วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ตีเลอมันส์ยิงโหด,ชไมเคิ่ลฮีโร่ท้ายเกม!ตัดเกรดแข้งเลสเตอร์นัดสอยแชมป์เอฟเอคัพ


 "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ หลังเอาชนะ เชลซี 1-0 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยถึงแม้ ยิรู ตีเลอมันส์ เป็นฮีโร่ของทีม ที่ซัดประตูชัยอย่างสุดสวย แต่ก็ต้องชื่นชมแนวรับ รวมถือผู้รักษาประตูที่ช่วยกันได้อย่างเหนียวแน่น และนี่คือผลสอบของลูกทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แต่ละคนในแมตช์นี้ 


11 ผู้เล่นตัวจริง

- แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล : 8
มีส่วนอย่างมากต่อชัยชนะของทีม โดยโชว์สองเซฟสำคัญช่วงท้ายเกม (ลูกโขกของ เบน ชิลเวลล์ และลูกยิงของ เมสัน เมาท์) ซึ่งถือเป็นการเซฟที่ไม่ง่ายเลย



- เวสลี่ย์ โฟฟาน่า : 8
ปราการหลังชาวฝรั่งเศสวัย 20 ปี ช่วยเกมรับได้เยอะมาก เล่นได้แข็งแกร่งและมีความมั่นใจ โดยช่วยตัดบอลได้ถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในเกมนี้

- จอนนี่ อีแวนส์ : 6.5
ได้เล่นแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก เพราะมีปัญหาบาดเจ็บ แต่ตอนอยู่ในสนามถือว่าเล่นได้โอเค ไม่มีข้อผิดพลาด

- ชัคลาร์ โซยุนชู : 8.5
เล่นได้สุดยอดในนัดนี้ โดยรับมือเกมรุกคู่แข่งได้ทุกรูปแบบ ช่วยตัดบอล 4 ครั้ง, เคลียร์บอลได้ถึง 6 ครั้ง และชนะดวลลูกอากาศถึง 8 หน ซึ่งสองอย่างหลังสุดถือเป็นสถิติสูงสุดเหนือทุกคนในเกมนี้

- ทิโมธี กาสตาญ : 7
เริ่มต้นด้วยการเล่นเป็นวิงแบ็กฝั่งขวา ก่อนขยับยืนเซนเตอร์แบ็กแทน อีแวนส์ ที่เจ็บ และทำผลงานได้โอเคเลย ในการรับมือกับบรรดาตัวรุก "สิงห์บลูส์"



- ยูริ ตีเลอมันส์ : 8
นอกจากซัดประตูชัยอย่างสุดสวยแล้ว ยังทำผลงานได้เด่นมากๆ ในแดนกลาง ช่วยตัดบอลได้หลายครั้ง

- วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ : 8
ออกสตาร์ทไม่ค่อยดี แต่หลังจากนั้นยกระดับฟอร์มขึ้นมาได้ เล่นได้ดุดันมากๆ ในแดนกลาง ทำเอา เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ดร็อปไปเลย โดยตลอดทั้งเกมมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะถึง 7 ครั้ง ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในเกมนี้

- ลุค โธมัส : 7.5

ฟอร์มไม่เลวเลยสำหรับ ดาวเตะวัย 19 ปี โดยเป็นคนผ่านบอลให้ ตีเลอมันส์ ซัดประตูชัย แถมช่วยเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการดวลกับ ฮาคิม ซิเย็ค และมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะถึง 5 หน ซึ่งมากสุดอันดับสองของเกม (รองจาก เอ็นดิดี้)

- อาโยเซ่ เปเรซ : 6

ยืนเป็นตัวรุกอยู่ข้างหลังคู่กองหน้า แค่ได้ช่วยเกมรับเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสได้เล่นตามสไตล์ถนัดของตัวเอง



- เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ : 5.5
จากที่ฟอร์มกำลังร้อน มาเกมนี้เงียบกริบ เล่นไม่ออก ไม่มีโอกาสได้ลุ้นทำประตูแม้แต่หนเดียว ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกกลางครึ่งหลัง

- เจมี่ วาร์ดี้ : 7
แม้ไม่มีประตู แต่ก็เล่นได้ค่อนข้างอันตราย และทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนเดิม

สำรองที่ได้เล่น

- มาร์ค อัลไบรท์ตัน (แทน อีแวนส์ น. 34) : 7
ทำผงานได้ไม่เลวกับการช่วยเกมรุกทางฝั่งขวา

- เจมส์ แมดดิสัน (แทน อิเฮียนาโน่ น. 67) : 5
ทำอะไรไม่ได้มากกับ 20 กว่านาทีในสนาม



- เวส มอร์แกน (แทน โธมัส น. 82) : -

ไม่สามารถให้คะแนนได้ แต่โชคดีสุดๆ ที่ไม่ได้ชื่อเป็นคนทำเข้าประตูตัวเองช่วงท้ายเกม (จังหวะนั้น ชิลเวลล์ ล้ำหน้าก่อน)

- ฮัมซ่า เชาด์รี่ (แทน เปเรซ น. 82) : -
ไม่สามารถให้คะแนนได้




แวร์เนอร์พึ่งไม่ได้,ก็องเต้แจ่ม!ตัดเกรดแข้งเชลซีเกมพ่ายเลสเตอร์ชิงฯเอฟเอคัพ

  


"สิงห์บลูส์" เชลซี เป็นได้แค่รองแชมป์ เอฟเอ คัพ สองซีซั่นติด หลังพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งนักเตะหลายคนของพวกเขาทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะที่ ติโม แวร์เนอร์ ยังคงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ และนี่คือผลสอบของลูกทีม โธมัส ทูเคิ่ล แต่ละคนในแมตช์นี้  


11 ผู้เล่นตัวจริง

- เกปา อาร์รีซาบาลาก้า : 6
ทำอะไรไม่ได้มากกับลูกยิงของ ยูริ ตีเลอมันส์ แม้ตลอดทั้งเกมไม่มีจังหวะเซฟเลย แต่ก็ไม่มีข้อผิดพลาด เล่นบอลกับเท้าได้ดี

- เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า : 6.5
มีจังหวะเปิดบอลสวยๆ ให้เห็น แต่หลังจากปรับมาเล่นเป็นวิงแบ็กขวาช่วงครึ่งหลัง กลับทำอะไม่ได้มาก ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออก



- ติอาโก้ ซิลวา : 7.5
แม้เข้าบล็อกลูกยิงประตูชัยของ ตีเลอมันส์ ไม่ทัน แต่โดยรวมถือว่าทำผลงานได้ดี และน่าเหลือเชื่อที่เป็นคนสร้างได้โอกาสมากสุดในเกมนี้ (3 ครั้งเท่ากับ ก็องเต้)

- อันโตนิโอ รือดิเกอร์ : 7
มีผลงานส่วนตัวที่ไม่เลว โดยเฉพาะการรับมือกับ เคเลชี่ อิเฮียนาโน่ แถมมีบทบาทในการช่วยสร้างเกมรุกด้วย

- รีซ เจมส์ : 6.5
ช่วยอะไรไม่ได้มากเรื่องเกมรุก แต่ก็เล่นเกมรับได้แข็งแกร่งทีเดียว ตอนถูกปรับมาเล่นเซนเตอร์แบ็กฝั่งขวา โดยเฉพาะการใช้ความเร็วรับมือ เจมี่ วาร์ดี้ ทว่าการเสียบอลของเขามีส่วนทำให้ เลสเตอร์ ได้ประตูชัย



- เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : 8
แม้ไม่สุดยอดเหมือนเกมอื่นๆ แต่ถือว่าโดดเด่นสุดของทีมในนัดนี้ ขยันช่วยทีมได้ดี จึงไม่แปลกใจที่เจ้าตัวมีสถิติมากสุดของทีมในเรื่องตัดบอล (2 ครั้ง) และพาบอลผ่านนักเตะทีมคู่แข่ง (3 ครั้ง) นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งมากสุดในเกมนี้เท่ากับ ซิลวา

- จอร์จินโญ่ : 6.5
ไม่มีอะไรโดดเด่น นอกจากการผ่านบอลที่แม่นยำ

- มาร์กอส อลอนโซ่ : 6.5
มีโอกาสลุ้นทำประตูจากลูกโหม่ง แต่โดยรวมช่วยเกมรุกได้ไม่มากเท่าที่ควร แม้มีการเข้าแท็กเกิ้ลที่แข็งแกร่งก็ตาม (แท็กเกิ้ลชนะ 4 หน มากสุดในทีม)



- ฮาคิม ซิเย็ค : 6
เล่นได้โอเคในช่วงครึ่งแรก แต่เงียบในครึ่งหลัง ทำเกมเจาะแนวรับคู่แข่งไม่ได้ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก

- เมสัน เมาท์ : 7
อันตรายใช้ได้ในการพาบอล และเกือบทำประตูตีเสมอให้กับทีมด้วย (ยิงไปติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล) แต่เสียบอลเยอะไปหน่อย

- ติโม แวร์เนอร์ : 5
น่าผิดหวังอีกเกม อาจจะใช้ความเร็วปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้ แต่เรื่องการตัดสินใจและการจบสกอร์ยังอยู่ในขั้นแย่ ทั้งเกมมีโอกาสยิง 4 ครั้ง ไม่มีตรงกรอบเลย



สำรองที่ได้เล่น

- คริสเตียน พูลิซิช (แทน ซิเย็ค น. 68) : 6
มีความมั่นใจในการพาบอล แต่สร้างความแตกต่างไม่ได้

- เบน ชิลเวลล์ (แทน อลอนโซ่ น. 68) : 7
ช่วยให้เกมของทีมดูดีขึ้น เกือบทำประตูได้จากลูกโหม่ง (ติดเซฟของ ชไมเคิ่ล) และโชคร้ายที่ดันยืนตำแหน่งล้ำหน้า จนทีมพลาดได้ประตูตีเสมอช่วงท้ายเกมอย่างน่าเสียดาย

- ไค ฮาแวร์ตซ์ (แทน จอร์จินโญ่ น. 75) : -
ไม่สามารถให้คะแนนได้

- คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย (แทน อัซปิลิกวยต้า น. 76) : -
ไม่สามารถให้คะแนนได้

- โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทน แวร์เนอร์ น. 82) : -
ไม่สามารถให้คะแนนได้





ร็อดเจอร์สสุดยอด! 5 ประเด็นเด็ดหลังเลสเตอร์สยบเชลซีผงาดแชมป์เอฟเอคัพ


หลังจากผิดหวังในนัดชิงชนะเลิศรายการนี้มาทั้งหมด 4 ครั้ง เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ล้างอาถรรพ์ได้สำเร็ลหลังผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยการเฉือนชนะ เชลซี 1-0 โดยชัยชนะนี้ต้องยกเครดิตให้กับกุนซือและนักเตะของทัพ "จิ้งจอก" ที่เฉียบขาดมากกว่าทางฝั่ง เชลซี เกมนี้มีหลายประเด็นน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกมรุกสุดฝืดของ "สิงห์บลูส์" หรือจะเป็นสถิติใหม่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เรามาเจาะลึกกันทีละเรื่องเลย


1.เชลซีบอลไม่คืบ



เกมนี้ โธมัส ทูเคิ่ล ใช้ ฮาคิม ซีเย็ค, เมสัน เมาน์ท และ ติโม แวร์เนอร์ ออกสตาร์ทตัวจริง ถึงแม้ว่า เชลซี จะเป็นฝ่ายครองบอลได้ส่วนใหญ่ของเกมในครึ่งแรก แต่ปัญหาคือทั้งสามแนวรุกยังต่อกันไม่ติด ส่วน แวร์เนอร์ น่าจะจบสกอร์ได้ดีกว่านี้ในหลายจังหวะ จนกระทั่งกุนซือ “สิงห์บลูส์” ต้องแก้เกมด้วยการส่ง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย และ คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งทำให้สร้างโอกาสได้จะแจ้งมากขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ทูเคิ่ล สลับตำแหน่งให้ รีซ เจมส์ ไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก ส่วน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ขยับมาเล่นเป็นวิงแบ็กขวาแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้คาดว่าเป็นเพราะทูเคิ่ลต้องการนักเตะที่มีความเร็วในการตามกองหน้าตัวจี๊ดอย่าง เจที่ วาร์ดี้ เขาทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่มันคงต้องแลกด้วยประสิทธิภาพเกมบุกทางฝั่งขวาน้อยลงเนื่องจาก อัซปิลิกวยต้า ยังทำเกมในพื้นที่สุดท้ายไม่ดีนัก

2.ชไมเคิ่ลโคตรเซฟ



แน่นอนว่าหลังจากที่ เชลซี ตกเป็นฝ่ายตามหลัง พวกเขาต้องโหมกระหน่ำบุกเป็นธรรมดา ซึ่งต้องชมเกมรับที่ยอดเยี่ยมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ไม่เสียประตูในเกมนี้ แต่คนที่ไม่ซูฮกไม่ได้เลยคือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

ครั้งแรกเขาปฏิเสธลูกโหม่งของอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เบน ชิลเวลล์ ในช่วง 13 นาทีก่อนหมดเวลา ก่อนมาโชว์สุดยอดเซฟปัดลูกยิงของ เมสัน เมาน์ท ในกรอบเชตโทษได้อย่างเหลือเชื่อจน อลัน เชียเรอร์ ตำนานนิวคาเซิ่ลยังบอกเลยว่า “นี่คือสองลูกเซฟสุดเวิลด์-คลาส” ขณะที่ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตยอดหัวหอกชาวอังกฤษกล่าวเพิ่มอีกว่า “เขาคือคนที่โดดเด่นมากในช่วงเวลาสำคัญ เขาคือกัปตันที่ยอดเยี่ยมของเลสเตอร์”

3.สุดยอดตีเลอมันส์



กองกลางของเชลซีขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวอยู่แล้วโดยเฉพาะในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในช่วงนี้ แต่เกมนี้ต้องยอมรับว่ากองกลางของ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ดีไม่แพ้กัน และแน่นอนว่า ยูริ ตีเลอมันส์ คือผู้ชนะของแมตช์นี้

ตั้งแต่ย้ายมาจาก อันเดอร์เลชท์ ตีเลอมันส์ ก็ทำผลงานโดดเด่นจนยึดตัวจริงมาโดยตลอด และนี่เป็นอีกเกมที่เขาโชว์คุณภาพความเป็นมิดฟิลด์ “บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์” ให้เห็น เรื่องเกมรับก็ช่วยตัดบอลได้หลายครั้ง ส่วนเกมบุกยังทำประตูจากการยิงไกลสุดสวยอีกด้วย ผู้บรรยายเกมนี้อย่าง เจอร์เมน จีนาส ยังออกปากชมว่า “ตีเลอมันส์ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในสนามเกมนี้ เขาเยือกเย็นมากเวลาเล่นกับบอล”

ไม่เพียงแค่ ตีเลอมันส์ จะเป็นนักเตะเบลเยี่ยมคนที่ 3 ที่ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ต่อจาก เอแด็น อาซาร์ (2018) และ เควิน เดอ บรอยน์ (2019) แต่ยังเป็นนักเตะเลสเตอร์ ซิตี้ คนแรกที่ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ เคน คีย์เวิร์ธ ยิงในปี 1963

4.เดินตามรอยเซอร์อเล็กซ์



เมื่อ เคลาดิโอ รานิเอรี่ โดนปลดออกจากตำแหน่ง มันดูเป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นภาพเลสเตอร์ชูถ้วยแชมป์อีกครั้ง แต่คนที่สามารถลบล้างความคิดเหล่านี้ได้คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้นี้นี่เอง

แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่การนำแชมป์ เอฟเอ คัพ มาสู่สโมสรเป็นสมัยแรกก็ดีไม่แพ้กัน เขาสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมจนช่วย “เดอะ ฟ็อกซ์” ยืนหยัดสู้กับทีมใหญ่ในลีกอังกฤษ การลุ้นตั๋ว ชปล. สองฤดูกาลติดต่อกันมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งต้องชมบอร์ดบริหารและคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่สนับสนุนผู้จัดการทีมคนนี้อย่างเต็มที่

ก่อนหน้านี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นคนเดียวที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยทั้งในประเทศ สกอตแลนด์ และ อังกฤษ แต่ตอนนี้ ร็อดเจอร์ส เป็นอีกคนที่ทำได้แล้ว เขาสมควรได้รับเครดิตมากมายสำหรับความสำเร็จนี้

5.สิงห์ต้องรีบกลับมา



น่าเสียดายที่ เชลซี ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในเกมนี้ พวกเขาอุตส่าห์ผ่านทีมแกร่งอย่าง แมนฯ ซิตี้ มาได้ในรอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตามมันคงไม่ใช่เวลาที่ทีมต้องมานั่งเสียใจเพราะพวกเขาต้องรวบรวมสมาธิกลับมาให้เร็วที่สุดเพราะยังมีภารกิจใหญ่อีกสองอย่างเหลืออยู่

ความปราชัยต่อ อาร์เซน่อล ในเกมลีกล่าสุดบวกกับชัยชนะของ หงส์แดง ในศึกแดงเดือดทำให้ตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ เชลซี เริ่มสั่นสะเทือน ดังนั้นสองนัดสุดท้ายพวกเขาจำเป็นต้องเก็บชัยชนะให้ได้ โดย ทูเคิ่ล จะได้รีแมตช์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งในวันอังคารนี้ซึ่งผู้แพ้อาจทำให้ชวดโควต้าเลยก็ว่าได้

นอกจากนี้แฟนเชลซีคงหวังว่านักเตะ “เดอะ บลูส์” จะใช้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นบทเรียนและเป็นแรงผลักดันให้สู้กับ แมนฯ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศ​ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สิ้นเดือนนี้




"เบนราห์มา" กู้ชีพ! เวสต์แฮมหืดจับไล่เจ๊าไบรท์ตันท้ายเกมชวดแซงลิเวอร์พูล

 


"ขุนค้อน" ของกุนซือ เดวิด มอยส์ พลาดโอกาสแซงลิเวอร์พูลขึ้นที่ 5 หลังบุกไล่เจ๊า ไบรท์ตัน ท้ายเกม 1-1 มีเพิ่มเป็น 59 คะแนนยึดอันดับ 6 ตามพื้นที่ ท็อปโฟร์ เพิ่มเป็น 5 แต้มโดยเหลือการแข่งขันอีก 2 นัดในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา


สนาม : ดิ เอเม็กซ์ คอมมิวนิตี้ สเตเดี้ยม

เกมแฮม พอตเตอร์ พาทีม "นกนางนวล" ชนะแค่ 1 จาก 6 เกมล่าสุดทำให้อันดับหล่นมาติดโซนตกชั้นยังดีที่แต้มขาดจาก ฟูแล่ม ไปแล้ว ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ โดยฟอร์มล่าสุดพวกเขาออกไปแพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-2

ทางด้าน เดวิด มอยส์ พาทีมขุนค้อนแพ้ 3 จาก 4 เกมล่าสุดนั่นทำให้โอกาสลุ้นท็อปโฟร์เลือนลางลงไปเยอะเลย โดยฟอร์มเมื่อกลางสัปดาห์แพ้ เอฟเวอร์ตัน ไป 0-1 คาบ้านตัวเอง

15 นาทีผ่านเกมสูสีเปิดแลกกันสนุกโดยเป็นทัพ "ขุนค้อน" ครองบอลมากกว่านิดหน่อยส่วนทาง ไบรท์ตัน ใช้จังหวะโต้กลับได้เสียวหลายครั้งแต่ยังไม่มีโอกาสยิประตูด้วยกันทั้งคู่

10 นาทีต่อมา เวสต์แฮม หวิดทะยานออกนำจากบอลทางซ้ายของ แอรอน เครสส์เวลล์ สอดขึ้นมาครอสเข้าเขตโทษถึง มิคาอิล อันโตนิโอ โฉบมาทิ่มเปลี่ยนทางที่เสาแรกแต่โดนไม่ผ่านหน้าประตูออกหลังได้เสียว

นาทีที่ 32 "ขุนค้อน" ขึงอยู่ข้างเดียวจากจังหวะทางขวาของ เจสซี่ ลินการ์ด หยอดบอลลึกมาเสาไกลเข้าทาง มิคาอิล อันโตนิโอ โขกชงต่อให้แต่ไม่มีเพื่อนตามมาเล่นแถมดูเหมือนล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

ต่อมานาทีที่ 39 จากจังหวะประสานงานสุดสวย แอรอน เครสส์เวลล์ สอดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตบย้อนเข้าในให้ ปาโบล ฟอร์นาลส์ ตั้งเท้าซัดแบบไร้ตัวประกบแต่ก็ยังติดบล็อคแนวรับ ไบรท์ตัน

นาทีที่ 41 ทีมเยือน เร่งเครื่องได้ลุ้นจากลูกซัดหน้ากรอบเขตโทษของ เจสซี่ ลินการ์ด และจังหวะสอดเข้าไปชาร์จของ ปาโบล ฟอร์นาลส์ ผู้เล่น เวสต์แฮม พยายามฟ้องเอา แฮนด์บอล ถึงสองครั้งแต่ผู้ตัดสินยังใจแข็ง

3 นาทีต่อมา เวสต์แฮม มาส่งท้ายจากจังหวะหน้าเขตโทษ ปาโบล ฟอร์นาลส์ ยกบอลแฉลบขา เบน ไวท์ เด้งมาเข้าทาง โธมัส ซูเช็ค ซัดเต็มแรงหน้ากรอบ 18 หลาแต่ไม่หนีตัว โรเบิร์ต ซานเชซ ตบทิ้งออกมาหวุดหวิด

หมดครึ่งเวลาแรก ไบรท์ตัน 0 เวสต์แฮม 0

เปิดฉากครึ่งหลัง "ขุนค้อน" ออกหมัดก่อนจากจังหวะทางขวาของ จาร์ร็อด โบเว่น พาบอลเข้าเขตโทษก่อนตบเข้าในติดเท้า อดัม เว็บส์เตอร์ เกือบเข้าประตูตัวเองโชดีติด โรเบิร์ต ซานเชซ ช่วยเอาไว้ได้

ต่อมานาทีที่่ 50 เจ้าถิ่น ตอบโต้ทันควันจากสองจังหวะติดกันของ อลิเรซ่า ยาฮานบัคช์ หลุดเข้าเขตโทษฝั่งขวาแต่เปิดไม่ดีติดเซฟ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ออกมาดักบล็อคเอาไว้ได้หมด

นาทีที่ 55 "นกนางนวล" พลาดโอกาสทองจากความผิดพลาดของ แอรอน เครสส์เวลล์ โขกบอลคืนหลังพลาดให้ อลิเรซ่า ยาฮานบัคช์ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดผ่าน ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ติดไซค์โป้งเลี้ยวหลุดเสาไกลนิดเดียว

แต่แล้วนาทีที่ 84 ไบรท์ตัน ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะสวนกลับ เพอร์ซี่ เทา แทงบอลเข้าช่องให้ แดนนี่ เวลเบ็ค หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษก่อนยกหลบ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ตุงตาข่ายสุดเหนือชั้น

"ขุนค้อน" ไม่ยอมพ่าย 3 นาทีต่อมาตามตีเสมอทันควันจากบอลทางขวาของ วลาดิเมียร์ คูฟาล มุดเข้าเขตโทษก่อนปาดเข้าในแฉลบเด้งมาหน้ากรอบ 18 หลาถึง ซาอิด เบนราห์มา แต่งเข้าขวาปั่นผ่านมือ โรเบิร์ต ซานเชซ เช็ดเสาแรกซุกก้นตาข่ายงามหยด

หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ไบรท์ตัน 1 เวสต์แฮม 1

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

ไบรท์ตัน (4-4-1-1) : โรเบิร์ต ซานเชซ - สตีเวน อัลซาเต้, เบน ไวท์, อดัม เว็บส์เตอร์, แดน เบิร์น - อลิเรซ่า ยาฮานบัคช์, ปาสกาล กรอสส์, อีฟส์ บิสซูม่า, ยาคุบ โมเดอร์ - เลอันโดร ทรอสซาร์ - แดนนี่ เวลเบ็ค

ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พอตเตอร์

เวสต์แฮม (4-2-3-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ - วลาดิเมียร์ คูฟาล, เคร็ก ดอว์สัน, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, แอรอน เครสส์เวลล์ - โธมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์ - ปาโบล ฟอร์นาลส์, เจสซี่ ลินการ์ด, จาร์ร็อด โบเว่น - มิคาอิล อันโตนิโอ

ผู้จัดการทีม : เดวิด มอยส์

ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์




ริโอสุดทึ่ง!!คุณต๊อบฉลองแชมป์เอฟเอคัพกับแข้งเลสเตอร์แบบเป็นกันเอง

 


รู้สึกอบอุ่นใจแทน... ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดประทับใจ หลังเห็น "คุณต๊อบ" อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ลงไปร่วมฉลองแชมป์ เอฟเอ คัพ อย่างเป็นกันเองกับบรรดานักเตะ ขณะที่ โจ โคล อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล ชี้สโมสรฟุตบอลมันต้องเป็นแบบนี้ 

  
ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตยอดเซนเตอร์แบ็กของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมากก่อน กับการที่ "คุณต๊อบ" อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ลงไปฉลองแชมป์ เอฟเอ คัพ กับบรรดานักเตะ และกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อย่างเป็นกันเอง หลังจากที่ทัพ "จิ้งจอกสยาม" เอาชนะ เชลซี 1-0 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา



เลสเตอร์ ผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้ประตูชัยจากการยิงไกลอันสุดสวยของ ยูริ ตีเลอมันส์ นาทีที่่ 63 และหลังจบเกม "คุณต๊อบ" ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานสโมสร แทนที่ คุณ วิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นบิดา ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ปี 2018 ได้ลงมาสวมกอดกับ ร็อดเจอร์ส อย่างอบอุ่น พร้อมกับร่วมแสดงความยินดีกับบรรดานักเตะ เลสเตอร์



"ในช่วงนี้ที่เรากำลังเห็นความแตกร้าวระหว่างเจ้าของสโมสร, นักเตะ และแฟนๆ การได้เห็นอะไรแบบนี้ มันเป็นอะไรที่น่าชื่นใจจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่า มันจะมีสโมสรที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ตั้งแต่ระดับบนสุดยันล่างสุด เหมือนกับที่เราเห็นจากสโมสรแห่งนี้" เฟอร์ดินานด์ กล่าวกับ บีที สปอร์ต สื่อดังอังกฤษ

ขณะที่ โจ โคล อดีตแข้งดัง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ก็อดใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน "มีบางสโมสรใหญ่ๆ และบางสโมสรที่ผมเคยเล่นให้ เคยมีความรู้สึกอิจฉาเจ้าของสโมสรแบบนี้ คือคุณสามารถขาดเจ้าของสโมสรได้ แต่นี่แหละ คือสิ่งที่คุณต้องการ, นี่แหละ คือสิ่งที่คุณต้องการเห็นจากสโมสรฟุตบอล ซึ่งทุกคนในสโมสรต้องร่วมแรงร่วมใจกันแบบนี้"











วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

โด้ดวลลูกากู! ยูเวนตุสบู๊อินเตอร์เพื่อตั๋วชปล.,โรม่าฉะศึกดาร์บี้แมตช์


 "ม้าลาย" ยูเวนตุส ต้องเร่งเครื่องซิวคะแนนเพื่อโควตา ชปล. เกมนี้ยังใช้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รอซัดแต่ไม่ง่ายปะทะ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน แชมป์ลีกป้ายแดงที่จัด โรเมลู ลูกากู ยิงสู้ ขณะที่อีกคู่ ดาร์บี้แมตช์กรุงโรม โรม่า ปะทะ ลาซิโอ ในการแข่งขันฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

ปรีวิว กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี 
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564
ยูเวนตุส (5) - อินเตอร์ มิลาน (1)
เวลา : 23.00 น.


สนาม :
อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม

ทีม "ม้าลาย" ยูเวนตุส เกมล่าสุดคืนฟอร์มบุกไปชนะ ซาสซูโอโล่ 3-1 แต่ยังรั้งอันดับ 5 ในตารางคะแนน เหมือนเดิม

สภาพทีมในเกมนี้ อันเดรีย ปิร์โล่ เทรนเนอร์ ยูเวนตุส จะได้ เมริห์ เดมิรัล กองหลังฟิตกลับมาเป็นสำรอง นอกนั้นถือว่าสมบูรณ์ทุกตำแหน่งพร้อมจัดทัพใหญ่

ทั้งนี้คาดว่าเจ้าถิ่นจะมาในระบบ 4-4-2 แนวรับส่ง มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ ลงเล่นกับ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ขนาบข้างด้วย ดานิโล่ และ อเล็กซ์ ซานโดร

ขยับมาแดนกลาง เวสตัน แม็คเคนนี่ ประสานงานกับ อาเดรียง ราบิโอต์ ริมเส้นขึ้นเกมโดย ฮวน กวาดราโด้ และ เฟเดริโก้ เคียซ่า แนวรุกใช้ เปาโล ดิบาล่า ลงจับคู่กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ทีม "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน ยังโชว์ฟอร์มสมราคาแชมป์เกมล่าสุดเปิดบ้านอัด โรม่า 3-1 ทำให้ชนะในลีกมา 4 นัดรวด

สภาพทีมในเกมนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ อินเตอร์ จะไม่มี อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ และ อาร์ตุโร่ วิดาล มีอาการบาดเจ็บ นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไร

ทีมเยือนแนวรับ 3 คนจะให้ มิลาน สครินเนียร์ ประจำการร่วมกับ สเตฟาน เดอ ฟราย และ อเลสซานโดร บาสโตนี่

การจัดทัพ โรแบร์โต้ กาญาร์ดินี่ ปักหลักกลางสนามกับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช แนวรุกจะให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่เพิ่งเคลียร์ใจกับ คอนเต้ หลังโดนเปลี่ยนออกเกมล่าสุด ลงจับคู่กับ โรเมลู ลูกากู ดาวซัลโวของทีม

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

ยูเวนตุส (4-4-2) : วอยเซียจ เชสนี่ - ดานิโล่, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, อเล็กซ์ ซานโดร - ฮวน กวาดราโด้, เวสตัน แม็คเคนนี่, อาเดรียง ราบิโอต์, เฟเดริโก้ เคียซ่า - เปาโล ดิบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เทรนเนอร์ : อันเดรีย ปิร์โล่

อินเตอร์ (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช-มิลาน สครินเนียร์, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ - อาชราฟ ฮาคิมี่, โรแบร์โต้ กาญาร์ดินี่, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, คริสเตียน เอริคเซ่น, แอชลี่ย์ ยัง - เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, โรเมลู ลูกากู

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้
โรม่า (7) - ลาซิโอ (6)
เวลา : 01.45 น.

สนาม : สตาดิโอ โอลิมปิโก

ทีม "จัลโล่รอสซี่" โรม่า หลังจากชนะมาสองนัดรวด เกมล่าสุดออกไปแพ้ อินเตอร์ มิลาน 1-3 โดยพวกเขาต้องการจบอันดับ 7 เพื่อคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก

สภาพทีมในเกมนี้ เปาโล ฟอนเซก้า นายใหญ่ โรม่า จะไม่มี นิโกโล่ ซานิโอโล่, จอร์แดน แวร์กตูต์ และ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า ที่ยังมีอาการบาดเจ็บทั้งหมด

เกมนี้คาดว่าเจ้าถิ่นจะมาในระบบ 3-4-2-1 แนวรับจะวาง มาราช คุมบาล่า เล่นร่วมกับ จานลูก้า มันชินี่ และ โรเจอร์ อิบันเญซ

แดนกลางจะให้ ลอเรนโซ่ เปเลกรินี่ ประสานงานกับ ไบรอัน คริสตานเต้ แนวรุกมี เฮนริค มคิทาร์ยาน และ สเตฟาน เอล ชาราวี สนับสนุนหน้าเป้าที่สลับมาใช้ บอร์ฆา มาโยรัล

ทีม "อินทรีฟ้าขาว" ลาซิโอ เกมล่าสุดเปิดบ้านเฉือนชนะ ปาร์ม่า 1-0 ทำให้ชนะมา 3 จาก 4 เกมหลังสุด ยังมีลุ้นติดท็อปโฟร์ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากแข่งน้อยกว่าทีมอื่นหนึ่งนัด

สภาพทีมในเกมนี้ ซิโมเน่ อินซากี้ นายใหญ่ ลาซิโอ จะไม่มี เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช ที่บาดเจ็บ แต่จะได้ อันเดรียส เปเรยร่า และ ลูคัส เลว่า พ้นโทษแบนกลับมา

ทั้งนี้คาดว่าแนวรับ 3 คนเกมนี้จะใช้ มาเตโอ มูซัคคิโอ ลงเป็นตัวจริงโดยเล่นร่วมกับ ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้ และ เซนาด ลูลิช

ขยับมาแดนกลาง ลูคัส เลว่า ประสานงานกับ มาร์โก ปาโรโล่ และ หลุยส์ อัลแบร์โต้ คู่หน้าวาง ฆัวกิน กอร์เรอา และ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ยิงประตูชัยเกมล่าสุดล่าตาข่าย

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

โรม่า (3-4-2-1) : อันโตนิโอ มิรันเต้ - มาราช คุมบาล่า, จานลูก้า มันชินี่, โรเจอร์ อิบันเญซ- บรูโน่ เปเรส, ลอเรนโซ่ เปเลกรินี่, ไบรอัน คริสตานเต้, ดาวิเด้ ซานตอน - เฮนริค มคิทาร์ยาน, สเตฟาน เอล ชาราวี - บอร์ฆา มาโยรัล

เทรนเนอร์ : เปาโล ฟอนเซก้า

ลาซิโอ (3-5-2) : เปเป้ เรน่า - มาเตโอ มูซัคคิโอ, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้, เซนาด ลูลิช - อดัม มารูซิช, ลูคัส เลว่า, มาร์โก ปาโรโล่, หลุยส์ อัลแบร์โต้, มานูเอล ลาซซารี่- ฆัวกิน กอร์เรอา, ชิโร่ อิมโมบิเล่

เทรนเนอร์ : ซิโมเน่ อินซากี้




สิงห์ข่ม,ร็อดเจอร์สเก่งนัดชิง!เกร็ดก่อนชิงฯเอฟเอคัพ เชลซี VS เลสเตอร์ ซิตี้

 


คืนนี้เราจะได้รู้กันแล้วว่า ใครคือแชมป์ เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2020/21 ระหว่าง เชลซี กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งดูจากชื่อชั้นแล้ว แน่นอนว่า "สิงห์บลูส์" เหนือกว่า และดูมีโอกาสได้เฮมากกว่า แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ฟุตบอลถ้วยสุดขลังรายการนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และนี่คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจก่อนเกมรองชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ หนที่ 140


เฮด-ทู-เฮด

- ก่อนหน้านี้ เชลซี ชนะรวดทั้ง 7 ครั้ง ที่เจอกับ เลสเตอร์ ในศึก เอฟเอ คัพ
- นี่เพิ่งจะเป็นหนที่ 2 เท่านั้น ที่ เชลซี กับ เลสเตอร์ เจอกันในรอบชิงฯ บอลถ้วยภายในประเทศ โดยครั้งแรกที่เจอกันเกิดขึ้นในศึก ลีก คัพ (คาราบาว คัพ) ฤดูกาล 1964/65 ซึ่ง "สิงห์บลูส์" คว้าแชมป์ไปครอง โดยชนะด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2
- หนเดียวที่ เลสเตอร์ ชนะ เชลซี ในบอลถ้วย เกิดขึ้นในศึก ลีก คัพ รอบสอง เลกสอง เมื่อฤดูกาล 1983/84 ซึ่งตอนนั้น "จิ้งจอกสยาม" คว้าชัย 2-0 ทว่าสุดท้ายพวกเขาตกรอบ เพราะแพ้ดวลจุดโทษ "สิงห์บลูส์" ที่คว้าชัยในเลกแรก ด้วยสกอร์ 2-0 เช่นกัน
- อย่างไรก็ตาม 6 เกมหลังสุดที่เจอกันในศึก พรีเมียร์ลีก นั้น เชลซี เอาชนะ เลสเตอร์ ไม่ได้เลย (เสมอ 4, แพ้ 2) โดยครั้งล่าสุดที่บุกไปแพ้ 0-2 ที่ คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมนั้น ถือเป็นเกมลีกสุดท้ายของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในฐานะกุนซือ "สิงห์บลูส์" ด้วย



เชลซี

- นี่คือรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ หนที่ 15 สำหรับ เชลซี โดยพวกเขาคว้าแชมป์มาแล้ว 8 ครั้ง ซึ่งมีแค่ อาร์เซน่อล (21/14) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (20/12) เท่านั้น ที่มีสถิติเหนือกว่าพวกเขาทั้งสองด้าน
- นี่คือรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ ครั้งที่ 4 ในรอบ 5 ฤดูกาลหลังสุดของ เชลซี โดยก่อนหน้านี้สามครั้ง พวกเขาชนะหนเดียว คือในฤดูกาล 2017/18 (ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0) และแพ้สองหนให้กับ อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2016/17 (แพ้ 1-2) และ 2019/20 (แพ้ 1-2)
- 7 จาก 8 ครั้งที่ เชลซี ชนะในรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ เป็นการชนะคู่แข่งแค่ประตูเดียวเท่านั้น ยกเว้นรอบชิงฯ ในฤดูกาล 1996/97 ที่ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 2-0
- แชมป์ทั้ง 8 สมัยของ เชลซี อยู่ภายใต้การนำทัพของกุนซือ 8 คน (เดฟ เซ็กซ์ตัน, รุด กุลลิท, จานลูก้า วิอัลลี่, โชเซ่ มูรินโญ่, กุส ฮิดดิ้งค์, คาร์โล อันเชลอตติ, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ อันโตนิโอ คอนเต้)
- โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีม เชลซี ลุ้นเป็นกุนซือชาวเยอรมันคนแรก ที่คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขณะที่ "สิงห์บลูส์" ไม่เสียประตูใน เอฟเอ คัพ แม้แต่ลูกเดียว นับตั้งแต่เขาคุมทีม



เลสเตอร์ ซิตี้

- เลสเตอร์ ยังไม่เคยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เลย ทั้งที่เข้าถึงรอบชิงฯ มาแล้วถึง 4 หน
- ตอนนี้ เลสเตอร์ คว้าชัยชนะในถ้วย เอฟเอ คัพ มาแล้ว 5 นัดติด ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของสโมสร เทียบเท่ากับที่เคยทำได้ในช่วงเดือนมกราคม ถึง เมษายน ปี 1963
- เลสเตอร์ มีสถิติไม่ค่อยดีนักในการเล่นที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (รวมถึง เวมบลีย์ เดิม) โดยคว้าชัยชนะได้แค่ 4 จาก 15 นัด (เสมอ 1, แพ้ 10)
- นี่คือรอบชิงฯ บอลถ้วยรายการใหญ่ครั้งแรกของ เลสเตอร์ นับตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งตอนนั้นพวกเขาโค่น ทรานเมียร์ โรเวอร์ส 2-1 ในศึก ลีก คัพ รอบชิงฯ
- เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ "จิ้งจอกสยาม" มีสถิติยอดเยี่ยมในเกมรอบชิงฯ โดยชนะรวดทั้ง 6 ครั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยเกมรอบชิงฯ เพลย์ออฟเลื่อนชั้น (สู่ พรีเมียร์ลีก) กับ สวอนซี ซิตี้ ในฤดูกาล 2010/11, รอบชิงฯ สกอตติช ลีก คัพ 3 ครั้ง (2016/17, 2017/18, 2018/19) กับ เซลติก และ รอบชิงฯ สกอตติช คัพ 2 ครั้ง (2016/17, 2017/18) กับ เซลติก เช่นกัน