต์




ทางการ!วัตฟอร์ดประกาศคว้ากลางดาวรุ่งฝรั่งเศส

ย้ายทีมยุคโควิด! “แตน” ประกาศคว้าตัว 'เกย์' ดาวรุ่งฝรั่งเศส | EPL ...

โควิด-19 ไม่มีผล! วัตฟอร์ด ดึง ปาเป้ เกย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งน้ำหอม เสริมทัพล่วงหน้า หลังนักเตะกำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดใน ลีก เดอซ์

    
วัตฟอร์ด สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยันคว้าตัว ปาเป้ เกย์ กองกลางชาวฝรั่งเศส ที่กำลังจะหมดสัญญากับ เลอ อาฟร์ ทีมใน ลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส โดยนักเตะจะย้ายเข้าถิ่น วิคาเรจ โร้ด อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้

มิดฟิลด์วัย 21 ปี ตกลงเซ็นสัญญากับ "แตนอาละวาด" เป็นเวลา 5 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งอนาคตไกล หลังเคยติดทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้วทั้งรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี และ 19 ปี

ในเวลานี้ พรีเมียร์ลีก ต้องระงับการแข่งขันไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยก่อนพักเตะไปนั้น วัตฟอร์ด รั้งอันดับ 17 ของตารางมี 27 คะแนนเท่ากับ บอร์นมัธ อันดับ 18 แต่ "แตนอาละวาด" มีผลต่างประตูได้เสียดีกว่า

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

เบ็คแฮมหวังดึงดาวดับแมนยูไปคืนชีพลีกมะกัน

รายงานข่าว เบ็คแฮม เตรียมคุยท่านปธ.!เบ็คแฮมเล็งกระชากฮาเมสลุย ...

จะสู้ค่าเหนื่อยไหวไหม? เดวิด เบ็คแฮม เล็งคว้าสตาร์ตกอับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเสริมทัพ อินเตอร์ ไมอามี่ หลังหมดอนาคตในยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

   
เดวิด เบ็คแฮม เจ้าของทีม อินเตอร์ ไมอามี่ สโมสรน้องใหม่ในศึก เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (เอ็มแอลเอส) สหรัฐอเมริกา สนใจที่จะดึง อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปเล่นที่ลีกเมืองลุงแซม ตามรายงานจาก กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาอิตาลี เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา

ดาวยิงทีมชาติชิลี วัย 31 ปี ไม่ประสบความสำเร็จกับ "ปีศาจแดง" ตั้งแต่ย้ายมาจาก อาร์เซน่อล เมื่อปี 2018 ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะโดนส่งไปให้ อินเตอร์ มิลาน ยืมตัว แต่เชื่อว่า "งูใหญ่" จะไม่ซื้อขาดหลังจบซีซั่น เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องทำให้ได้ลงเล่นในลีกไปแค่ 9 เกมเท่านั้น



หาก อเล็กซิส ต้องกลับถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็เชื่อว่า ไม่มีอนาคตภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และน่าจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่ต้องโดนโละถิ่นเพื่อหาเงินไปซื้อสตาร์รายอื่น ส่งผลให้ เบ็คแฮม พร้อมติดต่อมาถึงทีมเก่าเพื่อขอดึงดาวเตะชิเลียน ไปเล่นใน เมเจอร์ลีก ขณะที่นักเตะได้ซื้อบ้านที่ฟลอริดาไว้แล้ว

นอกจาก อเล็กซิส แล้วนั้น เบ็คแฮม ยังต้องการดึงสตาร์ดังอีกหลายรายมาเสริมทัพ อินเตอร์ ไมอามี่ โดยนักเตะชาวเมืองผู้ดีที่ เล็งๆ เอาไว้ก็มี ธีโอ วัลค็อตต์, แกรี่ เคฮิลล์ และ โจ ฮาร์ท รวมทั้ง ฮาเมส โรดริเกซ กองกลาง เรอัล มาดริด ด้วย

ห้ามมีเซ็กซ์-ถ่มน้ำลายเจอเหลือง!5เรื่องใหม่ที่อาจเกิดในพรีเมียร์ฯ

ลือ พรีเมียร์ลีก จ่อเพิ่มโควต้าเปลี่ยนตัวสำรองได้ 5 คนต่อนัด ช่วง ...

โควิด-19 อาจเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในวงการลูกหนัง และนี่คือ 5 สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับ พรีเมียร์ลีก หลังกลับมาเตะกันได้แล้ว

  
ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังอยู่ในช่วงที่ต้องระงับแข่งหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังไม่มีความชัดเจนว่า จะกลับมาเล่นกันได้อีกครั้งเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตาม หาก พรีเมียร์ลีก กลับมาเตะกันต่อได้ล่ะก็ แนวทางปฎิบัติของนักเตะกับแฟนบอลคงต้องเปลี่ยนไป และนี่คือ 5 สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นได้
1. ห้ามมีเซ็กซ์


ก่อนหน้านี้ บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้วางแนวทางถ้ากลับมาเล่นใหม่ได้ นักเตะห้ามมีเซ็กซ์ หากแฟนหรือคู่รักของตัวเองมีอาการที่บ่งบอกว่าอาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ข้อห้ามนี้ พรีเมียร์ลีก อาจทำตามถ้าได้ผลดีในเยอรมัน แต่เรื่องนี้อาจจะพิสูจน์ได้ยากหน่อย เพราะไม่มีใครไปรู้ได้อย่างใกล้ชิดถึงขอบเตียง

2. ห้ามถ่มน้ำลายในสนาม



สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เตรียมพิจารณาออกกฏห้ามไม่ให้นักเตะ, ผู้จัดการทีม และสตาฟฟ์โค้ช ถ่มน้ำลายในสนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19

หากใครถ่มน้ำลายจะโดนโทษด้วยการรับใบเหลือง โดย มิเชล ดีฮูเก้ คณะกรรมการด้านการแพทย์ของ ฟีฟ่า ระบุว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้การถ่มน้ำลายเป็นการกระทำที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และกฎนี้จะช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่และตัวนักเตะเอง

3. เปลี่ยนตัวได้ 5 คน




ฟีฟ่า มีแผนให้แต่ละทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นระหว่างเกมได้ 5 คน ถ้าหากกลับมาทำการแข่งขันได้อีกครั้ง หลังวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

แนวคิดดังกล่าวของ ฟีฟ่า ได้มีการเสนอให้กับคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอบี) เรียบร้อย โดย ไอเอฟเอบี ถือเป็นองค์กรที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในเกมฟุตบอล

หาก ไอเอฟเอบี อนุมัติแล้ว คาดกันว่า การเปลี่ยนตัวผู้เล่น 5 คน น่าจะถูกใช้ในการแข่งขันฤดูกาล 2020/21 เพื่อรับมือกับโปรแกรมเตะที่มีแววถี่ขึ้น

4. ซ้อมตามกฎเว้นระยะห่างทางสังคม




อาร์เซน่อล เป็นสโมสรแรกใน พรีเมียร์ลีก ที่กลับมาซ้อมเมื่อวันจันทร์ที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังแยกจากกันไป 47 วัน ในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด

อย่างไรก็ตาม นักเตะทุกคนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยจะแยกฝึกซ้อม มีฟุตบอลของตนเอง และต้องนำชุดมาเอง

5. กำหนดอายุเข้าสนาม



พรีเมียร์ลีก อาจจะห้ามคนอายุเกิน 70 ปีเข้าสนาม เนื่องจากเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ง่าย และส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตจะมีอายุมาก

หากเรื่องนี้เป็นจริงล่ะก็ รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือ คริสตัล พาเลซ คงไม่ได้ลงมาคุมทีม เพราะตอนนี้อายุของปู่รอย ปาเข้าไป 72 ปีแล้ว

อริกันจนวันตาย ? ย้อนดู ดิยุฟ เคยด่า เจอร์ราร์ด รุนแรงแค่ไหน

เจอร์ราร์ด"ยกจิตใจแข้งหงส์แดงแข็งแกร่งส่งทีมบินสูง

สตีเว่น เจอร์ราร์ด คือหนึ่งในตำนานของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับคำชมอย่างมากทั้งภายในประเทศอังกฤษ และในโลกลูกหนัง โดยนอกจากจะทำผลงานในสนามได้ดีแล้วนั้น เจอร์ราร์ด ยังมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมด้วย จนทำให้หลายคนชื่นชอบเขา ยกเว้นเพียง 1 คนที่เกลียดเขาเข้าไส้ และคนที่ว่าก็คือ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ

    
แม้ว่าทั้งคู่จะเคยร่วมงานกันในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล แต่อดีตดาวเตะชาวเซเนกัลไม่ประสบความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล เขาทำผลงานได้น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับตอนที่เจ้าตัวเล่นได้โดดเด่นกับทีมชาติเซเนกัลในศึก ฟุตบอลโลก 2002 ตรงข้ามกับ เจอร์ราร์ด ที่มักจะเล่นได้ดีอย่างต่อเนื่องจนเป็นคนที่ทีมขาดไม่ได้ ซึ่งที่จริง เจอร์ราร์ด ก็เคยพายามตักเตือน ดิยุฟ หลายครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับไม่เคยสนใจเลย ซ้ำร้ายยังด่า เจอร์ราร์ด กลับไปอีกต่างหาก

หลังย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล แบบถาวรในปี 2005 ดิยุฟ ก็มักจะให้สัมภาษณ์ถึง ลิเวอร์พูล และ เจอร์ราร์ด ในแง่ลบบ่อยๆ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ฟลอร็องต์ ซินาม่า ปงโกลล์ ออกมาแฉว่า ดิยุฟ ถึงขั้นเคยพูดกับ ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เลยว่าเขาจะมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของ เจอร์ราร์ด เพราะไม่พอใจที่โดนอีกฝ่ายตำหนิเรื่องการเล่นแบบเห็นแก่ตัว และนั่นเป็นเพียงหนึ่งในประโยคที่ ดิยุฟ แสดงให้เห็นถึงความเกลียดที่มีต่อ เจอร์ราร์ด เท่านั้น วันนี้เรามาลองย้อนดูกันดีกว่าว่า ดิยุฟ เคยพูดอะไรร้ายๆ ใส่อีกฝ่ายบ้าง

- อิจฉาและเห็นแก่ตัว
ในปี 2007 เจอร์ราร์ด เคยกล่าวในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองว่า ดิยุฟ มีทัศนคติที่เลวร้ายมากๆ โดยเฉพาะเรื่องการเล่นแบบเห็นแก่ตัวมากเกินไป และมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ ดิยุฟ ไม่ประสบความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล จนสุดท้ายต้องบอกลาทีม ทั้งที่ตอนแรก "เดอะ ค็อป" คาดหวังว่าเขาจะโชว์ฟอร์มได้เหมือนในศึก ฟุตบอลโลก 2002



"ดิยุฟ สนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น ทัศนคติของเขามันผิดไปหมด ผมคิดว่าเขาไม่สนใจที่จะทุ่มเทเกินขีดจำกัดเพื่อทำให้ ลิเวอร์พูล กลับไปเป็นทีมเบอร์ 1 มากเท่าที่ควร" อดีตยอดกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ระบุ ซึ่งเขาก็มักจะพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ เวลาที่โดนถามเกี่ยวกับ ดิยุฟ



ในอีก 5 ปีให้หลัง ดิยุฟ ตอบโต้ถึงเรื่องนี้แบบดุเดือด "เจอร์ราร์ด ก็แค่อิจฉาตาร้อนที่ตอนนั้นผมเก่งจนถึงขนาดสยบโลกเอาไว้ได้ด้วยเท้าของผม มันไม่มีใครเห็นแก่ตัวมากไปกว่าเขาอีกแล้ว เขาไม่สนใจคนอื่นเลย เจอร์ราร์ด ยินดีที่จะทำประตูได้ต่อให้สุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูล จะแพ้ในเกมนั้นก็ตาม พวกคนเก่าคนแก่ของ ลิเวอร์พูล ทนเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ"

- เหยียดผิว
ในช่วงหนึ่ง ลิเวอร์พูล โดนล้ออย่างหนักที่เอา มาริโอ บาโลเตลลี่ มาร่วมทีม เพราะเจ้าของฉายา "ซูเปอร์มาริโอ" ทำผลงานได้น่าผิดหวังสุดๆ ชนิดที่ว่าทำประตูให้ทีมได้เพียง 4 ลูก จากการลงเล่น 28 นัดในทุกรายการ ถึงกระนั้น เจอร์ราร์ด ก็ยังบอกว่าตนให้ความเคารพ บาโลเตลลี่ ต่างกับ ดิยุฟ ที่ไม่เคยทำตัวดีกับทีมเลย



ดิยุฟ สวนกลับแบบรุนแรงในปี 2015 ว่า "ทุกคนพอจะเห็นกันตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะทำให้ มาริโอ บาโลเตลลี่ เจอปัญหากับการเล่นที่ ลิเวอร์พูล ผมเคยเตือนเขา (บาโลเตลลี่) ตั้งแต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะย้ายทีมแล้วว่า ลิเวอร์พูล ไม่ใช่สโมสรที่จะต้อนรับนักเตะผิวสีดีเท่าไหร่ นอกจากว่าเขาจะเป็นคนอังกฤษน่ะนะ ถ้าคุณเป็นนักเตะผิวสีจากต่างแดนแล้วล่ะก็ คุณก็ไม่มีทางที่จะได้รับการต้อนรับที่ดีหรอก"

"ชาวบ้านชาวช่องรู้กันหมดว่า เจอร์ราร์ด ไม่เคยชอบนักเตะผิวสีเลย ตอนที่ผมอยู่กับ ลิเวอร์พูล ผมแสเงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าผมเป็นคนผิวสี, ผมไม่ใช่คนอังกฤษ และผมไม่สนเรื่องไร้สาระใดๆ ก็ตาม จะบอกให้ว่าเขาไม่เคยกล้ามองผมแบบตาต่อตาในตอนที่ผมอยู่ที่นั่นเลย"



"ผมเป็นที่เคารพอย่างมากในโลกฟุตบอล บรรดากูรูเก่งๆ ต่างก็ยกให้ผมเป็นหนึ่งใน 7 นักเตะที่ดีที่สุดของ ฟุตบอลโลก (ปี 2002) รวมถึงยกให้ผมเป็นหนึ่งใน 100 นักเตะที่เก่งที่สุดของศตวรรษ ขนาดนักเตะชื่อดังหลายคนยังไม่ติดชาร์ตนั้นเลย ไม่ว่าผมจะไปยังประเทศไหนนอกเหนือจากประเทศของผม ผู้คนก็จะยังนับถือผมอยู่ ขณะที่เขาน่ะ ถ้าออกจากเมืองลิเวอร์พูลของตัวเองแล้วล่ะก็ เขาก็จะโดนเยาะเย้ยทันที"

- ข่มด้วยทีมชาติ
ในปี 2017 ดิยุฟ ได้ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี โดยตอนนั้นเขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่นักเตะที่แย่เหมือนอย่างที่หลายคนคิด แถมเขายังโดนถามด้วยว่าทำไมเจ้าตัวถึงมปัญหาอย่างรุนแรงกับ เจอร์ราร์ด ทั้งที่คนอื่นๆ ออกจะรักอดีตดาวเตะชาวอังกฤษอย่างมาก



"ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขาสักหน่อย เขาเป็นคนที่มึบุคลิกแข็งแกร่ง และผมเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกคนชอบเขาที่ ลิเวอร์พูล แต่เขาไม่เคยทำอะไรเพื่อประเทศชาติของตัวเองแม้แต่นิดเดียว ผมคือ มิสเตอร์ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ผมเป็น มิสเตอร์ เซเนกัล เขาเป็น มิสเตอร์ ลิเวอร์พูล และ เซเนกัล ก็ใหญ่กว่า ลิเวอร์พูล เขาเองก็รู้ถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี" ดิยุฟ ระบุ

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

เผยมาตราการพรีเมียร์ลีกเตรียมปรับใช้หากกลับมาลงฟาดแข้ง

ตารางพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 เริ่มเปิดกระดาน 9 สิงหาคม 2019 ...

เดลี่ เทเลกราฟ สื่อเมืองผู้ดี ระบุ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมใช้มาตราการเข้มข้นเพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หากลีกกลับมาลงแข่งขันได้อีกครั้ง โดยกำหนดให้ในแต่ละเกมจะมีผู้เกี่ยวข้องกับเกมการแข่งขันอยู่ในสนามอย่างน้อย 300 คนในแต่ละนัด และจะเล่นกันแบบปิดสนาม

เวลานี้บรรดาลีกใหญ่ของยุโรปจำเป็นต้องพักการแข่งขัน หลังจากที่เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมันก็ทำให้ช่วงที่ผ่านมามีการตั้งประเด็นกันด้วยว่าสุดท้ายแล้วอาจจะเตะทุกนัดที่เหลือของซีซั่นนี้ไม่ได้ เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบกับซีซั่นหน้าตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น ทำให้มีกระแสข่าวออกมาเรื่อยๆจากลีกใหญ่ อย่าง พรีเมียร์ลีก, กัลโช่ เซเรีย อา และ บุนเดสลีกา ที่พร้อมกลับมาลงฟาดแข้งอีกครั้งเพื่อให้ฤดูกาลนี้แข่งขันกันให้จบ โดยเตรียมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างต้องปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หากกลับมาลงแข่งขันอีกครั้ง

ล่าสุด เดลี่ เทเลกราฟ ระบุว่า พรีเมียร์ลีก ได้วางมาตราการเพื่อความปลอดภัยก่อนที่จะกลับมาลงแข่งขันกันอีกครั้งในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยกำหนดไว้ว่าการแข่งขันในแต่ละนัดจะมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 300 คนในการเล่นแบบปิดสนาม แบ่งเป็นผู้เล่น 40 คน, ทีมสตาฟฟ์ และ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 32 คน, เจ้าหน้าที่ประจำการแข่งขัน 12 คน และ บุคคากรทางการแพทย์ อีก 6-8 คน, เจ้าหน้าที่พรีเมียร์ลีก 3 คน และบรรดาสื่อมวลชนอีกอย่างน้อย 130 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แน่นอนแล้วประมาณ 210 คน และในบางกรณีอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 500 คนต่อเกมการแข่งขัน

ทั้งนี้มาตราการดังกล่าวนั้นมีความคล้ายกับฝั่งบุนเดสลีกาที่กำหนดให้มีแค่ 322 คนที่อยู่ในสนามแต่ละเกม หากได้รับอนุญาตจากสาธารณสุขให้กลับมาแข่งในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้


รู้จักเจ้าหนูการ์เนอร์ดาวรุ่งแมนยูที่ว่าเจ๋งกว่ากรีนวู้ด-วิลเลี่ยมส์

พ่อ เจมส์ การ์เนอร์ ผิดหวังลูกชายพลาดโอกาสประเดิมสนามกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำความรู้จักเจ้าหนู เจมส์ การ์เนอร์ กองกลางดาวโรจน์ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ เฟร็ด ประทับใจมากสุดในบรรดาแข้งยุคใหม่ของทีม


เฟร็ด กองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยกย่องให้ เจมส์ การ์เนอร์ เป็นนักเตะดาวรุ่งของ "ปีศาจแดง" ที่ตนชื่นชอบ และประทับใจมากสุดยิ่งกว่า เมสัน กรีนวู้ด กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ เสียอีก แม้ 2 รายหลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญในทีมชุดใหญ่ฤดูกาลนี้แล้วก็ตาม

วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับเจ้าหนูการ์เนอร์ กองกลางวัย 19 ปีให้มากขึ้น

ชื่อ: เจมส์ การ์เนอร์
วันเดือนปีเกิด: 13 มีนาคม 2001
ตำแหน่ง: กองกลาง
สถานที่เกิด: เบอร์เคนเฮด, อังกฤษ
เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก: 23 พฤษภาคม 2018



ผลงานกับทีมเยาวชน ยูไนเต็ด เป็นอย่างไรบ้าง

การ์เนอร์ ประเดิมลงเล่นให้ทีม ยู-18 ของ "ปีศาจแดง" ในเกมพบ อาร์เซน่อล ก่อนเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก นอร์ท เมื่อฤดูกาล 2017/18



การ์เนอร์ โชว์ฟอร์มโดดเด่น และได้มีโอกาสเป็นกัปตันทีมยู-18 และ คีแรน แม็คเคนน่า กุนซือของทีมก็เคยเสนอชื่อให้เขาเข้าชิงรางวัล จิมมี่ เมอร์ฟี่ ยัง เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ดส์ มาแล้ว ก่อนเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ทีมยู-23

ประเดิมทีมชุดใหญ่

การ์เนอร์ ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ "ปีศาจแดง" เกมแรก ด้วยการลงมาเป็นตัวสำรองแทน เฟร็ด นาที 89 ในนัดพบ คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว



สไตล์การเล่นและจุดเด่น

การ์เนอร์ เป็นกองกลางตัวทำเกม คอยเชื่อมเกมจากแดนหลังไปสู่แดนหน้า รวมทั้งอ่านเกมได้เยี่ยม ผ่านบอลแม่นยำ และเติมขึ้นไปทำประตูได้ด้วย

นอกจากนั้น การ์เนอร์ ยังเป็นนักเตะที่มีความเป็นผู้นำอีกด้วยหลังเคยเป็นกัปตันทีมตั้งแต่ชุดยู-18 จนมาถึงยู-23

ตัวแทนทีมชาติอังกฤษ

การ์เนอร์ เคยเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ "สิงโตจูเนียร์" ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2017



ความรู้สึกหลังเซ็นสัญญาอาชีพกับ ยูไนเต็ด


การ์เนอร์ เผยไว้ตอนเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกเมื่อปี 2018 ว่า "ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากที่ได้เซ็นสัญญาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด การเซ็นสัญญาที่ เอออน เทรนนิ่ง คอมเพล็กซ์ ยังคงเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับผม แต่ในครั้งนี้มันพิเศษกว่ามาก ผมภูมิใจในตัวเอง และครอบครัวของผม แต่ผมคิดว่า มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ทั้งคุณแม่ คุณพ่อ ปูและย่ามีความภาคภูมิใจในช่วงเวลานี้"

ใครคือไอดอล
ไมเคิ่ล คาร์ริค อดีตกองกลาง "ปีศาจแดง" ที่เวลานี้ก้าวขึ้นมาเป็นสตาฟฟ์โค้ชของทีมคือ ขวัญใจของเจ้าหนูการ์เนอร์ โดยเขาเคยพูดว่า "มันเป็นข่าวดีที่เขามาเป็นสตาฟฟ์โค้ช หวังว่าผมจะได้เรียนรู้จากเขาและทำงานกับเขา"





5 แข้งผู้โชคดีหลังบุนเดสลีกาเลื่อนเตะ

เปิดโปรแกรมนัดเปิดลีก บุนเดสลีกา 2019-20 โดย ข้อมูลและข่าวบุนเดสลี ...

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันบุนเดสลีกาฤดูกาล 2019/20 มีอันต้องเลื่อนเตะไปอย่างไม่มีกำหนด แต่นี่กลับเป็นโอกาสดีที่นักเตะหลายคนจะได้เรียกความฟิตเพื่อคัมแบ็คกลับมาช่วยทีมต้นสังกัดให้ได้ทันเวลาเปิดสนามอีกครั้งมาดูกันเลยว่ามีใครบ้างที่โชคดีได้ผลประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้


โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

สโมสร: บาเยิร์น มิวนิค


ตำแหน่ง: ศูนย์หน้า ลงเล่นในฤดูกาลนี้: 23 นัด




ถือเป็นเรื่องน่าใจหายไม่น้อยที่ศูนย์หน้าชาวโปแลนด์รายนี้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บที่เข่าด้านซ้ายจากเกมการแข่งขันยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ค้าแข้งในบุนเดสลีกาดาวยิงวัย 31 กะรัตรายนี้พลาดการลงเล่นเพียง 16 เกมเท่านั้นและไม่เคยพลาดเกิน 4 นัดต่อฤดูกาล

จริงๆ แล้วเลวานมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่ก็ยังโชว์ฟอร์มเยี่ยมถลุง 20 ประตูก่อนต้องจำใจขึ้นเขียงผ่าตัดในช่วงวินเทอร์เบรค จากนั้นเขาก็กลับมายิงได้อีก 5 ประตูจาก 6 นัดในช่วงหลังปีใหม่พาทีมบาเยิร์นกลับไปรั้งจ่าฝูงได้อีกครั้ง

แม้บาเยิร์นจะไม่มีเลวานดอฟสกี้ แต่พวกเขาก็ยังคว้าชัยได้ตลอดทั้ง 3 นัด ล่าสุดดาวซัลโวแห่งบุนเดสลีกาก็หายเจ็บและฟิตพร้อมลงสนามเรียบร้อยแล้ว หมายความว่าพอกลับมาแข่งอีกครั้งบาเยิร์นจะกลับมาพร้อมรบด้วยอัตรายิงประตูคู่แข่งเฉลี่ยสูงถึง 3 ประตูต่อนัดอีกครั้ง

ในฤดูกาลนี้เลวานดอฟสกี้ยิงไปแล้ว 39 ประตูรวมทุกรายการ เฉพาะในลีกยิงไป 25 ประตูมีลุ้นคั่วตำแหน่งดาวซัลโวสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ที่สำคัญก็คือจากตอนแรกที่เลวานจะต้องพลาดช่วยบาเยิร์นลงฟาดแข้งในศึก “แดร์ คลาสสิกเคอร์” กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งอาจเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์ลีกในซีซั่นนี้ แต่อยู่ดีๆ โอกาสนั้นก็กลับมาอย่างไม่คาดคิด

มาร์โค รอยส์

สโมสร: โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ตำแหน่ง: มิดฟิลด์ตัวรุก ลงเล่นในฤดูกาลนี้: 19 นัด




รอยส์มีสถิติยอดเยี่ยมในการเล่นในบุนเดสลีกา เขาลงเล่นไปแล้ว 279 นัด ยิงไปแล้วมากกว่า 200 ประตู แต่ปัญหาของรอยส์ก็คือเขามักโชคร้ายจากปัญหาอาการบาดเจ็บ ในฤดูกาลนี้ก็เช่นกัน รอยส์ได้รับบาดเจ็บบริเวณโคนขาหนีบจากเกมเดเอฟเบคัพ กับแวร์เดอร์ เบรเมน จนอดลงสนามไปตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ รวมแล้วอดลงเล่นไปถึง 7 นัด

จากสถิติ 19 นัดของดอร์ทมุนด์ที่มีรอยส์ลงสนาม พวกเขาจะทำผลงานได้ดีกว่าทีมชุดที่ขาดกัปตันวัย 30 ไป ทั้งในเรื่องของคะแนนเฉลี่ย ความพยายามยิง และจำนวนประตู แน่นอนว่าการหายกลับมาช่วยทีมได้อีกครั้งของมาร์โค รอยส์คือกุญแจสำคัญในการขับเคี่ยวแย่งแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ของทีม “เสือเหลือง”

นิคลาส ซือเล่อ

สโมสร: บาเยิร์น มิวนิค


ตำแหน่ง: เซ็นเตอร์แบ็ค ลงเล่นในฤดูกาลนี้: 8 นัด



ซือเล่อคือหนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดในเยอรมนี เฉลี่ยแล้วกองหลังรายนี้ทำฟาวล์ไม่เกินเกมละครั้ง แถมมีอัตราแย่งบอลสำเร็จสูงถึงสองในสาม เป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ การบาดเจ็บของซือเล่อในช่วงเดือนตุลาคมสร้างปัญหาในการจัดกระบวนแนวรับของบาเยิร์นไม่น้อย ทีม “เสือใต้” ต้องสลับสับเปลี่ยนผู้เล่นในแผงแบ็คโฟร์อยู่หลายหน จนไปจบที่การใช้เบนฌาแม็ง ปาวาร์ ยืนแบ็คขวา อัลฟอนโซ่ เดวีส์ ยืนแบ็คซ้าย ส่วนดาวิด อาลาบา ถูกจับมายืนเซ็นเตอร์คู่กับเชโรม บัวเต็ง

จากที่คาดกันว่ากองหลังวัย 24 ปีคนนี้อาจต้องพักยาวจนถึงช่วงหน้าร้อน แต่กลับมีข่าวแว่วมาว่าซือเล่ออาจกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเดือนพฤษภาคมหลังเริ่มซ้อมเบาๆ ได้แล้วในตอนนี้

การเลื่อนเตะของฟุตบอลทุกรายการทำให้ซือเล่อมีโอกาสกลับมาช่วยทีมทั้งในบุนเดสลีกา เดเอฟเบคัพ และแชมเปียนส์ลีก และน่าจะช่วยรักษาอาการปวดหัวของยอดกุนซืออย่างฮันซี่ ฟลิค ได้ดีทีเดียว

ซาลีฟ ซาเน่

สโมสร: ชาลเก้ ตำแหน่ง: เซ็นเตอร์แบ็ค
ลงเล่นในฤดูกาลนี้: 10 นัด




ปรัชญาของทีม “ราชันสีน้ำเงิน” ก็คือ “ไม่มีผู้เล่นคนใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าทีม” แต่การขาดเซ็นเตอร์ร่างยักษ์คนนี้ไปก็สร้างหลุมขนาดใหญ่ให้แผงหลังของชาลเค่ออยู่ไม่เบา กองหลังชาวเซเนกัลมีสถิติแย่งบอลสำเร็จสูงเกือบ 70% และแย่งลูกกลางอากาศสำเร็จสูงกว่า 80% ซึ่งนับเป็นอัตราสูงที่สุดในลีกทีเดียว

ก่อนที่ซาเน่จะได้รับบาดเจ็บที่เข่าในเดือนพฤศจิกายน ชาลเค่อเสียประตูเพียง 9 ลูกจาก 9 เกมเท่านั้น รวมทั้งเก็บคลีนชีทได้ 3 นัด แต่เมื่อไร้ซาเน่ พวกเขาเสียประตูเฉลี่ย 1.7 ลูกต่อนัด แถมเก็บคลีนชีทได้แค่ 4 ครั้งจาก 16 เกมลีก

นอกจากซาเน่จะเป็นหัวใจสำคัญในเกมรับของชาลเค่อแล้ว เขายังสามารถช่วยเกมรุกได้ด้วยการยิง 2 ประตูและทำ 1 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ ล่าสุดซาเน่เริ่มกลับมาซ้อมเบาๆ ได้บ้างแล้ว ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกสองสามเดือนกว่าจะกลับมาฟิตพร้อมลงสนามได้อีกครั้ง

แซค สเตฟเฟ่น

สโมสร: ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ

ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู ลงเล่นในฤดูกาลนี้: 17 นัด




แซค สเตฟเฟ่นคือนักเตะที่เปิดตัวในเวทีบุนเดสลีกาได้อย่างสวยงาม โดยสามารถซิวตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์ได้ตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลที่เอาชนะแวร์เดอร์ เบรเมนได้ด้วยผลงานการเซฟถึง 10 หน นายทวารทีมชาติสหรัฐฯ ได้โอกาสลงเฝ้าเสาตลอดครึ่งฤดูกาลแรกและทำผลงานยอดเยี่ยม เซฟรวมถึง 67 ครั้ง เฉลี่ยแล้วเขาเซฟถึงเกมละ 4 หนซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดอันดับ 2 ในลีก

แต่โชคร้ายที่สเตฟเฟ่นต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าจนชวดลงเล่นทุกเกมตั้งแต่ต้นปี 2020 และเพิ่งจะสามารถลงซ้อมได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การเลื่อนเตะครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้เขาได้รักษาตัวให้หายดีและกลับมาลงเฝ้าเสาอีกครั้ง แต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งในทีมก็ไม่ใช่ของตายของสเตฟเฟ่นอีกต่อไป เมื่อฟลอเรียน คาสเทนไมเออร์ โกล์มือสองที่ได้โอกาสลงเล่นแทนใน 8 เกมที่ผ่านมาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ แถมยังทำแอสซิสต์ได้ศึกเดเอฟเบคัพอีกด้วย


วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

ย้อนดู6การเซ็นสัญญาล้มเหลวที่สุดของแมนยูในยุคท่านเซอร์

ป๋าชม "อันแดร์สัน" พระเอกพาผีทุบคิวพีอาร์

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือหนึ่งในอดีตกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี หลังพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กอบโกยความสำเร็จมามากมายตลอด 27 ปีในโรงละครแห่งความฝัน


ตลอดเวลากว่า 26 ปีในการคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของตำนานกุนซือชาวสกอตได้เซ็นสัญญากับผู้เล่นมากมายที่เข้ามาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนกลายเป็นสตาร์ดังมาแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเอาชื่อมาทิ้งไว้ ทั้งที่ก่อนย้ายมาเป็นผู้เล่นที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นี่คือ 6 การเซ็นสัญญาที่ถูกจันอันดับจาก เดอะ ซัน สื่ออังกฤษ ให้เป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวในยุคของ เฟอร์กี้

เบเบ้

ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2010 แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจคว้าตัว เบเบ้ มาจาก วิตอเรีย กิมาไรช์ ด้วยค่าตัว 7.4 ล้านปอนด์ หลังจากที่แข้งเลือดฝอยทองแสดงให้เห็นแววรุ่งจนมีข่าวว่าแม้แต่ เรอัล มาดริด ยังให้ความสนใจในตัวเขาในเวลานั้น
ย้อนดู6การเซ็นสัญญาล้มเหลวที่สุดของแมนยูในยุคท่านเซอร์

อย่างไรก็ตาม มีรายงานระบุว่าที่จริงแล้ว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพิ่งได้เจอ เบเบ้ ตัวเป็นๆ ในช่วง 1 วันก่อนที่จะมีการย้ายทีมเท่านั้น และไม่เคยได้ยลฟอร์มการเล่นของแข้งเลือดฝอยทองเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสุดท้ายแข้งวัย 29 ปีก็แจ้งเกิดกับทีมไม่ได้

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่กับทีมปีศาจแดง เบเบ้ ลงเล่นไปทั้งหมดแค่ 7 นัดเท่านั้น ยิงได้ 2 ประตู โดยแบ่งเป็นการเล่นเป็นตัวสำรองในพรีเมียร์ลีกเพียง 2 นัด ในฤดูกาล 2010/11 หลังจากนั้นถูกปล่อยให้ เบซิคตัส, ริโอ อาฟ และปากอส ยืมตัวไปใช้งาน ก่อนขายขาดให้ เบนฟิก้า ในราคาแค่ประมาณ 2 ล้านปอนด์ ในปี 2014 โดยปัจจุบันเจ้าตัวเล่นอยู่กับ ราโย่ บาเยกาโน่

เคลแบร์สัน

อดีตกองกลางชาวบราซิเลียน ย้ายจาก อัตเลติโก พาราเนนเซ่ ไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2003 ด้วยค่าตัว 6.5 ล้านปอนด์ โดยย้ายมาพร้อมๆกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจากเขาเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิล ชุดที่ได้แชมป์ ฟุตบอลโลก 2002 และทำผลงานได้โดดเด่นระดับหนึ่งจนขนาด หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เทรนเนอร์ของทัพ "เซเลเซา" ในตอนนั้นยังออกปากชมเจ้าตัว และยังตกเป็นเป้าหมายของ บาร์เซโลน่า อีกด้วย




อย่างไรก็ตามสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ "ปีศาจแดง" ได้ โดยได้ลงเล่นรวมทุกรายการแค่ 30 นัด ทำได้ 2 ประตู ตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่อยู่กับทีม จนโดนขายให้ เบซิคตัส ด้วยค่าตัว 2.95 ล้านยูโร ในปี 2005 ก่อนตัดสินใจแขวนเกือกในปี 2016 โดยปัจจุบันเจ้าตัวเป็นผู้จัดการทีมให้กับชุดเยาวชนของ ฟิลาเดลเฟีย ยูเนี่ยน ในเมเจอร์ลีก สหรัฐฯ


เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า

นี่เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ล้มเหลว แมนฯ ยูฯ คิดว่าพวกเขาได้กองกลางที่คุ้มค่าคุ้มราคาโดยซื้อมาจาก แอฟเซ น็องต์ ด้วยค่าตัวแค่ 3.5 ล้านปอนด์ ในปี 2003 โดยหวังว่าจะมาเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง รอย คีน




อย่างไรก็ตามแข้งชาวแคเมอรูนกลับแจ้งเกิดไม่ได้ ลงเล่นเกมลีกให้ "ปีศาจแดง" แค่ 20 นัดเท่านั้น จากนั้นก็กลายนักเตะจอมพเนจร โดยปัจจุบัน เฌมบ้า-เฌมบ้า ในวัย 38 ปี ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการลูกหนังโดยเล่นให้กับเอฟซี วัลลอร์เบ-บัลไลเกส ทีมระดับล่างในลีกประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มัสซิโม ตาอิบี้

อดีตนายทวารชาวอิตาเลียนเคยเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่น่าจับตามองหลังโชว์ฟอร์มสุดเหนียวได้กับ เวเนเซีย ก่อนจะย้ายมาเฝ้าเสาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1999 ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นถูกคาดหมายว่าจะย้ายมาเป็นตัวแทน ต่อจาก ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่อำลาสโมสร




เส้นทางอาชีพในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของ ตาอิบี้ ดูเหมือนจะมีอนาคตที่สดใสหลังจากเจ้าตัวโชว์ฟอร์มน่าประทับใจในการประเดิมสนามนัดแรกด้วยการช่วยทีมบุกเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในเกม "แดงเดือด" พร้อมกับคว้า "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ไปครอง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นโชคชะตาของเขาก็ต้องเปลี่ยนไป ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่รับบอลลอดขาจากลูกยิงสุดเบาของ แม็ทธิว เลอ ทิสซิเอร์ เข้าไปแบบง่ายดาย

หลังจากนั้นชื่อของ ตาอิบี้ ก็หายไปและได้ลงเล่นให้ "ปีศาจแดง" เพียง 4 เกมเท่านั้นก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เรจจิน่า ในปี 2000 โดยปัจจุบัน ตาอิบี้ ในวัย 50 ปี ทำงานอยู่กับสโมสร เรจจิน่า

ฮวน เซบาสเตียน เวรอน

อดีตมิดลฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนติน่าถูกตั้งความหวังไว้สูงลิบเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์ จาก ลาซิโอ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของวงการลูกหนังเมืองผู้ดี ณ เวลานั้น




อย่างไรก็ตามอดีตดาวเตะวัย 45 ปี ก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีกได้ โดยตลอด 2 ปีในโรงละครแห่งความฝัน เวรอน ได้ลงเล่นไป 82 นัดทำได้ 11 ประตูรวมทุกรายการ ก่อนจะถูกขายให้กับ เชลซี ในปี 2003 ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์

นิค พาวว์ 

ในวัย 18 ปี นิค พาวว์ ถือเป็นเด็กหนุ่มที่เคยได้รับการจับตามองสุดๆ โดยเป็นผลผลิตจากชุดเยาวชนของ ครูว์ อเล็กซานดร้า และเซ็นสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ ในปี 2012




อย่างไรก็ตามเส้นทางในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของเจ้าตัวดูจะยากลำบากพอสมควรทั้งที่ลงประเดิมสนามนัดแรกด้วยลูกยิงจรวดใส่ วีแกน ซึ่งกลายเป็นประตูเดียวของเจ้าตัวในสีเสื้อ "เร้ด เดวิลส์" และหลังจากนั้นดาวเตะเลือดผู้ดีก็แทบจะหายไปจากสารบบเมื่อ เฟอร์กี้ ยุติบทบาทการคุมทีม โดยถูกปล่อยยืมตัวให้กับหลายสโมสร และถูกขายขาดให้กับ วีแกน ในปี 2016 โดยปัจจุบันดาวเตะวัย 26 ปี อยู่กับ สโต๊ค ซิตี้